คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ask-doctor-icon

ถามหมอฟรี

เป็นคนแรกที่ให้ Hello Khunmor รู้ความคิดของคุณ!

แนวทางการรักษาเบาหวาน มีอะไรบ้าง

    แนวทางการรักษาเบาหวาน มีอะไรบ้าง

    เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาตามอาการที่เป็นเพื่อบรรเทาอาการไม่ให้แย่ลงกว่าเดิมได้ โดย แนวทางการรักษาเบาหวาน อาจเริ่มจากการดูแลตัวเองด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงควรปฏิบัติตามแผนการรักษาที่คุณหมอแนะนำ เช่น การรับประทานยาลดน้ำตาลในเลือด ฉีดอินซูลิน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปลายประสาทอักเสบ และภาวะเลือดเป็นกรด ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิต

    เบาหวานเกิดจากอะไร

    เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้มากเพียงพอ หรือเกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้งานอินซูลินเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอาจนำไปสู่โรคเบาหวาน อีกทั้งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ตาบอด โรคอัลไซเมอร์ อักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปลายประสาทอักเสบ ภาวะเลือดเป็นกรด

    สำหรับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี นำไปสู่โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะครรภ์เป็นพิษ อีกทั้งยังอาจกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ เช่น ทารกเจริญเติบโตมากเกินไปทำให้ไม่สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ ทารกอาจเสี่ยงเป็นโรคอ้วนและเบาหวานตลอดชีวิต ทารกอาจเสียชีวิตก่อนคลอดหรือหลังจากคลอดได้ไม่นาน ซึ่งแนวทางการรักษาเบาหวานอาจแตกต่างกันออกไปตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ดังนั้น จึงควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม

    อาการเบาหวานมีอะไรบ้าง

    อาการเบาหวาน อาจมีดังต่อไปนี้

    • เหนื่อยล้าและรู้สึกหิวบ่อยปกติแล้วร่างกายจะนำน้ำตาลจากอาหารที่รับประทานไปใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่หากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้ ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และมีความอยากอาหารมากกว่าปกติ
    • กระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อยปกติแล้วคนทั่วไปมักปัสสาวะ 4-7 ครั้ง ใน 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวานหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากไตขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ และเมื่อปัสสาวะบ่อยขึ้นร่างกายจึงสูญเสียน้ำมาก ทำให้รู้สึกกระหายน้ำเพื่อกระตุ้นให้ดื่มน้ำทดแทนน้ำที่เสียไป
    • ผิวหนังและริมฝีปากแห้ง อาจเกิดจากร่างกายขาดน้ำเนื่องจากปัสสาวะบ่อยเกินไป ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น โดยสังเกตได้จากอาการริมฝีปากแห้ง ผิวแห้ง และอาจมีอาการคันผิวหนัง
    • สายตาพร่ามัว ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาจส่งผลให้จอประสาทตาบวม ทำให้มองเห็นภาพซ้อน และสายตาพร่ามัวได้
    • มือและเท้าชา เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้หลอดเลือดและเส้นประสาทบริเวณมือและเท้าเสียหาย ส่งผลให้เกิดอาการชา บางคนอาจมีอาการมือและเท้าบวมร่วมด้วย
    • แผลหายช้าเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หลอดเลือดและเส้นประสาทอาจเสื่อมสภาพลง ทำให้การไหลเวียนของเลือดแย่ลง และส่งผลต่อกระบวนการสมานแผล จึงทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ
    • น้ำหนักลดลงเมื่อร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้ ร่างกายจึงจำเป็นต้องเผาผลาญไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน ทำให้น้ำหนักอาจลดลงกะทันหัน และหากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจเสี่ยงทำให้ตับผลิตคีโตน (Ketones) ที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากขึ้น นำไปสู่ภาวะเลือดเป็นกรด

