สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ สักที ลดมาเป็นปีก็ยังเท่าเดิม เป็นเพราะอะไรมาดูกัน

หลายคนมุ่งมั่นและตั้งเป้าที่จะ ลดน้ำหนัก ให้ได้ตามต้องการ แต่ลดยังไงก็ยังไม่เห็นผลจริงๆ จังๆ สักที ลองมาเกือบจะครบทุกวิธีแล้ว อะไรที่เขาว่าดีก็ทำมาหมดแล้ว แต่ทำไมถึงยังไม่ประสบผลสำเร็จล่ะ? เป็นไปได้ว่าคุณอาจลดน้ำหนักผิดวิธี หรือใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมกับตัวเองก็ได้นะ แต่อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณผู้อ่าน ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ นั้น Hello คุณหมอ รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ ทำไมเราถึง ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ สักที สาเหตุที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย โดยสาเหตุที่ทำให้ ลดน้ำหนัก ไม่ได้ตามเป้าหมาย อาจมาจากหนึ่งในสาเหตุดังต่อไปนี้ นอนมากไปหรือนอนน้อยเกินไป การนอนที่มากจนเกินไป (นอนมากเกินกว่า 9 ชั่วโมง) หรือนอนน้อยจนเกินไป (นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง) จะมีผลทำให้ระดับของฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและระบบเผาผลาญทำงานได้น้อยลง อีกทั้งคนที่นอนน้อยก็จะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง อาจมีผลทำให้ไม่อยากจะออกกำลังกายหรือออกกำลังกายได้น้อยลง กินหลายมื้อ หลายคนอาจทำตามวิธีที่ว่าด้วยการแบ่งอาหารไว้กินหลายมื้อหรือการแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ เป็นวิธีที่ช่วยให้อิ่มได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วแทบไม่มีผลการรับรองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิธีนี้เท่าไหร่นัก ถ้าต้องการให้รู้สึกอิ่มจริงๆ อาจมีวิธีที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือ การกินให้สมดุลหรือสอดคล้องกับปริมาณแคลอรี่ที่จำกัดไว้ในแต่ละวัน เลือกอาหารที่เน้นไฟเบอร์และโปรตีนที่จะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้ดีกว่าการแบ่งกินเป็นมื้อเล็กๆ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อิ่มในระยะยาวแล้ว ยังอาจจะกระตุ้นให้หิวบ่อยขึ้นก็ได้ ไม่ค่อยออกกำลังกาย การ ลดน้ำหนัก สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย แต่หลายคนอาจมุ่งเน้นแต่การจำกัดแคลอรี่และเลือกกินอาหารมากจนเกินไป และมองข้ามการออกกำลังกายซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์และดีต่อระบบเผาผลาญเป็นอย่างยิ่ง จากผลการวิจัยพบว่าผู้ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายจะมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวสูงกว่าคนที่เคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถไปฟิตเนส หรือออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวร่างกายเช่น การเดิน หรือการเดินขึ้นลงบันได […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

น้ำตาลมะพร้าว ดีต่อสุขภาพไหม แตกต่างจากน้ำตาลชนิดอื่นอย่างไร

ในการประกอบอาหารแต่ละเมนูนั้น การพิถีพิถันกับวัตถุดิบถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยทำให้อาหารได้วัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัย มีรสชาติที่ดี และมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ไม่เว้นกระทั่งเครื่องปรุงที่ให้รสหวานอย่างน้ำตาล หลายคนก็ให้ความพิถีพิถันในการเลือกเช่นกัน วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาไปรู้จัก น้ำตาลมะพร้าว  เครื่องปรุงแบบไทยๆ ที่หลายครัวเรือนเริ่มหันมาใช้กันมากขึ้น เพราะทำมาจากธรรมชาติแท้ๆ แถมยังให้กลิ่นและรสชาติที่ช่วยให้อาหารอร่อยและกลมกล่อมมากขึ้นด้วย นอกเหนือกจากรสชาติและความอร่อยของอาหารแล้ว น้ำตาลมะพร้าวจะดีต่อสุขภาพด้วยหรือเปล่าล่ะ? ถ้าอยากรู้ล่ะก็ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้แล้วค่ะ [embed-health-tool-bmr] น้ำตาลมะพร้าว คืออะไร น้ำตาลมะพร้าว (Coconut sugar) หรือน้ำตาลปี๊บที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น ทำมาจากน้ำหวานหรือน้ำตาลสดที่ได้จากจั่นมะพร้าว แล้วนำมาผ่านกระบวนการเคี่ยวให้จับตัวจนกลายเป็นน้ำตาลปึก น้ำตาลปี๊บ หรือน้ำตาลมะพร้าว อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะสับสนระหว่างน้ำตาลมะพร้าวกับน้ำตาลโตนด เพราะมีรูปลักษณ์และกรรมวิธีในการทำที่คล้ายคลึงกัน หากแต่ความแตกต่างกันของน้ำตาลทั้งสองชนิดนี้คือ น้ำตาลมะพร้าวจะได้จากน้ำตาลสดที่รองจากจั่นมะพร้าว ส่วนน้ำตาลโตนดจะทำจากน้ำตาลสดที่ได้จากจั่นของต้นตาล และไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นน้ำตาลธรรมชาติที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างช้านาน ใช้ในการประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน ช่วยให้อาหารมีรสชาติหอมหวาน ได้กลิ่นไอรสหวานแบบธรรมชาติแท้ๆ  น้ำตาลมะพร้าวต่างจากน้ำตาลชนิดอื่นๆ อย่างไร จุดประสงค์หลักของน้ำตาลไม่ว่าชนิดใดก็คือการเพิ่มรสชาติหวานให้กับอาหารในทุกๆ เมนู ซึ่งน้ำตาลแต่ละชนิดก็จะให้รสชาติที่หวานคล้ายๆ กัน อาจแตกต่างในเรื่องของกลิ่น หรือรสชาติบ้าง แต่ให้ความรู้สึกถึงรสหวานเหมือนกันอย่างแน่นอน เรื่องความแตกต่างของน้ำตาลนั้นแต่ละชนิดนั้นก็แทบจะไม่ต่างกันมากเท่าใดนัก ที่อาจจะมองเห็นได้ชัดก็คือแหล่งของวัตถุดิบ น้ำตาลบางชนิดอาจจะทำมาจากอ้อย บางชนิดทำมาจากมะพร้าว หรืออาจผลิตจากพืชที่ให้ความหวานชนิดอื่นๆ ที่ต่างกันไป […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ไขกระดูก อีกหนึ่งอวัยวะสำคัญ ที่คุณอาจยังไม่รู้จักดีพอ

หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ไขกระดูก” หรือ “การปลูกถ่ายไขกระดูก” แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่าไขกระดูกคืออะไร และทำหน้าที่ใดในร่างกายของเรากันแน่ วันนี้ Hello คุณหมอ เลยอยากชวนคุณมาทำความรู้จักไขกระดูกให้ดีขึ้น คุณจะได้ดูแลไขกระดูกได้อย่างถูกต้อง เพราะไขกระดูกสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของคุณมากกว่าที่คิด ไขกระดูก คืออะไร ไขกระดูก (Bone marrow) คือ เนื้อเยื่อที่มีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำซึ่งบรรจุอยู่ในช่องไขกระดูก หรือโพรงกระดูก (Medullary cavity) ที่อยู่ตรงกลางของกระดูก เราสามารถพบไขกระดูกได้ในกระดูกบางบริเวณของร่างกาย เช่น กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา กระดูกสันหลัง ไขกระดูก สำคัญอย่างไร ไขกระดูกนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไขกระดูกแดง และไขกระดูกเหลือง โดยไขกระดูแต่ละชนิด มีหน้าที่สำคัญในร่างกายดังนี้ 1. ไขกระดูกแดง (Red bone marrow) เป็นเนื้อเยื่อมัยอีลอยด์ (Myeloid tissue) มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการสร้างเลือดจากเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ โดยกระบวนการนี้เรียกว่า Hematopoiesis หรือ Hemopoiesis ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดที่ได้จากกระบวนการนี้ ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ลำเลียงเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาว มีด้วยกันหลายชนิด […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

สิ่งที่คุณควรรู้ ก่อนตัดสินใจทำ การดูดไขมัน

การดูดไขมันนั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของน้ำหนักตัว หรือไขมันส่วนเกิน วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ การดูดไขมัน ว่ามีการทำงานอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้ทราบก่อนตัดสินใจทำการดูดไขมันกันนะคะ การดูดไขมัน เป็นอย่างไร การดูดไขมัน (Liposuction) เป็นกระบวนการศัลยกรรมเพื่อความสวยความงามประเภทหนึ่ง ที่จะทำการกำจัดไขมันที่สะสมเฉพาะส่วน เช่น สะโพก หน้าท้อง ใต้คาง หรือต้นขา ที่คุณไม่สามารถกำจัดได้จากวิธีการควบคุมอาหาร หรือการออกกำลังกายตามปกติ โดยการใช้ท่อดูดไขมันออกจากร่างกายโดยตรง การดูดไขมันนี้จะมีจุดประสงค์มุ่งเน้นไปที่การปรับลักษณะและรูปร่าง มากกว่าการลดน้ำหนักตัว แต่ในบางครั้งการดูดไขมันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศัลยกรรมอื่นๆ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า การผ่าตัดกระชับหน้าอก หรือการผ่าตัดกระชับหน้าท้อง เป็นต้น การดูดไขมันเหมาะกับใครบ้าง ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนเลยว่า การดูดไขมันนั้น ไม่ใช่วิธีในการลดน้ำหนัก และไม่สามารถช่วยกำจัดเซลลูไลท์ (Cellulite) ออกไปจากร่างกายได้ การดูดไขมันนั้นจะใช้เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนรูปร่าง กำจัดไขมันส่วนเกิน และช่วยทำให้บางส่วนดูยุบหรือเล็กลงไปเล็กน้อย แต่ไม่สามารถทำให้ดูผอมได้ในคราวเดียว เนื่องจากการดูดไขมันนั้นอาจมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อสุขภาพต่างๆ มากมาย ดังนั้น ผู้ที่ต้องการดูดไขมัน จึงควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน ที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว มีน้ำหนักตัวมากกว่าน้ำหนักตัวที่ต้องการ อย่างน้อย 30% มีสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน ผิวมีความยืดหยุ่นสูง ไม่สูบบุหรี่ มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ใช้ยาที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการตกเลือด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด แพทย์จะไม่แนะนำให้ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ […]


ข่าวสารสุขภาพทั่วไป

นักวิจัยเผย! ข้อเท็จจริง การว่ายน้ำของอสุจิ ที่ถูกเข้าใจผิดมาตลอดเป็นเวลา 350 ปี

ด้วยการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของวงการวิทยาศาสตร์ ทำให้ ณ ปัจจุบันเราจึงได้ทราบข้อมูลมากมายจากการทดลอง การศึกษา หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ช่วยนำมาคลายข้อสงสัยภายในใจให้เราได้เป็นอย่างดี ซึ่งบทความของ Hello คุณหมอวันนี้ ก็ได้มีอีกหนึ่งข่าวสารใหม่เกี่ยวกับ การว่ายน้ำของอสุจิ ที่ถูกเข้าใจแบบผิด ๆ มาเป็นเวลานาน มาอัพเดตใหม่ ให้ทุกคนได้ทราบ และทำความเข้าใหม่กันอย่างทั่วถึงมาฝากค่ะ ความเชื่อเกี่ยวกับ การว่ายน้ำของอสุจิ เป็นอย่างไร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ในช่วง ค.ศ.1677 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ท่านหนึ่ง ชื่อว่า อันโทนี ฟาน เลเวนฮูก (Antonie Van Leeuwenhoek) ที่เป็นผู้ทดสอบคนแรกโดยการใช้กล้องจุลทรรศน์ที่เขาได้ประดิษฐ์ขึ้นมาส่องไปยังอสุจิของตนแล้วพบว่า อสุจินั้นนอกจากจะมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกับลูกอ๊อดแล้ว ยังมีการเคลื่อนตัว หรือการแหวกว่ายสะบัดหางไปมาคล้ายกันกับงู และปลาไหลอีกด้วย จากการค้นคว้าล่าสุด มีการค้นพบครั้งใหม่เกี่ยวกับ การว่ายน้ำของอสุจิ เมื่อไม่นานมานี้ด้วยความก้าวไกลทางเทคโนโลยีของทางวิทยาศาสตร์ Dr. Hermes Gadelha จากมหาวิทยาลัยบริสทอล Dr. Gabriel Corkidi และ Dr. Alberto Darszon จากมหาวิทยาลัยเสรีแห่งชาติในประเทศเม็กซิโก จึงได้ทำการร่วมมือกันเพื่อค้นคว้าถึงข้อเท็จจริงนี้ โดยการนำกล้องจุลทรรศน์ 3 มิติ ที่มีการตรวจจับด้วยความเร็วสูงทำให้เราออกมาพบบางอย่างเกี่ยวกับการว่ายน้ำของอสุจิใหม่ว่า.. เนื่องจากการหมุนตัวของอสุจิค่อนข้างมีความเร็วสูง เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ […]


อาการของโรค

เลือดออกจากหัวนม เป็นเพราะอะไร อันตรายรึเปล่านะ

หน้าอกและเต้านมนั้น เป็นอีกหนึ่งอวัยวะสำคัญ ที่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านั้น บางครั้งก็อาจจะเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่บางครั้งก็อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกโรคได้เช่นกัน แล้วอาการ เลือดออกจากหัวนม นั้นเกิดขึ้นจากอะไร เป็นสัญญาณบอกอันตรายอะไรรึเปล่า Hello คุณหมอ ชวนมาดูคำตอบไปพร้อมกันจากบทความนี้ [embed-health-tool-bmi] สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เลือดออกจากหัวนม อาการเลือดออกจาก หัวนม อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้ หัวนม แตกจากการให้นมลูก แม้ว่าโดยปกติแล้ว การให้นมลูกนั้นไม่ควรจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวด หรือทำให้มีเลือดไหล แต่คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลาย ๆ คน โดยเฉพาะเหล่าคุณแม่มือใหม่ อาจจะต้องประสบปัญหากับอาการหัวนมแตก เนื่องจากการให้นมลูก ด้วยอาจเป็นเพราะคุณแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ คุณแม่ตั้งท่าให้นมไม่เหมาะสม หรืออาจเป็นเพราะลูกของคุณดูดนมอย่างไม่ถูกต้อง มีงานวิจัยหนึ่งที่พบว่า การสอนให้ทารกอายุระหว่าง 4 วัน ถึง 12 เดือน ให้สามารถดูดนมแม่ได้อย่างถูกต้องนั้น จะสามารถช่วยลดปัญหาอาการเจ็บ หัวนม จากการให้นมบุตรได้มากถึง 65% คุณสามารถสังเกตได้ว่า ลูกของคุณกำลังดูดนมอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่ โดยดูได้จากสัญญาณดังต่อไปนี้ หลังจากให้นมลูกแล้ว หัวนมของคุณยังอยู่ในลักษณะแบน หรือบุ๋มเข้าไป มีอาการเจ็บหัวนมอย่างรุนแรงขณะให้นมลูก ลูกไม่อิ่ม หรือยังไม่สงบลง แม้ว่าจะให้นมแล้ว บริเวณฐานเต้านมไม่อยู่ในปากของลูก การจัดการ เราสามารถจัดการได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนท่าทางการให้นมลูกเสียใหม่ โดยพยายามจัดให้หัวนมนั้นอยู่พอดีตรงปากของลูก แล้วกดให้หัวนมเข้าไปลึกขึ้น […]


ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

ปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือ ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

การ ปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation) เป็นวิธีรักษาผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการสร้างเม็ดเลือด และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ข้อมูลพื้นฐานการ ปลูกถ่ายไขกระดูก คืออะไร การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation) คือ หัตถการในการแทนที่ไขกระดูกที่เสียหายหรือถูกทำลายโดยโรค การติดเชื้อ หรือการทำเคมีบำบัด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) ซึ่งเป็นเซลล์ตัวอ่อนของเลือดที่อาศัยอยู่ในไขกระดูก และจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ที่ไหลวนอยู่ในร่างกาย รวมถึงมีส่วนในการสร้างไขกระดูกใหม่ด้วย การปลูกถ่ายไขกระดูกมีด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้กระดูกของตนเอง (Autologous Bone Marrow Transplantation) โดยต้องใช้ไขกระดูกของผู้ป่วยที่เก็บไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี โดยผู้เชี่ยวชาญจะปลูกถ่ายไขกระดูกที่เก็บไว้กลับคืนเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาดังกล่าวแล้ว แต่วิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีไขกระดูกที่สมบูรณ์ดีเท่านั้น การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของผู้บริจาค (Allogeneic Bone Marrow Transplantation) โดยผู้บริจาคจะต้องมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ตรงกับผู้ป่วย วิธีนี้มีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า เช่น ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย และคุณอาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายไม่ทำลายเซลล์ใหม่ แต่ยาก็อาจทำให้คุณติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ความจำเป็นในการ ปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกเมื่อไขกระดูกในร่างกายไม่แข็งแรง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ให้น้ำเกลือ สำคัญอย่างไร ทำไมถึงจำเป็นต้องให้น้ำเกลือ

ให้น้ำเกลือ หรือการใช้สารละลายโซเดียมคลอไรด์  (Sodium Chloride: NaCl) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่พบเห็นได้บ่อย โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำ ท้องเสียรุนแรง อาเจียน รวมไปถึงสูญเสียเลือด เพื่อช่วยทดแทนน้ำที่ร่างกายเสียไป อย่างไรก็ตาม ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ [embed-health-tool-bmi] ทำไมคุณหมอจึงต้อง ให้น้ำเกลือ น้ำเกลือ มีส่วนผสมของโซเดียมคลอไรด์  (Sodium Chloride: NaCl)  ถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักทางการแพทย์มานานกว่า 150 ปี เมื่อเวลาเราป่วยเข้าโรงพยาบาล แพทย์จะให้ น้ำเกลือ เนื่องจากมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับเลือด เพื่อใช้ทดแทนน้ำที่ร่างกายได้เสียไป (ให้ผ่านเส้นเลือดดำ) จากภาวะขาดน้ำ ไข้ อาการท้องเสีย อาเจียน รวมถึงการเสียเลือดจากอุบัติเหตุต่างๆ  เป็นต้น จริงหรือไม่ เมื่อได้รับน้ำเกลือบ่อย ๆ จะทำให้ตัวบวม ความเชื่อที่ว่า การได้รับ น้ำเกลือ บ่อย ๆ ทำให้น้ำหนักขึ้น หรือตัวบวมนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงอาการระยะสั้น ๆ เท่านั้น น้ำเกลือจะถูกกำจัดออกจากร่างกายภายใน 24 ชม. ร่างกายจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการตัวบวม หรือพบว่าน้ำหนักขึ้นอย่างผิดปกติหลังจากได้รับน้ำเกลือ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องทันที […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

กัดเล็บบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

พฤติกรรมการ กัดเล็บบ่อยๆ นั้นถือเป็นพฤติกรรมที่นอกจากจะทำให้ดูเสียบุคลิกภาพแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย เนื่องจากในชีวิตประจำวัน ทุกคนย่อมใช้มือในการหยิบจับสิ่งของหรือวัตถุต่างๆ ซึ่งของบางอย่างอาจจะมีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่ ดังนั้นการกัดเล็บอาจเป็นการนำพาให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้น ทาง Hello คุณหมอ จึงได้นำเรื่องเกี่ยวกับการกัดเล็บบ่อยๆ มาฝากกัน ทำไมคนเราถึงชอบ กัดเล็บบ่อยๆ นิสัยเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไข บางครั้งคนเรากัดเล็บเพราะกำลังรู้สึกประหม่า เบื่อ หรือบางที่คุณอาจจะไม่ได้สังเกตตัวเองจนไปทำเล็บที่ร้านแล้วถึงเห็นว่าเล็บสั้นเกินไป ไม่ว่าจะกัดเล็บเพราะกรณีใดๆ มันมีบางวิธีที่สามารถช่วยให้คุณหยุดกัดเล็บได้ สำหรับพฤติกรรมการกัดเล็บ (Nail Biting) ในทางการแพทย์เรียกพฤติกรรมประเภทนี้ว่า Chronic onychophagia ถือเป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุดในการบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีนิสัยอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมดังกล่าว ได้แก่ การดูดนิ้วหัวแม่มือ การแคะจมูก การม้วนผม การกัดฟัน การหยิกผิว กัดเล็บบ่อยๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร แน่นอนว่าการกัดเล็บนั้นไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เพราะมือของเรานั้นต้องสัมผัสกับสิ่งของมากมายหลายอย่าง ซึ่งบางอย่างที่สัมผัสอาจจะมีเชื้อโรครวมอยู่ด้วย เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเข้าไปติดในซอกเล็บของคุณได้ และเมื่อคุณกัดเล็บเชื้อโรคเหล่านั้นก็จะเข้าสู่ร่างกาย ก็สามารถนำมาสู่ผลเสียต่อสุขภาพหรือโรคต่างๆ เราลองมาดูกันว่า การกัดเล็บนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ผิวหนัง Debra Jaliman แพทย์ผิวหนังจากกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า การกัดเล็บสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียใต้เล็บ เช่น พาโรนีเคีย (Paronychia) ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยแดง บวม และทำให้เล็บเต็มไปด้วยหนอง นอกจากนั้นยังทำให้การติดเชื้อในช่องปากได้ ซึ่งจำจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา อาจนำไปสู่โรคข้ออักเสบหรือความพิการ David Katz ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการป้องกันมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หากไม่สามารถควบคุมพาโรนีเคียหรือการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ได้ […]


การทดสอบทางการแพทย์

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน การเตรียมพร้อมก่อนเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ไม่ควรมองข้าม

คุณผู้อ่านท่านใดมีข่าวดีเตรียมตัวลั่นระฆังวิวาห์บ้างคะ Hello คุณหมอ ขอแสดงความยินดีไว้ล่วงหน้าก่อนเลย ซึ่งโอกาสมงคลแบบนี้คู่รักหลายคู่ก็มักจะยุ่งอยู่กับการเตรียมงาน หาฤกษ์งามยามดี ผูกดวงสมพงศ์ หรือกราบไหว้ผู้ใหญ่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรให้การใช้ชีวิตคู่นั้นเป็นสิริมงคลและราบรื่น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องไม่ลืมว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะคนทั้งสองคนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปอีกนาน การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่คู่รักไม่ควรละเลย แต่ทำไมเราต้อง ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ? ตรวจแล้วจะได้อะไร ? แล้วต้องตรวจอะไรบ้าง ? ถ้าอยากรู้ล่ะก็มาติดตามกันได้ที่บทความนี้เลยค่ะ ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน คืออะไร การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน คือ การเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อเช็กสภาพความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจของคู่รักที่กำลังจะตกลงปลงใจแต่งงานและสร้างครอบครัวไปด้วยกัน ซึ่งกระบวนการในการตรวจจะไม่แตกต่างจากการตรวจสุขภาพโดยทั่วไปมากนัก การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานนี้เจึงป็นเสมือนคู่มือพื้นฐานสำหรับคู่รักเพื่อประกอบการตัดสินใจและวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงานได้ ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ต้องตรวจอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน นั้นมักจะมีโปรแกรมการตรวจที่คล้ายๆ กัน แต่อาจจะมีความแตกต่างกันไปตามแพ็กเกจหรือโปรโมชั่นของสถานพยาบาลที่เลือกใช้บริการ ซึ่งปกติแล้วแพทย์จะทำการตรวจโดยมีโปรแกรมสำคัญๆ ดังนี้ การตรวจเลือด การตรวจเลือดก่อนตัดสินใจแต่งงานถือว่ามีความสำคัญ เพราะคู่รักจะสามารถทราบหมู่โลหิตของลูกที่จะเกิดมา ทราบความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อาจมาจากพ่อหรือแม่เป็นพาหะ รวมถึงทราบความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ซึ่งทารกที่จะเกิดมาในอนาคตอาจมีภาวะเหล่านี้ได้ หากตรวจเลือดแล้วพบว่าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นพาหะของโรค ตรวจภาวะการมีบุตรยาก เพื่อลดปัญหาการกล่าวโทษกันแบบที่อาจจะเห็นกันบ่อยๆ ทั้งในละครและชีวิตจริง ที่เมื่อเกิดปัญหาการไม่มีบุตรสักทีแล้วก็มักจะกล่าวโทษกันเองว่ากรรมพันธุ์ฉันดี กรรมพันธุ์เธอไม่ดี การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เพื่อหาภาวะการมีบุตรยากจะช่วยไขข้อข้องใจในกรณีนี้สำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร รวมถึงสามารถที่จะหาทางออกในกรณีที่ต้องการจะมีบุตรได้อีกด้วย ตรวจพันธุกรรม การตรวจพันธุกรรมสามารถช่วยระบุความเสี่ยงที่จะส่งต่อไปยังทารกที่จะเกิดมาในอนาคตได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคซิสติก […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน