อาการเบาหวานสูง เป็นอย่างไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร

    อาการเบาหวานสูง เป็นอย่างไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร

    อาการเบาหวานสูง คือ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมาย ซึ่งอาการที่เป็นสัญญาณของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจยกตัวอย่าง เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีอาการดังกล่าว อาจแสดงถึงร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างสูง เเละ เป็นมานานซักระยะหนึ่งเเล้ว หากโรคเบาหวานควบคุมได้อย่างไม่ดีต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย

    โรคเบาหวานคืออะไร

    โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นภาวะทางสุขภาพเรื้อรังที่เกิดจากการมีระดับน้ำตาลเลือดสูงกว่าปกติ อาจเกิดจากร่างกายผลิตอินซูลิน (Insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตได้ลดลง หรือเซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินบกพร่องเรียกว่ามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จะส่งผลให้มีน้ำตาลสะสมอยู่ในกระเเสเลือดมากเกินไป ซึ่งหากทิ้งไว้หรือไม่รับการรักษาให้ดี อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต ภาวะเบาหวานขึ้นตาได้

    อาการเบาหวานสูง เป็นอย่างไร

    สัญญาณของอาการเบาหวานสูงหรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) หรือเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี อาจมีดังนี้

    • รู้สึกกระหายน้ำมาก
    • ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน
    • อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
    • ตาพร่ามัว
    • น้ำหนักลด
    • ปัสสาวะขุ่น ติดเชื่อระบบทางเดินปัสสาวะ
    • แผลหายช้า

    สาเหตุที่ทำให้มี อาการเบาหวานสูง

    สาเหตุที่ทำให้มีอาการเบาหวานสูงในผู้ป่วยเบาหวาน อาจมีดังนี้

    • ผู้ป่วยมีความเครียดทางอารมณ์ เช่น ความเครียดเรื่องครอบครัว การงาน ความรัก ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถดูเเลสุขภาพร่างกายได้อย่างเต็มที่
    • ผู้ป่วยมีความเครียดทางร่างกาย เช่น มีไข้ ติดเชื้อ
    • ภาวะดื้อต่อินซูลิน ซี่งนอกจากพบในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เเล้ว ยังพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือ โรคอ้วน มักมีภาวะนี้ร่วมด้วยเช่นกัน
    • ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำงานที่นั่งอยู่กับที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย
    • รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง
    • รับประทานยาเบาหวานไม่สม่ำเสมอ
    • การรักษายังไม่เหมาะสม เช่น ปริมาณอินซูลินหรือยาลดระดับน้ำตาลยังไม่สมดุลกับระดับน้ำตาล

    ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากเบาหวานสูง

    เมื่อร่างกายมีอาการเบาหวานสูงเป็นเวลานานและไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากโรคเบาหวานที่เป็นอันตรายถึงเเก่ชีวิตได้ ดังต่อไปนี้

    ภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (Diabetic ketoacidosis หรือ DKA)

    เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เป็นเบาหวานโดยส่วนมากเเล้วมักเกิดเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยเกิดจากร่างกายไม่สามารถดึงเอาน้ำตาลในเลือดมาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้เหมาะสม ร่างกายจึงเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงานเเทน ซึ่งในกระบวนการเผาผลาญไขมันนี้ ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้นเมื่อร่างกายมีคีโตนสะสมในปริมาณมาก จึงทำให้เกิดดภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้มีดังนี้

    • ปากแห้ง คอเเห้ง
    • ปวดท้อง คลื่นไส้/อาเจียน
    • หายใจหอบ ลมหายใจมีกลิ่นเปรี้ยวคล้ายผลไม้หมัก
    • อ่อนเพลีย ไม่มีเเรง
    • เหนือย หายใจไม่อื่ม
    • ในบางรายหากอาจมีไข้ได้ หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย
    • ภาวะเลือดเป็นกรดมักพบได้ในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ขาดการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน เเต่ก็พบได้ในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมอาการได้ไม่ดีเช่นกัน

    ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงชนิดเลือดไม่เป็นกรด หรือ ภาวะเลือดข้นจากน้ำตาลสูง (Hyperglycemic hyperosmolar nonketotic syndrome หรือ HHNS)

    เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยผู้ที่มีอาการจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ คือ สูงกว่า 600 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ร่วมกับร่างกายมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง กระทบต่อการทำงานของเซลล์สมอง เป็นสาเหตุให้เกิดอาการซึม ไม่ได้สติ หรือ ภาวะโคม่า อาการของภาวะเลือดข้นจากน้ำตาลสูง มีดังนี้

    • ในระยะแรกจะมีอาการปัสสาวะบ่อย รู้สึกกระหายน้ำมาก อ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายขาดน้ำ
    • ในระยะต่อมา ปัสสาวะอาจมีสีเข้มขึ้น ปริมาณลดลง รวมทั้งอาจไม่ค่อยมีปัสสาวะเเล้ว และเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง
    • มีอาการซึม สับสน อาจชัก หรือหมดสติได้

    วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกัน ภาวะเเทรกซ้อนจากอาการเบาหวานสูง

    วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะเเทรกซ้อนจากเบาหวานสูง สามารถทำได้ดังนี้

    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไตจะขับน้ำตาลส่วนเกินทิ้งทางปัสสาวะ ทำให้มีการเสียน้ำส่วนหนึ่งจากร่างกาย การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะขาดน้ำได้
    • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ทั้งนี้ ควรปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของผู้ป่วยที่สุด
    • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยอาจปรึกษานักโภชนาการเพื่อปรับปริมาณและเลือกประเภทอาหารให้เหมาะสม
    • ไปพบคุณหมอเพื่อดูเเลโรคเบาหวานอย่างเหมาะสม หากผู้ป่วยมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแม้จะใช้ยารักษาโรคเบาหวานอยู่แล้ว คุณหมออาจแนะนำให้เปลี่ยนชนิดยา ปรับเพิ่มปริมาณ หรือความถี่ของการรับประทานยา ทั้งนี้ ไม่ควรปรับยาด้วยตนเอง และควรปรึกษาคุณหมอหากสังเกตว่ามีอาการที่อาจเป็นสัญญาณของภาวะน้ำตาลสูง
    • วัดระดับน้ำตาลในเลือด แนะนำให้ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยเครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้วเองเป็นประจำ และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารให้อยู่ระหว่าง 80-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร รวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงควรต่ำกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก เนื่องจากแอลกอฮอร์จะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดจนนำไปสู่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่ในบางกรณีก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้เช่นกัน

    เมื่อไรควรไปพบคุณหมอ

    หากผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว หรือ ผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน/เสี่ยงเกิดโรคเบาหวานมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบคุณหมอ

    • มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ตรวจวัดน้ำตาลในเลือดปลายนิ้วเเล้วได้สูงกว่าเป้าหมายบ่อยคร้ัง และไม่สามารถปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเบื้องต้นเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
    • มีอาการที่เป็นสัญญาณของของน้ำตาลในเลือดสูง

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

    แพทย์หญิงบุรัสกร ทวีบูรณ์

    โรคเบาหวาน · SRK BMI Center


    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย · แก้ไขล่าสุด 30/07/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา