home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ไวรัสโคโรนา คืออะไร

ไวรัสโคโรนา คืออะไร

ขณะนี้นอกจากฝุ่น PM 2.5 ที่หนาปกคลุมทั่วทั้งกรุงเทพ ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจแล้ว ไวรัสโคโรนา ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในจีนตอนนี้ เริ่มมีการแพร่เข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไวรัสที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหายใจ ส่งผลต่อปอด วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา มาให้อ่านสำหรับการเตรียมตัวรับมือกันค่ะ

ไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ที่มาจากจีนคืออะไร

ไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ภายหลังได้ถูกตั้งชื่อเป็น โควิด-19 (COVID-19) เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ 7

ไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา ไปจนถึงโรคที่รุนแรง อย่างเช่น โรคระบบทางเดินหายใจในตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome หรือ MERS-CoV) และโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome หรือ SARS-CoV) ไวรัสโคโรนาส่วนใหญ่แล้วจะมีการแพร่กระจายเชื้อในลักษณะเดียวกันกับโรคไข้หวัดทั่วๆ ไป โดยจะระบาดหนักในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการไอ และจาม

อาการของ ไวรัสโคโรนา ที่สังเกตได้

อาการของไวรัสโคโรนา ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการที่คล้ายคลึงกับ โรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนต้น (Upper respiratory infection หรือ URI) เช่น โรคหวัด ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ปวดหัว มีไข้ ซึ่งเป็นอาการทั่วๆ ไปของโรคไข้หวัด จึงทำให้ในหลายๆ กรณี ผู้ป่วยไม่สามารถแยกแยะได้ว่าตนเองมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือติดเชื้อไข้หวัดธรรมดากันแน่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจ จึงควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อตรวจจมูก ลำคอ และเลือดในห้องแล็บเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

หากร่างกายมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา แล้วมีการแพร่กระจายไปยังท่อทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower respiratory tract) ซึ่งคือส่วนหลอดลมและปอด ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคปอดอักเสบ ปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจหรือผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

เมื่อสงสัยว่าตนเองมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ควรแจ้งอาการกับแพทย์อย่างละเอียดว่ามีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเช่นไร และแจ้งข้อมูลสำคัญอื่นๆ ให้แพทย์ทราบ เช่น ก่อนมีอาการติดเชื้อนั้นได้สัมผัสกับสัตว์ชนิดใดบ้างหรือเดินทางไปพื้นที่มาบ้าง เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุได้ และหากมีการติดเชื้อจริงก็สามารถติดตามและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ง่ายขึ้น

วิธีที่ช่วยให้ หลีกเลี่ยง ห่างไกลไวรัสโคโรนา

ไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสที่ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ฉีดในการป้องกันโรค แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดธรรมดา ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น หมั่นล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่และน้ำอุ่น หรือใช้แอลกอฮอล์ เจลทำความสะอาดเช็ดมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อหรือป่วยเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ

การติดเชื้อไวรัสโคโรนาก็มีวิธีการดูแลตนเองไม่ต่างจากเป็นไข้หวัด ดังนั้นจึงต้องมีการพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานยาเพื่อรักษาอาการเจ็บคอและมีไข้ แต่ก่อนที่จะใช้ยาตัวใดในการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา แม้ว่าไวรัสโคโรนาจะเป็นโรคในตระกูลเดียวกันกับโรคเมอร์สและโรคซาร์ส ในหลายๆ ประเทศ แต่การติดเชื้อไวรัสโคโรนานั้นไม่ได้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ดังนั้นการป้องกันโรคไวรัสต่างๆ ที่ดีคือควรรักษาสุขภาพให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ สร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงเพื่อต้านทานโรค

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา
รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์ แก้ไขล่าสุด 31/01/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x