home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ (Common Cold and Flu)

คำจำกัดความ|อาการ|สาเหตุ|ปัจจัยเสี่ยง|การวินิจฉัยและการรักษาโรค|การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง
ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ (Common Cold and Flu)

ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ (common cold and flu) อาจจะดูคล้ายกันมากในตอนแรก ทั้งสองโรคเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และสามารถทำให้เกิดอาการที่คล้าย ๆ กัน แต่ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคทั้งสองนั้นแตกต่างกัน

คำจำกัดความ

ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ คืออะไร

ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ (common cold and flu) อาจจะดูคล้ายกันมากในตอนแรก ทั้งสองโรคเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และสามารถทำให้เกิดอาการที่คล้าย ๆ กัน แต่ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคทั้งสองนั้นแตกต่างกัน

โรคหวัด หรือไข้หวัดธรรมดา หรือที่เรียกว่าไข้หวัด (common cold) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งส่งผลกระทบในเบื้องต้นต่อจมูก และอาจส่งผลต่อลำคอ ไซนัส และกล่องเสียง สัญญาณและอาการอาจเกิดขึ้นในเวลาน้อยกว่า 2 วันหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรค อาการของไข้หวัด ได้แก่ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล จาม ปวดศีรษะ และมีไข้ โดยปกติ อาการมักดีขึ้นภายใน 7-10 วัน บางอาการอาจจะอยู่นานถึง 3 สัปดาห์ และในบางครั้งอาจจะมีอาการปอดบวมเกิดขึ้นได้

ส่วนไข้หวัดใหญ่ (flu) คือ อาการติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) อาการมีตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงรุนแรง อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือ มีไข้สูง น้ำมูกไหล เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ไอ และรู้สึกเหนื่อยอ่อน อาการเหล่านี้มักจะเกิดภายใน 2 วันหลังจากสัมผัสกับไวรัส และมักจะเป็นนานเกินสัปดาห์ และอาการไออาจจะอยู่นานเกิน 2 สัปดาห์ สำหรับเด็กอาจจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน แต่อาการเหล่านี้ไม่ค่อยจะพบในผู้ใหญ่

หวัดและไข้หวัดใหญ่ พบบ่อยได้แค่ไหน

ทั้งไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคบางอย่าง หรือมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ จะมีความเสี่ยงสูงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไขหวัดและไข้หวัดใหญ่สามารถจัดการได้ด้วยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

อาการของไข้หวัดมักเริ่มด้วยอาการเจ็บคอ ซึ่งมักจะหายไปหลังจากผ่านไป 1-2 วัน อาการที่จมูก น้ำมูกไหลและคัดจมูกจะตามมา พร้อมกับอาการไอในวันที่ 4 หรือวันที่ 5 ผู้ใหญ่มักไม่พบอาการไข้หรืออาจเป็นไข้อ่อนๆ แต่หากเป็นเด็กมักมีอาการไข้ด้วย

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มักจะรุนแรงกว่าและเกิดได้เร็วกว่าโรคหวัด อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น เจ็บคอ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดคัดจมูก ไอ หากเป็นไข้หวัดใหญ่จากสุกร หรือไข้หวัดหมู (Swine Influenza หรือ Swine flu) มักมีอาการอาเจียนและท้องร่วงร่วมด้วย

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

การวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างรวดเร็ว สามารถหยุดไม่ให้ หวัดและไข้หวัดใหญ่ แย่ลงได้ ดังนั้น หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ทันที

ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดเกิดจากไวรัสที่ชื่อว่า ไรโนไวรัส (rhinovirus) คำว่าไรโน (Rhino) มาจากภาษาละตินแปลว่า จมูก โรคนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ แต่เกิดจากการรับเชื้อโรคมาจากผู้อื่น ไข้หวัดมักพบในช่วงอากาศหนาว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนเรามักอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น จึงทำให้เชื้อโรคมีโอกาสแพร่เชื้อได้

ส่วนไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่แพร่กกระจายได้ง่าย เรียกว่า อินฟลูเอนซา (influenza) เมื่อผู้ติดเชื้อไอ จาม หรือพูด เชื้อไวรัสนี้จะแพร่กระจายไปในอากาศพร้อมละอองน้ำลาย และติดคนอื่นได้ง่ายๆ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิด หวัดและไข้หวัดใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงมีหลายประการ เช่น

  • สภาพความเป็นอยู่ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ๆ มีคนจำนวนมาก เช่น สถานพยาบาล ค่ายทหาร จะยิ่งเสี่ยงเป็นไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
  • ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ การรักษามะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน (anti-rejection drugs) คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) การติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอลง และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนด้วย
  • โรคเรื้อรัง อาการป่วยเรื้อรัง เช่น หอบหืด เบาหวาน โรคหัวใจ อาจเพิ่มความเสี่ยงได้
  • การตั้งครรภ์ ผู้หญิงตั้งครรภ์มักมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนมากขึ้น โดยปกติแล้ว ผู้หญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สองและสาม และผู้หญิงในช่วงสองสัปดาห์หลังคลอด มีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้หวัดใหญ่

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่

แม้ว่า หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะเป็นสองโรคที่แตกต่างกัน แต่แพทย์ก็สามารถทำการตรวจวินิจฉัยทั้งสองโรคได้ด้วยวิธีที่ใกล้เคียงกัน โดยอาจเริ่มจากการตรวจร่างกายเบื้องต้น และมองหาสัญญาณและอาการของโรคหวัด เช่น เป็นไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ

หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ แพทย์ก็อาจทำให้ผู้ป่วยทำการตรวจหาโรคไข้หวัดใหญ่ โดยใช้วิธีการตรวจอย่าง พีซีอาร์ (Polymerase chain reaction) เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือไม่ และเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ไหน

การรักษาโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่

การรักษาโรคหวัดสามารถทำได้โดยใช้ยาบรรเทาอาการหวัดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ยาในกลุ่ม NSAIDs นอกจากนี้ยังควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ และใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้เจ็บคอ ยาขับเสมหะ

สำหรับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ก็มักจะสามารถรักษาได้ด้วยการพักผ่อน ดื่มน้ำ และดูแลตัวเองเช่นเดียวกับโรคหวัด แต่หากมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านไวรัสเพื่อฆ่าเชื้อ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์เหล่านี้ อาจสามารถช่วยให้คุณจัดการกับ หวัดและไข้หวัดใหญ่ ได้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ
  • ไม่นอนขณะผมเปียก
  • เช็ดตัว เพื่อบรรเทาอุณหภูมิของร่างกาย
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี เยอะ ๆ

หากคุณพบว่ามีอาการรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น โปรดรีบติดต่อแพทย์เพื่อทำการรักษาในทันที

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Cold and flu. http://www.webmd.com/cold-and-flu/flu-guide/flu-emergency-when-to-call-doctor#1. Accessed Mar 21, 2017.

Cold and flu. http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/flu/diagnosis-treatment/treatment/txc-20248141. Accessed Mar 21, 2017.

Cold and flu. https://www.codral.com.au/cold-and-flu-symptoms. Accessed Mar 21, 2017.

Diagnosing Flu. https://www.cdc.gov/flu/symptoms/testing.htm. Accessed April 21, 2021

The Difference Between the Cold and Flu. https://www.healthline.com/health/cold-flu/cold-or-flu. Accessed April 21, 2021.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล แก้ไขล่าสุด 21/04/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x