สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

โรคที่มากับน้ำท่วม มีอะไรบ้าง? เช็กอาการและวิธีป้องกัน

น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายชนิด เพราะน้ำท่วมขังอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล ขยะ เชื้อโรค และสารคัดหลั่งจากสัตว์ ขณะเดียวกันการต้องลุยน้ำ อยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ หรือใช้ชีวิตในพื้นที่พักพิงร่วมกับคนจำนวนมาก ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคได้เช่นกัน น้ำท่วมขังอาจมีเชื้อโรคและสิ่งปฏิกูลปนเปื้อน จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น หากต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูทและล้างเท้าด้วยสบู่ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ดื่มเฉพาะน้ำสะอาดและกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ระวังไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดน่อง ตาแดง ถ่ายเหลว หายใจเหนื่อย หรือแผลบวมแดง หลังน้ำลดควรกำจัดแหล่งน้ำขังเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และทำความสะอาดบ้านโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม 1. โรคฉี่หนู โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคสำคัญที่ต้องระวังหลังสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก รวมถึงเยื่อบุตา ปาก และจมูก อาการที่ควรระวัง ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากรุนแรงอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย หรือซึมลง วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือโคลนโดยไม่จำเป็น หากต้องลุยน้ำควรสวมรองเท้าบูท ปิดบาดแผลไม่ให้สัมผัสน้ำ และหลังขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าหรือบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทันที หากหลังลุยน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์ มีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะ ปวดน่องหรือหลัง ควรพบคุณหมอและแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วมด้วย 2. น้ำกัดเท้าและโรคผิวหนังจากน้ำท่วม การแช่เท้าหรือลุยน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคือง รวมถึงอาจเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาผิวหนังหรือติดเชื้อบริเวณเท้า […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

นิสัยเสีย เล็กๆ น้อยๆ ที่อาจทำร้ายสุขภาพมากกว่าที่คุณคิด

นิสัยเสียๆอย่างเช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การนอนน้อย หรือการดื่มน้ำน้อย เป็นนิสัยที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่มีนิสัยเสียบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย จนคุณอาจละเลยที่จะแก้ไขมัน จนนิสัยเสียเล็กๆน้อยๆพวกนี้ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้มากกว่าที่คิด Hello คุณหมอได้รวบรวม นิสัยที่ทำร้ายสุขภาพ มาให้อ่านกันแล้วค่ะ  12 นิสัยที่ทำร้ายสุขภาพ กลั้นปัสสาวะ การกลั้นปัสสาวะเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค และทำให้ไตมีปัญหาได้ เวลาที่เราไม่ยอมปัสสาวะนั้น น้ำปัสสาวะจะไหลย้อนกลับไปที่ไตทำให้เกิดแรงกดขึ้นมา ซึ่งนั่นอาจทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดี ฉะนั้นก็ควรปัสสาวะให้ได้วันละประมาณ 5-7 ครั้ง กัดเล็บ ผู้คนส่วนใหญ่จะชอบกัดเล็บเวลาที่เรามีเรื่องกลุ้มใจหรือวิตกกังวล แต่นั่นถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่ดี เนื่องจากจะเป็นการทำลายสภาพผิวของเล็บ และอาจทำให้เกิดอาการติดเชื้อบริเวณผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การติดเชื้อในร่างกาย ที่ทำให้เราเกิดอาการเจ็บป่วยได้ ใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไป พวกเราส่วนใหญ่ และสังคมในการทำงานออฟฟิศปัจจุบัน มักจะใช้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ้คกันเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะทำให้ดวงตาเกิดอาการเมื่อยล้าได้ และจะทำให้กระจกตามีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ดวงตาแห้ง และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการมองเห็นด้วย ใช้ไหล่แบกของมากเกินไป เวลาที่เราสะพายถุงหนักๆไว้บนไหล่ข้างหนึ่งนั้น จะทำให้คอของเราเสียงสมดุลและเกิดอันตรายได้ โดยจะทำให้คอและแขนเกิดอาการชาได้ ฉะนั้น จึงไม่ควรใช้ไหล่ข้างเดียวในการแบกของ วิธีที่ดีกว่า คือ ใช้กระเป๋าเป้แบบสะพายหลังดีกว่า เพื่อความสมดุลของไหล่ เคี้ยวหมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลาจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้น แถมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมตัวของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากด้วย นอกจากนี้ยังสร้างแรงกดบริเวณกรามและทำให้เกิดฟันผุด้วย ฉะนั้นก็เคี้ยวหมากฝรั่งแค่ 5-10 นาทีพอ หลังจากเคี้ยวหมากฝรั่งเรียบร้อยแล้ว ควรบ้วนน้ำให้สะอาดด้วย  หักข้อนิ้วมือ การหักข้อนิ้วดังเป๊าะๆ นอกจากจะสร้างความรำคาญให้เพื่อนแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวคุณเองด้วย ในข้อนิ้วของเรานั้น      มีสสารบางอย่างที่เรียกว่า ‘ไขข้อ‘ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เทรนด์แฟชั่นอันตราย ทำร้ายสุขภาพ ความสวยที่มาพร้อมกับคราบน้ำตา

