เมื่อเข้าสู่ช่วงที่อุณหภูมิในประเทศไทยพุ่งสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส หลายคนอาจนึกถึงการไปเที่ยวทะเลหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อให้สมกับเป็นช่วงซัมเมอร์ แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะ “โรคอ้วน” (Obesity) หน้าร้อนกลับไม่ได้มีเพียงแค่ความสนุกสนาน เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ร่างกายต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตที่อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้
คนที่มีภาวะโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิด “ฮีทสโตรก” (Heatstroke) หรือโรคลมแดดมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า! ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากเพียงแค่สภาพอากาศภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลไกภายในร่างกายที่ทำงานผิดปกติไปเนื่องจากไขมันส่วนเกิน
Hello Khunmor จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่คนอ้วนต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าร้อน และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี
“ชั้นไขมัน” กับการระบายความร้อนของร่างกาย
ในสภาวะปกติ ร่างกายมนุษย์จะมีกลไกในการรักษาอุณหภูมิแกนกลางให้อยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อสภาพอากาศภายนอกร้อนขึ้น ร่างกายจะระบายความร้อนออกผ่านทางการขับเหงื่อและการขยายตัวของหลอดเลือดที่ผิวหนัง เพื่อให้เลือดนำพาความร้อนจากภายในสู่ภายนอก
ทำไมคนอ้วนถึงทนความร้อนได้น้อยกว่า?
ตามหลักสรีรวิทยา ไขมันมีคุณสมบัติเป็น “ฉนวนกันความร้อน” (Thermal Insulator) ที่ดีเยี่ยม ชั้นไขมันหนา ๆ จะช่วยกักเก็บความร้อนไม่ให้ออกจากร่างกายเพื่อความอยู่รอดในช่วงที่มีอากาศหนาว แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนและมีภาวะโรคอ้วน ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ที่หนาเกินไปจะทำให้ความร้อนจากภายในระบายออกมาสู่ผิวหนังได้ยาก
นอกจากนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมักมีสัดส่วนพื้นที่ผิวต่อมวลร่างกายน้อยกว่าคนที่มีรูปร่างสมส่วน หมายความว่าร่างกายมีพื้นที่ในการระบายความร้อน (ผ่านเหงื่อ) น้อยลง เมื่อเทียบกับปริมาณความร้อนที่ร่างกายผลิตขึ้นและกักเก็บไว้ภายใน ส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางของคนอ้วนพุ่งสูงขึ้นได้รวดเร็วกว่าคนปกติเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดหรืออากาศที่ร้อนจัด
ภาระของหัวใจที่หนักขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา
สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association – AHA) ระบุว่า ความร้อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังผิวหนังเพื่อระบายความร้อน
ในผู้ป่วยโรคอ้วน หัวใจมักจะทำงานหนักกว่าปกติอยู่แล้วเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่มากขึ้น และมักมีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง เมื่อต้องมาเจอกับอากาศร้อนระดับ 40 องศาเซลเซียส หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้นและบีบตัวแรงขึ้นเพื่อพยายามระบายความร้อนที่ถูกกักไว้โดยชั้นไขมัน หากหัวใจรับภาระนี้ไม่ไหว อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายเฉียบพลันได้
3 อันตรายต่อสุขภาพที่คนเป็นโรคอ้วนต้องระวัง
หน้าร้อนไม่ได้นำมาเพียงแค่ความรู้สึกอึดอัด แต่ยังนำพาโรคที่รุนแรงและอาจเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีค่า BMI สูงเกินเกณฑ์
1. โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก (Heatstroke)
ฮีทสโตรก คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จนระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองหยุดทำงาน
- สัญญาณเตือน: ผิวหนังแดงและร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อออก (ในบางรายอาจมีเหงื่อชุ่มในช่วงแรกแล้วหยุดไป), ปวดศีรษะตุบ ๆ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน เดินเซ หรือหมดสติ
- วิธีปฐมพยาบาล: หากพบเห็นคนอ้วนที่มีอาการดังกล่าว ให้รีบนำเข้าที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกทันที โทรแจ้ง 1669 จากนั้นพยายามลดอุณหภูมิร่างกายด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวให้จิบน้ำเย็นทีละน้อย
2. ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration)
คนอ้วนจะสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อได้ง่ายและปริมาณมากกว่า เนื่องจากร่างกายต้องพยายามระบายความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาตรเลือดจะลดลง ทำให้เลือดมีความหนืดสูงขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตผันผวนและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ ภาวะขาดน้ำเรื้อรังในหน้าร้อนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตและภาวะไตวายเฉียบพลันได้
ลักษณะทางกายภาพของผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนมักมี “ข้อพับ” หรือ “รอยพับของผิวหนัง” (Skin Folds) มากกว่าปกติ เช่น บริเวณใต้ราวนม หน้าท้อง ขาหนีบ และซอกคอ ในหน้าร้อนบริเวณเหล่านี้จะเป็นจุดสะสมของเหงื่อและความร้อน ก่อให้เกิดการเสียดสี (Chafing) และการอักเสบ หากปล่อยให้อับชื้นจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรีย นำไปสู่โรคผื่นผิวหนังอักเสบและอาการคัน
อย่าใช้ “ทางลัด” ลดน้ำหนักเพื่อ Summer Body
เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน หลายคนมีความต้องการที่จะลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเพื่อให้ใส่เสื้อผ้าได้สวยงามหรือเตรียมตัวไปเที่ยวทะเล จนนำไปสู่การใช้วิธีลดน้ำหนักที่เป็นอันตราย
การใช้ยาลดความอ้วนในขณะที่อากาศร้อนจัด
ยาลดความอ้วนหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท (Stimulants) มักมีผลข้างเคียงในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย (Thermogenic effect) การรับประทานยาเหล่านี้ในช่วงที่อากาศร้อนจัด เปรียบเสมือนการ “เติมเชื้อไฟ” เข้าไปในร่างกาย
- ความเสี่ยง: ยาจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตความร้อนมากขึ้น ในขณะที่อากาศภายนอกก็ร้อนและร่างกายระบายความร้อนไม่ได้ ผลที่ตามมาคือภาวะ Hyperthermia (ตัวร้อนจัด) ใจสั่น ความดันโลหิตพุ่งสูง และอาจเกิดอาการชักหรือหัวใจหยุดเต้นได้ทันที
เมื่อระบบเผาผลาญพัง และภาวะ Yo-Yo Effect
การงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือการจำกัดแคลอรี่อย่างหนัก (VLCD – Very Low Calorie Diet) เพื่อหวังผลลัพธ์ในไม่กี่สัปดาห์ จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ “โหมดประหยัดพลังงาน” (Starvation Mode) ส่งผลให้ระบบเผาผลาญ (Metabolism) ลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อคุณกลับมาทานอาหารตามปกติ ร่างกายจะรีบเก็บสะสมไขมันไว้มากกว่าเดิมเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนอีก เกิดเป็นภาวะ Yo-Yo Effect นอกจากนี้ การขาดสารอาหารในหน้าร้อนยังทำให้ร่างกายอ่อนแอ หน้ามืด และเป็นลมแดดได้ง่ายขึ้นเนื่องจากไม่มีพลังงานและเกลือแร่เพียงพอในการรักษาความสมดุลของร่างกาย
วิธีดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยในหน้าร้อน
การลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ
1. การเลือกช่วงเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสม
สำหรับคนอ้วน การออกกำลังกายกลางแดดในช่วงกลางวันเป็นสิ่งที่ “ต้องห้าม” ควรปรับเปลี่ยนเวลามาเป็นช่วงเช้ามืด (ก่อน 07.00 น.) หรือช่วงเย็น (หลัง 18.00 น.) ซึ่งอุณหภูมิเริ่มลดลงแล้ว
- คำแนะนำ: เน้นการออกกำลังกายในร่มที่มีอากาศถ่ายเทหรือในห้องแอร์ เช่น การเดินบนลู่วิ่ง หรือการว่ายน้ำซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนอ้วน เพราะน้ำจะช่วยระบายความร้อนจากร่างกายได้ดีและช่วยลดแรงกระแทกที่ข้อต่อ
2. การดื่มน้ำเพื่อกระตุ้น Metabolism
น้ำ คือหัวใจสำคัญของการระบายความร้อนและการเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำเย็นในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดอุณหภูมิแกนกลางได้
สูตรคำนวณ: [น้ำหนักตัว (กก.) x 2.2 x 30] / 2 = ปริมาณน้ำ (มิลลิลิตร) ที่ควรดื่มต่อวัน เช่น หากน้ำหนัก 100 กก. ควรดื่มน้ำประมาณ 3,300 มล. หรือประมาณ 3.3 ลิตรต่อวัน โดยให้จิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน อย่าดื่มทีละมาก ๆ ในครั้งเดียว
3. การปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน
การลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการใช้สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน แต่เกิดจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Change) อย่างถาวร
- การตรวจร่างกายเพื่อประเมิน เช่น ระดับน้ำตาล ความดัน และไขมัน รวมถึงปรึกษานักโภชนาการเพื่อจัดตารางอาหารที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว
- การลดน้ำหนักที่ปลอดภัย คือการลดลงประมาณ 0.5 – 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยั่งยืนและไม่ส่งผลเสียต่อระบบการทำงานของหัวใจ
ภาวะโรคอ้วนในหน้าร้อนไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงามหรือความอึดอัด แต่มันคือเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต การที่คนอ้วนเสี่ยงต่อฮีทสโตรกมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า เป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่าเราควรเริ่มหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
เป้าหมายของการลดน้ำหนักในฤดูร้อนนี้ ไม่ควรเป็นการลดเพื่อให้ใส่ชุดว่ายน้ำได้สวยเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการลดเพื่อลดภาระของหัวใจ ลดชั้นไขมันที่เป็นฉนวนกักความร้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว การค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร การเลือกเวลาออกกำลังกายที่ปลอดภัย และการดื่มน้ำให้เพียงพอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณผ่านพ้นหน้าร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
อยากรู้เคล็ดลับการลดน้ำหนัก?
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอันตรายจากโรคอ้วนและเคล็ดลับการลดน้ำหนัก ที่นี่ หากคุณมีโรคประจำตัว น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติ ผลตรวจสุขภาพเริ่มเปลี่ยนไป หรือพยายามปรับพฤติกรรมแล้วน้ำหนักไม่ลด การปรึกษาคุณหมอ จะช่วยประเมินร่างกายอย่างรอบด้านและวางแผนลดน้ำหนักที่ปลอดภัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และทำได้ยั่งยืน ลดโอกาสไดเอทหักโหมหรือโยโย่ในระยะยาว