    แนวทางการรักษาเบาหวาน

    แนวทางการรักษาเบาหวาน มีดังนี้

    แนวทางการรักษาเบาหวานด้วยวิธีทางการแพทย์

    • อินซูลิน มีทั้งในรูปแบบปากกาใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนังด้วยตัวเอง หรือแบบเครื่องปั๊มอินซูลินโดยอัติโนมัติ การใช้อินซูลินจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาจากคุณหมอ เนื่องจากอินซูลินมีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
      1. อินซูลินออกฤทธิ์เร็วมาก มี ลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ออกฤทธิ์ภายใน 10-15 นาที ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 1-3 ชั่วโมง และออกฤทธิ์นานประมาณ 3-5 ชั่วโมง
      2. อินซูลินออกฤทธิ์เร็วและสั้น มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ออกฤทธิ์ภายใน 30-60 นาที ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 2-4 ชั่วโมง และออกฤทธิ์นานประมาณ 5-7 ชั่วโมง
      3. อินซูลินออกฤทธิ์ปานกลาง มีลักษณะเป็นสารละลายและขุ่น จำเป็นต้องเขย่าก่อนใช้ ออกฤทธิ์ภายใน 2-4 นาที ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 6-12 ชั่วโมง และออกฤทธิ์นานประมาณ 14-18 ชั่วโมง
      4. อินซูลินออกฤทธิ์ยาว มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ออกฤทธิ์ภายใน 2 ชั่วโมง ออกฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง และไม่แนะนำให้ใช้กับอินซูลินปั๊ม
    • ยารักษาความดันโลหิตสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงเกินกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท เพื่อช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
    • ยาลดคอเลสเตอรอล เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูงเป็นโรคหัวใจ ใช้เพื่อช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดการอุดตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือด
    • ยาแอสไพริน ใช้เพื่อต้านการแข็งตัวของเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ยาเมตฟอร์มิน (Metformin) เป็นยาที่ช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
    • เอสจีแอลที ทู อินฮิบิเตอร์ (SGLT2 Inhibitors) เช่น คานากลิโฟลซิน (Canagliflozin) ดาพากลิโฟลซิน (Dapagliflozin) และเอ็มพากลิโฟลซิน (Empagliflozin) เป็นยาที่ส่งผลต่อการทำงานของไต เพื่อยับยั้งไม่ให้น้ำตาลไหลกลับเข้าสู่กระแสเลือด และขับออกผ่านทางปัสสาวะ อีกทั้งยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของอาการหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ผลข้างเคียงสำหรับยากลุ่มนี้ ได้แก่ การติดเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ความดันโลหิตต่ำ คอเลสเตอรอลสูง เนื้อตาย และกระดูกหัก
    • ดีพีพี-4 อินฮิบิเตอร์ (DPP-4 Inhibitors) เช่น ซิตากลิปติน (Sitagliptin) แซกซ่ากลิปติน (Saxagliptin) ไลนากลิปติน (Linagliptin) ใช้เพื่อช่วยลดน้ำตาลในเลือด ผลข้างเคียงคืออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบ และปวดข้อ
    • สารเร่งปฏิกิริยาตัวรับ (Glucagon like Peptide 1 : GLP-1) เช่น เอซีนาไทด์(Exenatide) เซมากลูไทด์ (Semaglutide) ยาลิรากลูไทด์ (Liraglutide) เป็นยาในรูปแบบฉีด ใช้เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและย่อยอาหารให้ช้าลงเพื่อลดการดูดซึมน้ำตาลในเลือด ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ท้องเสีย อาเจียน และอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบเพิ่มขึ้น
    • ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) อาจช่วยกระตุ้นการผลิตอินซูลิน ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ ไกลบูไรด์ (Glyburide) ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride) ไกลพิไซด์ (Glipizide) ควรใช้ตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและน้ำหนักเพิ่มขึ้น
    • ยากลุ่มไกลไนด์ (Glinides) เช่น รีพาไกลไนด์ (Repaglinide) นาทิไกลไนด์ (Nateglinide) ใช้เพื่อช่วยกระตุ้นการผลิตอินซูลินเหมือนกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย แต่อาจออกฤทธิ์เร็วกว่า ยากลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ น้ำหนักเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงควรรับประทานตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด
    • การปลูกถ่ายตับอ่อน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 โดยการปลูกถ่ายตับอ่อนใหม่ที่อาจช่วยผลิตอินซูลินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจปฏิเสธอวัยวะใหม่และทำให้ปลูกถ่ายไม่สำเร็จ และอาจจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต
    • ผ่าตัดลดความอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคอ้วนแทรกซ้อน อาจจำเป็นต้องผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร หรือลดขนาดของกระเพาะอาหาร เพื่อลดปริมาณการรับประทานอาหาร และลดปริมาณน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือด ช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

    แนวทางการรักษาเบาหวานด้วยตัวเอง

    • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน ธัญพืช และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เช่น ขนมหวาน ข้าวขาว น้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล
    • ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ วันละ 30 นาที เช่น วิ่งเหยาะ เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รวมถึงทำงานบ้าน พาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่น เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายอาจช่วยกระตุ้นการผลิตอินซูลิน ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
    • ลดความเครียด เพราะความเครียดอาจเพิ่มการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่ลดประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน

    ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองเป็นประจำ และควรจดบันทึกเพื่อแจ้งคุณหมอเมื่อถึงเวลานัดหมายในครั้งถัดไป เพราะการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอาจทำให้ทราบว่าแผนการรักษาและยารักษามีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาอาการเบาหวาน และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีหรือไม่


    คุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่ใช่หรือไม่?

    คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เข้าร่วมชุมชนเบาหวานและแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ของคุณ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!


    health-tool-icon

    เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

    ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

    เพศชาย

    เพศหญิง

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    แหล่งที่มา

    Diabetes. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/diabetes/symptoms-causes/syc-20371444.Accessed September 08, 2022

    Type 1 diabetes. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/type-1-diabetes/symptoms-causes/syc-20353011.Accessed September 08, 2022

    Type 2 Diabetes. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/type-2-diabetes/symptoms-causes/syc-20351193.Accessed September 08, 2022

    Diabetes Tests. https://www.cdc.gov/diabetes/basics/getting-tested.html.Accessed September 08, 2022

    Early Signs and Symptoms of Diabetes. https://www.webmd.com/diabetes/guide/understanding-diabetes-symptoms.Accessed September 08, 2022

    รู้ลึก รู้จริง “อินซูลิน” https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=778.Accessed September 08, 2022

    Diabetes treatment: Using insulin to manage blood sugar. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/diabetes/in-depth/diabetes-treatment/art-20044084.Accessed September 08, 2022

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน แก้ไขล่าสุด 3 สัปดาห์ก่อน
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล
    Next article: