home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ฝีดาษ (Smallpox)

คำจำกัดความ |อาการ|สาเหตุ|ปัจจัยเสี่ยง|การวินิจฉัยและการรักษา|การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง
ฝีดาษ (Smallpox)

หากคุณลองสังเกตตนเองว่าร่างกายคุณเริ่มมีไข้สูง มีตุ่มหนองตามร่างกาย และเกิดอาการปวดเมื่อยตามตัวเป็นอย่างมากเมื่อใด โปรดอย่าปล่อยทิ้งเอาไว้ ควรสำรวจอาการตนเองและรีบเร่งรักษา หรืออาจเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอโดยด่วน เพราะคุณอาจมีความเสี่ยงเป็น ฝีดาษ (Smallpox) ได้

คำจำกัดความ 

ฝีดาษ (Smallpox) คืออะไร

ฝีดาษ (Smallpox) ถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ที่เกิดจาก เชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) เมื่อคุณได้รับเชื้อนี้เข้าไปภายในร่างกายแล้ว อาจก่อให้เกิดมีไข้สูง ตุ่มหนองขึ้นตามผิวหนัง พร้อมทั้งกับความเจ็บปวด บางกรณีนั้นอาจนำพาไปสู่การเสียชีวิตได้

โรคฝีดาษ ได้คร่าชีวิตของผู้คนมาแล้วหลายรายทั่วโลก แต่แพทย์ชาวอังกฤษ นามว่า เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) ได้ทำการคิดค้นวัคซีนในปีค.ศ. 1796 ขึ้น และได้พัฒนาทดลองเพิ่มเติมต่อมาอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้ถูกยอมรับอย่างกว้างขวาง จึงทำให้แพทย์ หรือหน่วยงานอื่น ๆ เริ่มเข้ามาสนใจ นำไปพัฒนาต่อยอดจนมาเป็นวัคซีนที่ผลิตมาจากไวรัส Vaccinia ในปัจจุบัน

ถึงอย่างไรในการรับวัคซีนจำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียด เพราะวัคซีนชนิดนี้อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงแก่ร่างกายของผู้ป่วยได้ในบางคน และบางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่านการวินิจฉัย และรักษาตามอาการที่ผู้ป่วยประสบเพียงเท่านั้น

อาการ

อาการของ ฝีดาษ

เมื่อเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) เข้าสู่ร่างกายของคุณ มันมักจะไม่สร้างปฏิกิริยาที่ทำให้คุณแสดงอาการออกมาในทันที โดยไวรัสชนิดนี้มีระยะการฟักตัวอยู่ที่ 10-14 วัน หรือบางคนอาจนานถึง 17 วัน กว่าจะแสดงอาการแรกเริ่ม เหล่านี้ออกมา

  • ไข้ขึ้นสูง
  • รู้สึกครั่วเนื้อครั่วตัว หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ อาเจียน
  • รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
  • ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะบริเวณหลังอย่างรุนแรง

อาการข้างต้นที่กล่าวมาอาจหายไปเองภายใน 2-3 วันเหมือนดั่งเป็นไข้หวัดปกติ หรือบางรายอาจมีผดผื่นแดง ตุ่มหนองใส ๆ ขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว จนทิ้งร่องรอยแผลเป็นไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

สาเหตุ

สาเหตุของการเกิด ฝีดาษ

สาเหตุส่วนใหญ่ขอ งโรคฝีดาษ อาจติดต่อมาได้จากคนสู่คน ผ่านการจาม ไอ หรือพูดคุยระยะประชิด รวมถึงการผ่านการสัมผัสจากเสื้อผ้า และวัตถุรอบตัวที่ผู้ป่วยได้สัมผัสมาก่อนหน้าคุณ รวมทั้งเชื้อที่ล่องลอยอยู่ในอากาศตามสถานที่ที่มีห้องในลักษณะปิด ซึ่งเชื้อนี้อาจเข้าไปในช่องทางเดินหายใจ ทำลายสุขภาพของคุณจนเกิดการล้มป่วยขึ้นตามระยะการฟักตัว

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของฝีดาษ

เนื่องจากเราจำเป็นต้องอาศํยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีผู้คนพลุกพล่านอยู่จำนวนมาก ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ โรคฝีดาษ ติดต่อมาสู่เราได้ คือการสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อวาริโอลาไวรัส อยู่ในตัว ทางที่ดีคุณจึงควรเว้นระยะห่าง หรือสวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่ออยู่ในสถานที่ที่ผู้คนแออัด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของโรคติดต่อนี้ลง

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยฝีดาษ

เบื้องต้นแพทย์อาจตรวจสอบถึงประวัติสุขภาพของผู้ป่วยอย่างละเอียดเสียก่อนว่ามีโรคอื่น ๆ แทรกซ้อนอีกหรือไม่ จากนั้นแพทย์จึงจะสามารถทำการวินิจฉัยในขั้นตอนถัดไป ดังนี้

  • แพทย์อาจใช้อุปกรณ์บางอย่างล้วงไปในลำคอ เพื่อตรวจสอบตุ่มใส ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในช่องปาก สำหรับผู้ที่ถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ของโรคฝีดาษแล้ว แพทย์จำเป็นต้องทำการเจาะของเหลวบริเวณเอวไปตรวจในห้องปฏิบัติการอีกครั้ง
  • ทำการแยกตรวจสอบเชื้อไวรับที่ได้รับมาในห้องปฏิบัติการทางชีวภาพ เพื่อให้แน่ชัดว่าเป็นเชื้อไวรัสชนิดใด มีไวรัสชนิดอื่นปะปนหรือไม่ เป็นต้น
  • เพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสในหลอดทดลองตามกระบวนการ ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (Polymerase chain reaction ; PCR) และ การตรวจแบบ Enzyme-Linked Immunoabsorbent Assay (ELISA) เพื่อรอดูการพัฒนาของเชื้อไวรัส และวิเคราะห์ดีเอ็นเอของผู้ป่วยร่วม ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำสามารถทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญค้นหาวิธีที่เหมาะสมในการรักษาได้

การรักษาฝีดาษ

ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบการรักษา โรคฝีดาษ ให้หายขาด มีเพียงแต่วัคซีนที่ฉีดป้องกันมิให้โรคฝีดาษเกิดขึ้นได้กับคุณ ซึ่งสามารถรับการเข้าฉีดได้ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ตามเกณฑ์อายุที่แพทย์กำหนด

แต่ถึงอย่างไรทางการแพทย์อาจช่วยรักษาอาการที่เกิดขึ้นให้บรรเทาลงได้ โดยการใช้ยาปฏิชีวนะเข้าไปช่วยลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนัง หรืออาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศีรษะ อาเจียนได้ เป็นต้น

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับฝีดาษ

  • อยู่ให้ห่างจากผู้ป่วย โรคฝีดาษ หรือผู้ที่มีอาการป่วยอื่น ๆ ที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ เพื่อป้องกันการรับละอองเชื้อไวรัสจากการไอ จาม เข้าสู่ร่างกายคุณ
  • ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโดยสามารปรึกษาได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันมิให้ตนเองได้รับเชื้อ เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ผู้คนแออัด เช่น สวมถุงมือ หน้ากากอนามัย
  • ฝึกการสร้างสุขลักษณะอนามัยให้แก่ตนเอง เช่น ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดหลังจากสัมผัสกับผู้คน หรือวัตถุรอบตัวก่อนนำมือหยิบจับอาหาร เป็นต้น
  • พกเจลล้างมือแอลกอฮอล์ขนาดพกพาติดตัวสม่ำเสมอ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Smallpox https://www.healthline.com/health/smallpox#types Accessed July 03, 2020

Smallpox https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/smallpox/symptoms-causes/syc-20353027 Accessed July 03, 2020

Frequently asked questions and answers on smallpox https://www.who.int/csr/disease/smallpox/faq/en/ Accessed July 03, 2020

History of Smallpox https://www.cdc.gov/smallpox/history/history.html Accessed July 03, 2020

Smallpox https://www.emedicinehealth.com/smallpox/article_em.htm#what_is_the_contagious_period_for_smallpox Accessed July 03, 2020

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน แก้ไขล่าสุด 14/07/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x