คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ภาวะ แทรกซ้อน เบาหวาน มีอะไรบ้าง และวิธีป้องกัน

    ภาวะ แทรกซ้อน เบาหวาน มีอะไรบ้าง และวิธีป้องกัน

    ภาวะ แทรกซ้อน เบาหวาน มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ป่วยเบาหวานไม่ดูแลตัวเอง และไม่เข้าพบคุณหมอตามนัดหมายเพื่อตรวจสุขภาพอย่างเคร่งครัด โดยเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะสามารถพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานระยะลุกลามที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น หัวใจและหลอดเลือด ดวงตา ไต เส้นประสาท เท้า ผิว และเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

    ภาวะ แทรกซ้อน เบาหวาน มีอะไรบ้าง

    ภาวะแทรกซ้อนเบาหวานที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้

    ภาวะ แทรกซ้อน เบาหวาน แบบเฉียบพลัน

    เป็นสัญญาณแรกของการพัฒนาโรคเบาหวาน ดังนั้น หากผู้ป่วยพบสัญญาณเหล่านี้ควรต้องหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคที่รุนแรงขึ้น

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งอาจเกิดจากการที่ร่างกายได้รับอินซูลินมากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ออกกำลังกายมากเกินไปและการรับประทานอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการสับสน เวียนหัว หิว อารมณ์แปรปรวน เหงื่อออกมากหรืออาจหมดสติ
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงเกินกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จากค่าปกติที่ควรอยู่ประมาณ 99-140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งอาจเกิดจากความเครียด การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเกินไป เช่น ขนมปังขาว ข้าวขาว พาสต้า ลืมฉีดอินซูลิน และไม่รับประทานยารักษาเบาหวานตามที่คุณหมอแนะนำ ส่งผลทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย
  • ภาวะแทรกซ้อนเบาหวานแบบเรื้อรัง

    ภาวะแทรกซ้อนเบาหวานแบบเรื้อรัง มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมานานอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยละเลยการดูแลตัวเองและไม่เข้ารับการตรวจสุขภาพกับคุณหมออย่างสม่ำเสมอ จนอาการของโรคเบาหวานลุกลามและส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนเบาหวานแบบเรื้อรังที่อาจพบได้บ่อย มีดังนี้

    • โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดตีบ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงเสื่อมสภาพและเกิดความผิดปกติ เช่น หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้หลายชนิด
    • โรคไต น้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นเนื่องจากโรคเบาหวานอาจทำลายเส้นเลือดขนาดเล็กที่มีหน้าที่กรองของเสียในเลือด จนอาจนำไปสู่ภาวะไตวายหรือโรคไตระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
    • โรคระบบประสาท ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงขึ้นอาจทำลายผนังหลอดเลือดของเส้นเลือดฝอย ที่มีหน้าที่ลำเลียงเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงเส้นประสาทโดยเฉพาะบริเวณมือและขา อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเสียวซ่า ชา แสบร้อนหรือปวดบริเวณปลายมือหรือปลายเท้า จากนั้น อาการที่เกิดขึ้นอาจจะค่อย ๆ ลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย
    • ปัญหาจอประสาทตา น้ำตาลในเลือดสูงอาจทำลายหลอดเลือดบริเวณจอประสาทตา ส่งผลทำให้การมองเห็นบกพร่อง เป็นโรคต้อกระจก โรคต้อหิน หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้
    • ปัญหาการได้ยิน หูเป็นอวัยวะที่บอบบางและเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นประสาทจำนวนมาก ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นเนื่องจากโรคเบาหวานอาจทำลายเส้นเลือดและเส้นประสาทบริเวณหู จนอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการได้ยิน
    • สุขภาพเท้า โรคเบาหวานอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีจึงอาจเสี่ยงในการเกิดปัญหาที่เท้า หากผู้ป่วยเบาหวานเกิดบาดแผลที่เท้าและมีการติดเชื้อก็อาจทำให้เกิดแผลพุพองได้ง่ายและรักษายากขึ้น และหากการติดเชื้อมีอาการที่รุนแรงขึ้นอาจจำเป็นต้องตัดบริเวณที่ติดเชื้อออก
    • สุขภาพผิว โรคเบาหวานอาจส่งผลเสียต่อการไหลเวียนของเลือดและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้ผิวอ่อนแอ แห้ง แตกและอาจติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังได้ง่ายขึ้น
    • ภาวะซึมเศร้า โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วย จนอาจเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าในที่สุด ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นภาวะซึมเศร้าอาจขัดขวางการรักษาโรคเบาหวานจนอาจทำให้โรคเบาหวานลุกลามรุนแรงขึ้นได้

    ภาวะ แทรกซ้อน เบาหวาน ขณะตั้งครรภ์

    เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ดังนั้น คุณแม่จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานที่อาจส่งผลกระทบต่อตัวเองและทารก ดังนี้

    • ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูง มีโปรตีนในปัสสาวะสูง ขาและเท้าบวม ซึ่งหากอาการรุนแรงขึ้นอาจทำให้ชัก เกร็ง หมดสติหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้
    • การพัฒนาของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในครั้งแรก สามารถกลับมาเป็นเบาหวานซ้ำได้อีกเมื่อตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 หรือหากดูแลตัวเองไม่ดี เมื่ออายุมากขึ้นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจพัฒนากลายเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
    • ทารกตัวโตเกินไป อาหารที่คุณแม่รับประทานสามารถส่งไปยังทารกในครรภ์ได้ผ่านทางรก ซึ่งปริมาณน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไปอาจกระตุ้นให้ตับอ่อนของทารกผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นจนไม่สามารถคลอดตามธรรมชาติได้ และจำเป็นต้องผ่าคลอดเท่านั้น
    • ทารกน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงของคุณแม่ตั้งครรภ์อาจส่งผ่านทางรกและเข้าสู่ร่างกายทารก ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตับอ่อนของทารกผลิตอินซูลินมากเกินไป ทำให้ทารกมีน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด
    • ทารกอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทารกที่คลอดจากคุณแม่ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น เนื่องจากโรคเบาหวานอาจส่งต่อผ่านทางพันธุกรรมได้
    • ทารกในครรภ์เสียชีวิต คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือเสียชีวิตหลังคลอดได้

    วิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

    การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานควรดูแลตัวเอง ซึ่งอาจทำได้ ดังนี้

    • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมการรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป โดยควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง และควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี รวมถึงควรรับประทานโปรตีนที่ไม่ติดมันและหนัง หรือโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว ธัญพืช เมล็ดพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยควรออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ เต้นแอโรบิก ประมาณ 30 นาที/วัน หรือ 150 นาที/สัปดาห์ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกาย ช่วยควบคุมและลดน้ำหนักส่วนเกิน รวมถึงช่วยเพิ่มความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวมากหรือมีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง ควรปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น น้ำตาลในเลือดต่ำ ข้ออักเสบ
    • เข้าพบคุณหมอตามนัดหมายอยู่เสมอและรับประทานยารักษาเบาหวานตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมอาการของโรคไม่ให้ลุกลามจนเกิดเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรง


    คุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่ใช่หรือไม่?

    คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เข้าร่วมชุมชนเบาหวานและแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ของคุณ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!


    health-tool-icon

    เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

    ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

    เพศชาย

    เพศหญิง

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ แก้ไขล่าสุด 3 สัปดาห์ก่อน
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย