คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

กินสับปะรด ให้สารอาหารอะไรบ้างและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

กินสับปะรด ให้สารอาหารอะไรบ้างและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

กินสับปะรด มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ เพราะสับปะรดนับเป็นผลไม้แคลอรี่ต่ำและอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองว่าสับประรดนั้นดีต่อร่างกาย และสามารถเลือกบริโภคได้ในหลายรูปแบบ ทั้งแบบสด แบบกระป๋อง หรือน้ำสับปะรด

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด

สับปะรดสดที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย หรือประมาณ 165 กรัม ให้พลังงาน 82.5 แคลอรี่ โดยมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้

  • วิตามินซี 131% ของปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • แมงกานีส 76% ของปริมาณแมงกานีสที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • วิตามินบี 6 9% ของปริมาณวิตามินบี 6 ที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • คอปเปอร์ 9% ของปริมาณคอปเปอร์ที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ไทแอมิน (วิตามินบี 1) 9% ของปริมาณไทแอมีนที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • โฟเลต 7% ของปริมาณโฟเลตที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • โพแทสเซียม 5% ของปริมาณโพแทสเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • แมกนีเซียม 5% ของปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ไนอะซิน (วิตามินบี 3) 4% ของปริมาณไนอะซินที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • กรดแพนโทเทนิก (วิตามินบี 5) 4% ของปริมาณกรดแพนโทเทนิกที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ไรโบเฟลวิน (วิตามินบี 2) 3% ของปริมาณไรโบเฟลวินที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ธาตุเหล็ก 3% ของปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ไขมัน 1.7 กรัม
  • โปรตีน 1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 21.6 กรัม
  • ไฟเบอร์ 2.3 กรัม

อย่างไรก็ตาม สับปะรดแบบกระป๋องจะแตกต่างจากสับปะรดสด โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Agriculture หรือ USDA) ได้ให้ข้อมูลว่า สับปะรดกระป๋อง ที่เป็นสับปะรดในน้ำเชื่อมจะให้พลังงาน 131 แคลอรี่ต่อ 1 ถ้วย และมีน้ำตาล 31.88 กรัม นอกจากนี้ ยังมีวิตามินและเกลือแร่น้อย ดังนั้นหากต้องการบริโภคสับปะรดกระป๋องให้ระวังปริมาณน้ำตาล และเลือกสับปะรดกระป๋องแบบที่เป็นเนื้อสับปะรดในน้ำผลไม้ แทนแบบแช่ในน้ำเชื่อม

กินสับปะรด แล้วได้ประโยชน์อย่างไร

1.สับปะรดมีสารต้านอนุมูลอิสระ

สับปะรดไม่เพียงแต่อุดมไปด้วยสารอาหาร แต่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งบางชนิด

สารต้านอนุมูลอิสระ คือ โมเลกุลที่จะช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะความไม่สมดุลของการเกิดอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) ซึ่งเป็นภาวะที่มีอนุมูลอิสระมากเกินไปในร่างกาย และอนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับเซลล์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่อาจนำไปสู่ การอักเสบเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และโรคที่เป็นอันตรายอีกหลายโรค

ในสับปะรดอุดมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย เช่น ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และกรดฟีนอลิก (Phenolic Acids) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ดังนั้นการกินสับปะรดจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

2. เอนไซม์ในสับปะรดช่วยในการย่อยอาหาร

สับปะรดมีกลุ่มของเอนไซม์ย่อยอาหารที่มีชื่อว่า “โบรมิเลน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นโปรตีเอส (Proteases) หรือเอนไซม์ย่อยโมเลกุลโปรตีน เช่น กรดอะมิโนและเปปไทด์ขนาดเล็ก โดยเมื่อโปรตีนได้รับการย่อยแล้ว จะทำให้ง่ายต่อการดูดซึมในลำไส้เล็ก

โบรมิเลนในสับปะรด มีประโยชน์โดยเฉพาะกับผู้ที่ตับอ่อนทำงานบกพร่อง ซึ่งเป็นภาวะที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบกลุ่มผู้ที่เกิดภาวะตับอ่อนทำงานบกพร่อง โดยให้กลุ่มตัวอย่างกินอาหารเสริมเอนไซม์ย่อยอาหารที่มีโบรมิเลน ผลการวิจัยพบว่า การย่อยอาหารดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่กินอาหารเสริมเอนไซม์ย่อยอาหารชนิดเดียวกันแต่ไม่มีโบมิเลน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่นิยมนำสับปะรดไปหมักเนื้อ เพื่อให้เนื้อมีความนุ่มก่อนนำมาปรุงอาหาร เนื่องจากโบมิเลนในสับปะรดสามารถย่อยโปรตีนในเนื้อได้ทำให้เนื้อนุ่มขึ้น

3. กินสับปะรด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับภาวะความไม่สมดุลของการเกิดอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) และการอักเสบเรื้อรัง

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า สับปะรดและสารประกอบในสับปะรดอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดภาวะความไม่สมดุลของการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยลดการอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองที่พบว่า โบมิเลนอาจช่วยต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งโบมิเลนอาจยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม

4. สับปะรดอาจช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบ

สับปะรดอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย รวมถึงเอนไซม์อย่างโบมิเลนที่อาจช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและลดการอักเสบ

งานวิจัยที่กลุ่มตัวอย่างคือเด็ก ๆ ที่ร่างกายแข็งแรงจำนวน 98 คน โดยแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มที่ไม่กินสับปะรดเลย กลุ่มที่กินสับปะรดบ้าง (140 กรัม) และกลุ่มที่กินสับปะรดปริมาณมาก (280 กรัม) ต่อวัน ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่กินสับปะรดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทำนองเดียวกัน กลุ่มเด็ก ๆ ที่กินสับปะรดมากที่สุดมีเซลล์เม็ดเลือดขาวแกรนูโลไซต์ (Granulocytes) ที่ทำหน้าที่ในการต่อสู้กับโรค มากกว่าเกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับเด็ก ๆ อีก 2 กลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่าเด็ก ๆ ที่ติดเชื้อไซนัสฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อกินอาหารเสริมโบรมิเลนและยังมีงานวิจัยที่พบว่า โบมิเลนอาจช่วยลดการอักเสบ ดังนั้น สับปะรดจึงอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและอาจช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

5. สับปะรดช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ

คุณสมบัติในการต้านการอักเสบของสับปะรดอาจช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้นสำหรับผู้ที่มีอาการของโรคข้ออักเสบ เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาประสิทธิภาพของโบมิเลนในการรักษาโรคข้ออักเสบ โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมกินอาหารเสริมเอนไซม์ย่อยอาหารที่มีโบรมิเลน ผลการวิจัยพบว่า ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และมีประสิทธิภาพพอ ๆ กับยารักษาโรคข้ออักเสบอย่างไดโครฟีแนก (diclofenac) เพิ่มเติมไปกว่านั้นมีการศึกษาวิเคราะห์ความสามารถของโบรมิเลนในการบรรเทาอาการโรคข้อเสื่อม ผลการศึกษาพบว่าโบรมิเลนมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรักษาอาการของโรคข้ออักเสบด้วยโบรมิเลนในระยะยาว

6. สับปะรดอาจช่วยทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้นหลังการผ่าตัด หรือหลังออกกำลังกายอย่างหนัก

โบรมิเลนในสับปะรดอาจช่วยลดการอักเสบ อาการบวมช้ำ และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นหลังจากผ่าตัด เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่กินโบรมิเลนก่อนการผ่าตัดทางทันตกรรม มีอาการเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญและรู้สึกมีความสุขมากกว่าผู้ที่ไม่ได้กินโบรมิเลน

นอกจากนี้คุณสมบัติในการต้านการอักเสบของโบรมิเลน ยังอาจช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก ด้วยการลดการอักเสบ เนื่อจากมีงานวิจัยที่ทดสอบโดยให้ผู้ที่เข้าร่วมการวิจัยกินอาหารเสริมเอนไซม์ย่อยอาหารที่มีโบรมิเลน หลังจากการออกกำลังกายอย่างหนักบนลู่วิ่ง 45 นาที ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่กินอาหารเสริมมีอาการอักเสบน้อยกว่า และรักษาความแข็งแรงได้มากกว่าในเวลาต่อมา เพิ่มเติมไปกว่านั้นยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ชี้ว่า โบรมิเลนอาจช่วยเร่งการฟื้นฟูร่างกายจากความเสียหายที่เกิดจากการออกกำลังกาย

ข้อควรระวังในการ กินสับปะรด

  • อาการแพ้สับปะรด หากกินสับปะรดแล้วมีอาการผื่นขึ้น ลมพิษ หรือหายใจลำบาก ควรหาคุณหมอทันที
  • ควรบริโภคแต่พอดี เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินซีสูง การกินสับปะรดมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย วิงเวียนศีรษะ อาเจียน ปวดท้อง หรืออาการกรดไหลย้อน
  • การได้รับโบรมิเลนมากเกินไป อาจเป็นเหตุให้เกิดอาการผื่นขึ้น อาเจียน ท้องเสีย และมีเลือดประจำเดือนมากผิดปกติ
  • การกินสับปะรดดิบ หรือการดื่มน้ำสับปะรดดิบ อาจเป็นอันตราย เนื่องจากมีรายงานว่า อาจเป็นพิษและทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียน
  • โบรมิเลนในสับปะรดอาจมีปฏิกิริยากับยาบางประเภท ยาปฏิชีวนะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ยาเจือจางเลือด (Blood thinners) ยากันชัก (Anticonvulsants) ยาบาร์บิทูเรต (Barbiturates) ยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine) ยารักษาโรคนอนไม่หลับ และยากลุ่มไตรไซคลิก (Tricyclic Antidepressants-TCA) หากกินยาเหล่านี้อยู่ควรระวังเวลากินสับปะรด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Everything you need to know about pineapple. https://www.medicalnewstoday.com/articles/276903.php. Accessed December 8, 2021.

Pineapple: Health Benefits, Risks & Nutrition Facts. https://www.livescience.com/45487-pineapple-nutrition.html. Accessed December 8, 2021.

Health Benefits of Pineapple. https://www.webmd.com/food-recipes/benefits-pineapple. Accessed December 8, 2021.

8 Scientific Health Benefits of Pineapple. https://www.everydayhealth.com/diet-nutrition/8-reasons-eat-pineapple/. Accessed December 8, 2021.

The Many Health Benefits of Pineapple.  https://health.clevelandclinic.org/benefits-of-pineapple/. Accessed December 8, 2021.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย Sopista Kongchon แก้ไขล่าสุด 08/12/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย Duangkamon Junnet