เชื่อว่าสาวๆ หลายคน ต่างก็เคยลองแต่งตัวตามแฟชั่น ให้สวย และทันสมัยตามกระแสสังคมในช่วงนั้นๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เทรนด์แฟชั่นเหล่านั้น อาจนำมาซึ่งภัยแฝงที่คาดไม่ถึง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไม่น่าเชื้อ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ เทรนด์แฟชั่นอันตราย ที่ทำร้ายสุขภาพของทุกคน 8 เทรนด์แฟชั่นอันตราย ทำร้ายสุขภาพ รองเท้าส้นสูง ถึงแม้ผู้หญิงหลายคนชอบใส่ส้นสูง แต่คงมีไม่กี่คนหรอกมั้งที่รับรู้ถึงพิษภัยของมัน ซึ่งปัญหาที่เกิดจากรองเท้าส้นสูงนั้นก็คือกระดูกเท้าผิดรูป รวมทั้งทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกหรือข้อเท้าแพลงด้วย ผลการศึกษาวิจัยระบุว่าการใส่รองเท้าส้นสูงทำให้การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อน่อง (ที่ช่วยส่งเลือดกับไปที่ร่างกายส่วนบน) ทำงานผิดปกติ การศึกษาวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสังเกตผู้หญิงที่เดินเท้าเปล่า และเดินโดยใส่รองเท้าส้นสูงที่มีระดับความสูงต่างๆ กัน แล้วพบว่าระดับการสูบฉีดเลือดจะลดลงในขณะใส่ส้นสูง ฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากมีอาการปวดหลัง ก็หันมาใส่รองเท้าส้นเตี้ยๆ แทน กระเป๋าถือหนักๆ การถือกระเป๋าหนักๆ จะทำให้ปวดหลังและมีท่าทางผิดปกติ การแบกน้ำหนักไว้ที่ไหล่ข้างเดียวอาจสร้างแรงกดบริเวณเส้นประสาท ที่ทำให้รู้สึกตึงๆ หรือแม้แต่อาการเจ็บแปล๊บๆ ตั้งแต่คอเรื่อยไปจนถึงแขน นอกจากนี้ร่างกายอีกข้างหนึ่งก็ต้องคอยถ่วงดุลน้ำหนักเอาไว้ รวมทั้งยังต้องคอยยกไหล่ข้างหนึ่งเอาไว้ เพื่อช่วยไม่ให้สายกระเป๋าเลื่อนหลุดจากบ่า ฉะนั้นถ้าใครไม่อยากมีปัญหาปวดคอปวดไหล่ล่ะก็ ลองเปลี่ยนมาถือกระเป๋าที่มีขนาดเล็กลงซะ กางเกงยีนส์รัดรูป การใส่กางเกงยีนส์รัดรูปแม้จะทำให้ดูเซ็กซี่ขึ้นมาได้ก็จริง แต่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแอบแฝงอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือโรคการกดทับของเส้นประสาทเลี้ยงผิวหนังบริเวณต้นขาด้านนอก ซึ่งจะมีอาการชาบริเวณขา นอกจากนี้การใส่กางเกงที่คับมากๆ อาจทำให้เกิดแรงกดบริเวณท้อง ส่งผลให้เกิดอาการมวนท้อง และอาการแสบร้อนกลางอกได้ ถ้าคุณอยากใส่กางเกงรัดรูปจริงๆ ก็ขอแนะนำให้ใส่กางเกงผ้ายืด ซึ่งจะแนบไปกับเรือนร่างโดยไม่สร้างปัญหาให้กับระบบหมุนเวียนของเลือด กางเกงในจีสตริง กางเกงในแบบนี้ช่วยให้คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายสามารถใส่กางเกงแนบเนื้อได้แบบไม่เห็นรอยกางเกงใน แต่วัสดุที่เป็นใยสังเคราะห์นั้นอาจเปิดโอกาสให้เชื้อรามีการเจริญเติบโตขึ้นมาได้ นอกจากนี้วัสดุที่มีความหยาบนั้น ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองจากการเสียดสี และทำให้เกิดการติดเชื้อกับผิวที่บอบบางได้ ฉะนั้นหันมาใส่กางเกงใสที่ทำจากผ้าฝ้าออร์แกนิก ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่านะ คอร์เซ็ต คอร์เซ็ต […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

10 พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ ถ้ายังไม่ยอมหยุด อายุสั้นแน่!

พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ บางอย่างก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพแค่นิดๆ หน่อยๆ นะ แต่อาจถึงขึ้นทำให้เรามีอายุสั้นลงได้เลยนะ ฉะนั้น ถ้าใครอยากจะมีอายุยืนยาว ก็หยุดทำอะไรที่ไม่ดีพวกนี้ซะ 10 พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ ที่ควรหลีกเลี่ยง 1. ไม่ยอมเลิกสูบบุหรี่ พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมที่นอกจากจะไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างมากด้วย คนที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ก็มักจะเสพติดสารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่ ดังนั้น จึงทำให้คนที่ติดบุหรี่เลิกได้ยากมาก หรือเลิกไปแล้วก็มักกลับมาสูบใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่คุณควรรู้เอาไว้นะว่าการสูบบุหรี่นั้น ก่อให้เกิดโรคขึ้นได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง ภูมิต้านทานต่ำ มีบุตรยาก การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคทางเดินหายใจ มะเร็งปอด และอื่นๆ อีกมากมาย 2. ไม่ยอมจัดการกับความเครียด ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า…ความเครียดนิดๆ หน่อยๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรานั้นเป็นเรื่องปกติ และคงไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราหรอก ซึ่งถ้าใครคิดอย่างนั้นจริงๆ ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ผิดมากๆ เพราะงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นต่างยืนยันว่า ความเครียดคือรากฐานที่ทำให้เกิดโรคภัยขึ้นได้มากมายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่เราจะต้องใช้มาตรการในการควบคุมความเครียดของเราเอาไว้ การนั่งสมาธิ การเล่นโยคะ การฟังเพลงสบายๆ ก็ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างมากเลยนะ 3. ทนอยู่ในบริเวณที่มีคนสูบบุหรี่ ก็อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละว่า…การสูบบุหรี่นับเป็นพฤติกรรมที่แย่มากๆ ซึ่งก่อพิษภัยให้กับสุขภาพร่างกายของเราได้อย่างมากมาย แต่ถึงแม้คุณจะไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ถ้าได้สูดควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบบ่อยๆ เข้า สุขภาพร่างกายของคุณก็จะมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับคนสูบบุหรี่นั่นแหละ นอกจากนี้การสูดควันบุหรี่มือสองเข้าไปนั้น ยังก่อให้เกิดโรคที่เป็นอันตรายได้มากมายด้วย รวมทั้งโรคมะเร็งปอด ฉะนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองเอาไว้ อย่าเดินเข้าใกล้คนที่สูบบุหรี่จะเป็นการดีที่สุด 4. กินอะไรตามอารมณ์ การกินอะไรตามอารมณ์ก็คล้ายๆ กับการกินตามใจปากนั่นแหละ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

อาการเมาค้าง ปัญหาแสนหงุดหงิดของนักดื่ม สามารถป้องกันได้

ดื่มหนักทีไร วันถัดไปอาการ เมาค้าง ตามมาเสียทุกที อีกทั้งบางคนที่มี อาการเมาค้าง อาจจะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ กว่าจะฟื้นตัว และกลับมาเข้าสู่การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ปกติอีกครั้ง แต่ไม่ต้องกังวลกันไปค่ะ เพราะบทความของ Hello คุณหมอ วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องทุกข์ทรมานกับ อาการเมาค้าง มากฝากทุกคนกัน วิธีแก้ อาการเมาค้าง หลังจากดื่มหนัก วิธีแก้อาการเมาค้าง นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่มีเพียงไม่กี่วิธีที่ได้รับการทดสอบทางวิทยศาสตร์ หรือพิสูจน์แล้วว่าได้ผล อาหารเมาค้างคือสิ่งที่บางคนต้องพบในตอนเช้าหลังจากดื่มหนักในตอนเย็น อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้แก่ ปวดศีรษะ ภาวะขาดน้ำ เหนื่อยง่าย คลื่นไส้และอาเจียน ความรุนแรงของ อาการเมาค้าง ของแต่ละคนอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป มีอาหารหรือน้ำที่ดื่มเข้าไปด้วยหรือไม่ หากไม่อยากตื่นมาแล้วมีการเมาค้าง คุณสามารถปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้ เพื่อแก้อาการเมาค้างให้หายไป และพร้อมลุกขึ้นมาทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างสดชื่น ตรวจสอบฉลากบนผลิตภัณฑ์ ลองมองหาเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์บนขวด เพื่อดูปริมาณแอลกอฮอล์เป็นเปอร์เซ็นต์ของปริมาตรเครื่องดื่ม (Alcohol by Volume หรือ ABV) พยายามเลือกเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นเปอร์เซ็นต์ของปริมาตรเครื่องดื่มในปริมาณที่น้อยลง เพื่อให้ร่างกายได้รับแอลกอฮอล์น้อยลง และลดความเสี่ยงต่อการเกิด อาการเมาค้าง ในวันถัดไป วัดปริมาณเครื่องดื่ม การวัดปริมาณเครื่องดื่มถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการวัดปริมาณเครื่องดื่ม และตระหนักถึงปริมาณที่พวกเขาดื่มเข้าไป เมื่อดื่มที่บ้านบางคนอาจใช้มาตรการที่สำคัญกว่านี้ หรือบางคนอาจจะไม่ตระหนักถึงปริมาณของการดื่ม สิ่งเหล่านี้อาจทำให้แต่ละคนดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ไม่สามารถจำกัดได้ กำหนดจังหวะการดื่มของตัวเอง คนที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างช้าๆ จะมีโอกาสน้อยที่จะมีอาการเมาค้างอย่างรุนแรงในวันรุ่งขึ้น […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เลิกใส่ส้นสูง แล้วจะเกิดอะไรดีๆ กับสุขภาพของเราบ้าง

หากต้อง เลิกใส่ส้นสูง อาจทำให้ผู้หญิงบางคนทำใจไม่ได้ เนื่องจากส้นสูงเป็นแฟชั่นที่อยู่คู่กับสาว ๆ มานับสิบ ๆ ปีแล้ว แต่ Hello คุณหมอ ก็อยากแนะนำให้คุณเลิกใส่ส้นสูง หรืออย่างน้อยก็ใส่ส้นสูงให้น้อยลง แล้วสุขภาพของคุณจะดีขึ้นอีกเป็นกอง จนคุณต้องเอ่ยว่า “รู้งี้เลิกใส่ส้นสูงนานแล้ว” ข้อดีของการ เลิกใส่ส้นสูง อาการปวดหลังจะหายไป คุณอาจคิดว่าการใส่รองเท้าส้นสูงส่งผลกระทบกับแค่ที่เท้าและขาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง รองเท้าส้นสูงส่งผลต่อกล้ามเนื้อมากมายหลายส่วน ตั้งแต่เท้า ขา หลังช่วงล่าง หลังช่วงกลาง เรื่อยไปจนถึงกล้ามเนื้อคอ นอกจากนี้ เวลาที่เราใส่ส้นสูง กระดูกเชิงกรานของเราจะแอ่นไปทางด้านหลัง ส่งผลให้เกิดแรงกดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และกล้ามเนื้อในบริเวณใกล้เคียง นอกจากจะทำให้กระดูกเชิงกรานวางแนวไม่ได้ระดับแล้ว ยังทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ด้วย แต่ถ้าคุณหยุดใส่ส้นสูงเมื่อไหร่ กระดูกเชิงกรานก็จะวางแนวอยู่ในระดับปกติ อาการปวดหลังหายไปเป็นปลิดทิ้ง มีโอกาสติดเชื้อราน้อยลง เมื่อพูดถึงเรื่องแฟชั่น บางครั้งเราก็ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ในการพยายามยัดร่างกายส่วนต่าง ๆ เข้าไปในเครื่องแต่งกายที่รัด หรือเล็กกว่าปกติ เช่น เสื้อชั้นในแบบมีโครงลวด ถุงน่อง กางเกงรัดรูป รองเท้าส้นสูง ที่ถึงแม้จะใส่แล้วอึดอัด ไม่สบายตัวแค่ไหนแต่เราก็ทำได้เพื่อความสวย แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าการใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะเชื้อรา รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าส้นสูงจะทำให้เกิดแรงกดบริเวณปลายเท้าตลอดเวลาที่สวมใส่ โดยเฉพาะในบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า จึงมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อราได้ง่าย หรืออาจเป็นเล็บขบได้ด้วย แต่หากเราเลิกใส่ส้นสูง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

พักกลางวัน แค่ลุกออกไปกินข้าวนอกออฟฟิศ สุขภาพก็ฟิตขึ้นได้

พักกลางวัน คือช่วงเวลาที่เหล่าพนักงานออฟฟิศทั้งหลายตั้งหน้าตั้งตาคอย เพราะจะได้พักกินข้าวเที่ยงหลังจากที่นั่งทำงานกันมาตลอดช่วงเช้า เมื่อถึงช่วงพักกลางวัน คุณก็ควรลุกออกจากโต๊ะทำงาน ไปเดินเล่น กินอาหารกลางวันนอกออฟฟิศบ้าง อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในออฟฟิศ หรือนั่งกินข้าวที่โต๊ะ เพราะข้อดีของการไปกินข้าวนอกออฟฟิศในช่วงพักกลางวัน ไม่ใช่แค่ช่วยให้ท้องอิ่ม แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจอีกมากมายหลายประการ  ประโยชน์ของการออกจากออฟฟิศช่วง พักกลางวัน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ความตึงเครียดอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกาย เช่น อาการนอนไม่หลับ หงุดหงิด อ่อนเพลีย และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า ได้อีกด้วย ในช่วงเวลาทำงาน ถึงอาจไม่สะดวกผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการออกกำลังกาย เล่นโยคะ แต่การปลีกตัวจากสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด เช่น การทำงาน ในช่วงพักกลางวัน ก็สามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ในระดับหนึ่ง หลังจากกินข้าวเที่ยงแล้ว คุณอาจเดินเล่นผ่อนคลายสักพัก ค่อยกลับเข้าออฟฟิศ ก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น การนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลาหลายชั่วโมง นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนถูกกดทับจนตึงเครียดแล้ว ยังทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวกด้วย ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน คุณควรลุกจากโต๊ะทำงาน ออกไปกินข้าวนอกออฟฟิศ การออกไปเดินบ้าง แม้จะแค่ระยะเวลาสั้นๆ ในระหว่างหยุดพักกลางวัน ก็ถือเป็นการยืดกล้ามเนื้อที่ดี ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนของเลือด ข้อต่อได้เคลื่อนไหว ซึ่งจะช่วยลดอาการตะคริวและป้องกันอุบัติเหตุได้ ช่วยให้เราไม่กินมากเกินไป การออกไปกินข้าวเที่ยงข้างนอกออฟฟิศ จะช่วยให้เรากินอย่างมีสติ มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการกินอาหาร ซึ่งสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เรากินมากเกินไปได้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการเผยว่า การกินไปด้วยทำงานไปด้วย มักทำให้เรากินมากเกินไป เนื่องจากไม่รู้ตัวว่าอิ่มแล้ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กว่าสมองจะรู้ว่ากินอิ่มแล้วนั้น ต้องใช้เวลาถึง 20 นาที […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

แมงกะพรุนต่อย (Jellyfish stings)

การถูกแมงกะพรุนต่อย(Jellyfish stings) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยามที่เราเล่นน้ำหรือดำน้ำในทะเล แมงกะพรุนบางชนิดอาจแค่ทำให้ปวดและเกิดผื่นนูนแดง แต่บางชนิดก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คำจำกัดความแมงกะพรุนต่อย คืออะไร แมงกะพรุน หรือ กะพรุน (Jellyfish) ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกกว่า 500 ล้านร้อยปี และแพร่กระจายอยู่ในทะเลทั่วโลก แมงกะพรุนมีอยู่มากมายหลายชนิด บางชนิดมีลักษณะเหมือนวุ้นใสก้อนกลมๆ เล็กๆ ขณะที่บางชนิดก็มีขนาดใหญ่ หลากสีสัน และมีรยางค์อยู่ใต้ลำตัว อวัยวะส่วนที่ต่อยได้ของแมงกะพรุน ก็คือ รยางค์ หรือหนวดยาว ๆ ของมันนั่นเอง โดยแมงกะพรุนจะต่อยเหยื่อของมันด้วยเข็มพิษที่หนวด และปล่อยพิษเพื่อทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต ปกติแล้วแมงกะพรุนจะไม่จู่โจมมนุษย์ แต่บางคนอาจว่ายน้ำจนไม่ทันระมัดระวัง เผลอไปโดนตัวมันเข้าจึงทำให้เกิดโดนต่อยขึ้น หรือแม้แต่แค่เราเหยียบโดนแมงกะพรุนที่ตายแล้ว ก็สามารถโดนต่อยได้เช่นกัน การถูกแมงกะพรุนต่อย (Jellyfish Stings) อาจจะเจ็บปวด แต่ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน โดยปกติแล้ว หากถูกแมงกะพรุนต่อย จะทำให้ปวด เกิดรอยนูนแดง คัน หรือเกิดอาการชา แต่หากโดนแมงกะพรุนบางชนิดต่อย เช่น แมงกะพรุนกล่อง หรือที่เรียกว่าแมงกะพรุนสาหร่าย ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน โดยแมงกะพรุนชนิดนี้พบมากในออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มหาสมุทธอินเดีย และมหาสมุทธแปซิฟิกตอนกลาง พบได้บ่อยแค่ไหน การถูกแมงกะพรุนต่อยเป็นปัญหาที่ผู้ว่ายน้ำ เล่นน้ำ หรือดำน้ำในทะเลสามารถพบได้บ่อย หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ โปรดสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความร้ายแรง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

โบท็อกซ์ ประโยชน์ที่มากกว่าการลดเลือนริ้วรอย

โบท็อกซ์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผากและรอยตีนตา แต่จะมีใครซักกี่คนที่รู้ว่า โบท็อกซ์ก็ช่วยรักษาโรคอื่นๆ ได้อีกตั้งหลายโรค ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้  หนังตากระตุก (Blepharospasms) สารที่เป็นพิษต่อระบบประสาทในโบท็อกซ์ ทำให้เกิดอาการอัมพาตขึ้นชั่วคราว จึงทำให้เส้นประสาทไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับกล้ามเนื้อได้ จึงมีประโยชน์ในการรักษาอาการที่ไม่ควรเกิดกับกล้ามเนื้อ อย่างเช่น อาการกระตุก จริงๆ แล้วการที่องค์การอาหารและยาในสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้โบท็อกซ์ในปี 1989 นั้น ก็เนื่องมาจากใช้รักษาโรคหนังตากระตุกได้นั่นแหละ คนที่เป็นโรคหนังตากระตุก จะสูญเสียการควบคุมความสามารถในการสื่อสาร กับส่วนหนึ่งของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา เมื่อมีอาการกระตุกที่ควบคุมไม่ได้ เซลล์ประสาทพวกนั้นก็จะส่งสัญญาณมากผิดปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการกระตุกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้ามีอาการรุนแรงมากๆ คนไข้ก็ไม่สามารถลืมตาเพื่อดูอะไรได้ ในกรณีนี้ โบท็อกซ์จะเข้าไปหยุดยั้งการสื่อสารในจุดเชื่อมต่อประสาทกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกลายเป็นอัมพาตขึ้นชั่วคราว และอาการหนังตากระตุกก็จะหายไป ตาเหล่ (Strabismus) อาการตาเหล่ เป็นอีกโรคหนึ่งที่ใช้โบท็อกซ์รักษาแล้วได้ผลเป็นอย่างดี อาการตาเหล่อาจเป็นโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บในบริเวณดวงตา ซึ่งถึงแม้จะแก้ไขอาการตาเหล่ด้วยวิธีการผ่าตัดได้ แต่บางครั้งแพทย์ก็ลองใช้โบท็อกซ์รักษาอาการดูก่อน ฉะนั้น วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่เหมาะกับคนที่ไม่อยากได้รับการผ่าตัด ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์เป็นวิธีรักษาอาการตาเหล่ได้ในระยะยาวด้วย โรคสายเสียงหดเกร็ง (Spasmodic dysphonia) โรคสายเสียงหดเกร็ง จะทำให้เกิดเสียงสั่น ฝืนธรรมชาติ หรือแหบห้าว ซึ่งไม่ถือเป็นความบกพร่องทางการพูด และเป็นโรคทางระบบประสาทมากกว่า คนที่เป็นโรคนี้จะได้รับสัญญาณที่ผิดปกติจากสมอง และเกิดอาการกระตุกที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งมีผลกระทบต่อเสียง ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปที่สายเสียง เพื่อทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นอ่อนเปลี้ยนิดนึง ซึ่งจะช่วยให้คนไข้สามารถเปล่งเสียงได้อย่างราบรื่น และคงที่มากขึ้น โรคน้ำลายไหล (hypersalivation) เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์เข้าไปที่ต่อมน้ำลาย ก็จะทำให้เส้นประสาทในบริเวณนั้นเป็นอัมพาต และหยุดผลิตน้ำลายออกมามากเกินไป […]


อาการของโรค

โลหิตจางจากการขาดวิตามิน (Vitamin Deficiency Anemia)

โลหิตจางจากการขาดวิตามิน (Vitamin deficiency anemia) คือการขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สุขภาพดี สามารถเกิดขึ้นได้หากคุณรับประทานโฟเลต วิตามินบี12 และวิตามินซีไม่เพียงพอ หรืออาจจะเกิดขึ้นได้ หากร่างกายของคุณมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึม หรือร่างกายมีปัญหาในการจัดการกับสารอาหารเหล่านี้ได้ไม่ดี คำจำกัดความโลหิตจางจากการขาดวิตามิน คืออะไร โลหิตจางจากการขาดวิตามิน (Vitamin deficiency anemia) คือการขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สุขภาพดี เนื่องจากคุณมีปริมาณวิตามินน้อยกว่าปกติ วิตามินที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ประกอบด้วย โฟเลต วิตามินบี-12 และวิตามินซี ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินสามารถเกิดขึ้นได้ หากคุณรับประทาน โฟเลต วิตามินบี12 และวิตามินซีไม่เพียงพอ หรืออาจจะเกิดขึ้นได้ หากร่างกายของคุณมีปัญหากับการดูดซึม หรือจัดการกับสารอาหารเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ภาวะโลหิตจางทุกชนิดจะเกิดจากการขาดวิตามิน สาเหตุอื่นๆ ของภาวะโลหิตจาง มีทั้งการขาดธาตุเหล็ก และการเป็นโรคเลือดบางชนิด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะไปพบคุณหมอเพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และรักษาภาวะโลหิตจางของคุณ ซึ่งภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินนั้น มักจะสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามิน และปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทาน โลหิตจางจากการขาดวิตามิน พบได้บ่อยแค่ไหน โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการของ โลหิตจางจากการขาดวิตามิน อาการทั่วไปมีดังนี้ เหนื่อยล้า หายใจติดขัด มึนงง ผิวเหลืองหรือซีด หัวใจเต้นไม่ปกติ น้ำหนักลด มีอาการเหน็บชาที่แขนหรือขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง บุคลิกเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวไม่มั่นคง สับสนหรือหลงลืม ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินมักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใข้เวลาหลายเดือนจนถึงหลายปี โดยในตอนแรกอาการขาดวิตามินนั้นอาจจะไม่รุนแรง แต่มันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่างกายมีการขาดวิตามินมากยิ่งขึ้น อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ ควรไปพบหมอเมื่อไร ถ้าคุณมีอาการใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษากับคุณหมอ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดจึงควรพูดคุยกับหมอ เพื่อหาแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ สาเหตุสาเหตุของโลหิตจางจากการขาดวิตามิน ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินจะเกิดขึ้น เมื่อร่างกายของคุณได้รับวิตามินไม่เพียงพอที่จะนำไปผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สุขภาพดีให้มีปริมาณเพียงพอ เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน จากปอดส่งไปยังจุดต่างๆ […]


การทดสอบทางการแพทย์

บาดเจ็บไขสันหลัง (Spinal Cord Injury)

คำจำกัดความการบาดเจ็บไขสันหลัง คืออะไร การบาดเจ็บไขสันหลัง หรือไขสันหลังบาดเจ็บ (Spinal Cord Injury) คือ อาการที่บริเวณไขสันหลัง รวมถึงรากประสาทในโพรงกระดูกสันหลังเกิดความเสียหาย ซึ่งอาจเป็นอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลังบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งอาการบาดเจ็บอาจร้ายแรง จนส่งผลให้เป็นอัมพาต หรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปยาวนานเลยทีเดียว ไขสันหลังนั้นมีเส้นประสาทเป็นจำนวนมาก และยังมีเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่กระดูกสันหลังทำหน้าที่ปกป้องอยู่ด้วย กระดูกสันหลังคือส่วนกระดูกที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เป็นแนวสันหลัง ประกอบไปด้วยเส้นประสาทที่ต่อตรงมาจากฐานสมอง ลงมาถึงส่วนหลังใกล้บั้นท้าย ไขสันหลังทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณจากสมองไปสู่จุดอื่นๆ ในร่างกาย และส่งสัญญาณจากร่างกายไปสู่สมอง การที่เราสามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวด หรือขยับแขนขาได้นั้น ก็เป็นเพราะสัญญาณที่ส่งผ่านไขสันหลัง ถ้าหากไขสันหลังบาดเจ็บ สัญญาณบางส่วนหรือทั้งหมด อาจไม่สามารถส่งผ่านไปได้ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการรับรู้ความรู้สึก หรือการเคลื่อนไหว หากกระดูกสันหลังบริเวณใกล้คอได้รับบาดเจ็บ จะทำให้ร่างกายส่วนใหญ่เป็นอัมพาต ได้มากกว่าการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว การบาดเจ็บไขสันหลังพบบ่อยแค่ไหน โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม อาการอาการ บาดเจ็บไขสันหลัง อาการทั่วไปของไขสันหลังบาดเจ็บ มีดังนี้ การเดินมีปัญหา ไม่สามารถควบคุมกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ได้ ไม่สามารถขยับแขนหรือขาได้ มีอาการเหน็บชาที่แขนขา หมดสติ ปวดศีรษะ รู้สึกปวด และเมื่อยล้าบริเวณหลังหรือคอ มีอาการช็อก ศีรษะอยู่ในตำแหน่งต่างไปจากเดิม สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากคุณคิดว่าตัวเองหรือคนรอบข้างมีอาการบาดเจ็บไขสันหลัง ควรทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ โทรเรียกหน่วยฉุกเฉินในทันที ยิ่งได้รับการช่วยเหลือเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี อย่าเคลื่อนย้าย หรือรบกวนผู้ป่วยถ้าไม่จำเป็น และไม่ควรขยับศีรษะของผู้ป่วย พยายามให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกว่าสามารถลุกขึ้น หรือเดินได้เอง หากผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ปฏิบัติการกู้ชีพ (CPR) โดยไม่ต้องหมุนคอกลับมา เมื่อผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและระบบประสาทเพื่อหาว่า มีอาการบาดเจ็บไขสันหลังหรือไม่ และในบริเวณไหน วิธีที่แพทย์จะใช้เพื่อวินิจฉัยโรค มีดังนี้ การทำซีทีสแกน (CT scans) การทำเอ็มอาร์ไอ (MRIs) ตรวจเอ็กซเรย์ที่กระดูกสันหลัง การตรวจการตอบสนองของระบบประสาทตาต่อการกระตุ้น (Evoked potential […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน