การคลอด

ลูกน้อยของคุณกำลังจะลื่มตาดูโลกแล้ว เพราะฉะนั้น การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การคลอด จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อเหล่าคุณแม่มือใหม่จะได้คลอดเจ้าตัวน้อยอย่างราบรื่นและปลอดภัย

เรื่องเด่นประจำหมวด

การคลอด

การคลอดลูก มีทั้งรูปแบบการคลอดธรรมชาติและการผ่าตัด การคลอดธรรมชาติเป็นรูปแบบการคลอดโดยพื้นฐานที่คุณหมอมักแนะนำส่วนการผ่าคลอดเหมาะกับมารดาที่ไม่สามารถคลอดธรรมชาติเองได้ หรือต้องการผ่าคลอดตามฤกษ์ หรือมีปัญหาขณะคลอด เช่น ทารกในครรภ์ไม่ยอมกลับหัว ปากมดลูกไม่เปิดกว้างมากพอที่จะคลอดทารก รวมถึงคุณแม่ที่มีภาวะที่อาจถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ เช่น เอชไอวี การติดเชื้อช่องคลอด คุณหมออาจเป็นผู้กำหนดวิธีการคลอดที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์เป็นหลัก [health-tool template="due-date"] การคลอดลูก มีกี่วิธี การคลอดลูก มี 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้ 1. การผ่าคลอด เป็นวิธีการคลอดที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปากมดลูกขยายไม่เพียงพอ ทารกไม่กลับหัวเมื่อถึงกำหนดคลอด รกเกาะต่ำ โดยมีขั้นตอนเริ่มจากการทำความสะอาดหน้าท้อง กำจัดขนบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และใส่สายสวนเข้าไปทางกระเพาะปัสสาวะเพื่อดูดปัสสาวะออก บางคนอาจผ่าตัดภายใต้การบล็อกสันหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด จากนั้นคุณหมอจะใช้มีดผ่าตัดกรีดตั้งแต่สะดือลงมาเป็นเส้นตรง หรือกรีดเป็นแนวยาวบริเวณท้องน้อย เมื่อนำตัวทารกออกจากครรภ์มารดาแล้วก็จะทำการเย็บปิดแผล 2. การคลอดลูกแบบธรรมชาติ คือการคลอดลูกโดยไม่ใช้วิธีการผ่าตัดและอาจไม่มีการใช้ยาบรรเทาอาการปวดเข้ามาช่วย แต่จะใช้วิธีการกำหนดลมหายใจให้เป็นจังหวะ เพื่อช่วยเพิ่มแรงในการเบ่งทารก การคลอดลูกแบบธรรมชาติอาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของคุณแม่ นอกจากนี้ การคลอดลูกแบบธรรมชาติมีหลายเทคนิคด้วยกัน เช่น การคลอดลูกในอ่างน้ำ การคลอดแบบเทคนิคอเล็กซานเดอร์ (Alexander Technique) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทางเพื่อลดความตึงเครียดไม่ว่าจะเป็นท่านั่งอ่านหนังสือ เดิน และการคลอดด้วยเทคนิค The Bradley Method ที่คุณหมออาจให้คู่รักมีส่วนร่วมในการให้กำลังใจที่ อาจช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยลดการบาดเจ็บได้  การคลอดลูกแบบธรรมชาติ […]

หัวข้อ การคลอด เพิ่มเติม

การคลอด

คลอดธรรมชาติ เป็นวิธีการคลอดบุตรที่เกิดขึ้นมานานหลายศตวรรษก่อนจะมีเทคนิคทางการแพทย์ หรือโรงพยาบาลเข้ามาครอบคลุมคอยอำนวยความสะดวก ปัจจุบัน การคลอดลูกธรรมชาติยังคงเป็นตัวเลือกแรกที่คุณแม่หลายคนนิยมเลือก จนกว่าคุณหมอจะพิจารณาว่า คุณแม่และทารกใช้ระเวลานานเกินไป เพราะถึงช่วงเวลาที่พร้อมคลอด แต่ทารกไม่สามารถคลอดออกมาได้ จนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกสถานการณ์ดังกล่าวนี้ คุณหมอจำเป็นต้องให้คุณแม่เข้ารับการผ่าตัดนำทารกออกอย่างเร่งด่วน คลอดธรรมชาติ คืออะไร คลอดธรรมชาติ คือ การคลอดบุตรโดยที่ไม่ใช้ยาหรือวิธีทางการแพทย์เข้ามามีส่วนร่วม เช่น ยาแก้ปวด การผ่าคลอด แต่ใช้วิธีการควบคุมหายใจ เพื่อเพิ่มแรงในการเบ่งทารกออกจากท้องผ่านช่องคลอด การคลอดทารกแบบธรรมชาติอาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของคุณแม่ บางคนอาจทำให้เกิดอาการเจ็บท้องคล้ายกับอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงร่วมด้วย ข้อมูลจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีอัตราการผ่าคลอดสูงถึงร้อยละ 30 ซึ่งเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้อัตราการผ่าคลอดไม่ควรเกิน ร้อยละ 15 โดยพิจารณาจากสถานการณ์ที่ไม่พร้อมคลอดธรรมชาติ เช่น ภาวะรกต่ำ คุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อเริม ติดเชื้อเอชไอวี ทารกไม่กลับตัวนำศีรษะลงมาบริเวณช่องคลอด คุณหมออาจจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าคลอด เพื่อช่วยชีวิตทารกในครรภ์และคุณแม่ ข้อดีของการคลอดธรรมชาติ ข้อดีของการคลอดธรรมชาติ มีดังนี้ การคลอดธรรมชาติเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีของคุณแม่ เนื่องจากความเจ็บปวดนี้เมื่อผ่านมาได้อาจเสริมสร้างพลังงานและร่างกายให้แข็งแรงขึ้น พร้อมจะดูแลทารกหลังคลอดได้เป็นอย่างดี การคลอดธรรมชาติมักเผชิญกับการหดหรือขยายตัวของช่องคลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ขณะเดียวกันก็อาจช่วยกระตุ้นกระบวนการหายใจให้ทารกได้ดีกว่าการผ่าคลอด การผ่าคลอดอาจจำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวดหรือยาชา ซึ่งส่งผลกระทบข้างเคียงต่อคุณแม่ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อาการง่วงซึม วิงเวียนศีรษะ หมดสติ นอกจากนี้สตรีตั้งครรภ์ควรคลอดบุตรแบบธรรมชาติแทนการเลือกวิธีผ่าคลอด  […]

การคลอด

ผ่าคลอด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่รู้สึกกังวลหรือกลัวเกี่ยวกับการคลอดธรรมชาติ ทั้งอาจกลัวเจ็บ กลัวลูกน้อยไม่ปลอดภัย รวมทั้งเป็นวิธีคลอดที่เหมาะกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก คุณแม่ที่ใกล้คลอดควรศึกษาถึงขั้นตอนการผ่าคลอดเพื่อจะได้มีทางเลือกในการตัดสินใจคลอดลูกที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความพร้อมด้านจิตใจของคุณแม่เองด้วย ผ่าคลอด (Cesarean section) คืออะไร ผ่าคลอด เป็นวิธีการผ่าหน้าท้องและผนังมดลูกแล้วนำทารกออกมา ซึ่งโดยปกติแล้วแพทย์จะเลือกผ่าคลอด ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองได้ หรือการคลอดแบบธรรมชาติอาจจะมีอันตรายต่อคุณแม่หรือลูกน้อยในครรภ์ แต่ในบางกรณีคุณแม่อาจเลือก วิธีผ่าคลอด แทนการคลอดแบบธรรมชาติหากไม่พร้อมหรืออยู่ในภาวะกลัวการคลอดลูก การเตรียมตัวก่อนการผ่าคลอด ของใช้จำเป็นสำหรับคุณแม่ ของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อย เอกสารสำคัญต่าง ๆ เช่น สมุดฝากครรภ์ บัตรโรงพยาบาล สำเนาบัตรประชาชนทั้งคุณพ่อคุณแม่ สำเนาทะเบียนบ้าน ทำความสะอาดบริเวณท้อง ร่างกายที่ต้องเตรียมสำหรับ วิธีผ่าคลอด เมื่อถึงเวลาผ่าคลอดแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึก โดยมีอยู่ 2 วิธีคือ ฉีดยาชาเข้าบริเวณไขสันหลัง ดมยาสลบ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก วิธีผ่าคลอด สำหรับวิธีผ่าคลอดนั้น อาจเกิดความเสี่ยงขึ้นได้ โดยความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง สำหรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ความเสี่ยงต่อลูกน้อย ได้แก่ ปัญหาการหายใจ โดยอาจมีอาการหายใจเร็วผิดปกติในช่วง 2-3 วันแรกหลังการผ่าคลอด การบาดเจ็บจากการผ่าตัด แม้ว่าจะเกิดได้ยาก แต่รอยบุบที่ผิวหนังของทารกอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการผ่าตัด ความเสี่ยงสำหรับคุณแม่ ได้แก่ การติดเชื้อ หลังผ่าคลอดอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุโพรงมดลูก ตกเลือดหลังคลอด เวลาผ่าคลอดอาจทำให้เลือดออกมากระหว่างคลอดและหลังคลอด เพิ่มความเสี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์ในอนาคต หลังจากการผ่าคลอด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ยิ่งมีการผ่าคลอดมากเท่าใด ความเสี่ยงของรกเกาะต่ำก็จะยิ่งสูงขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงที่มดลูกจะฉีกขาดตามเส้นรอยแผล หากคุณแม่ผ่าคลอดลูกคนแรก และในอนาคตต้องการจะตั้งครรภ์อีก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดในท้องถัดไป ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องสอบแจ้งข้อมูลการตั้งครรภ์และสอบถามข้อมูลจากแพทย์ที่ดูแลเพิ่มเติม การดูแลคุณแม่เบื้องต้นหลังการผ่าคลอด การดูแลแผลจากการวิธีผ่าคลอด มักจะใช้เวลานานกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ การพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสำหรับการผ่าตัดคลอดอยู่ที่ประมาณ 3 […]

การคลอด

ส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีกำหนดคลอดอยู่ในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 40 ของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่บางรายก็อาจคลอดบุตรในช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ หรือเร็วกว่านั้น ภาวะที่คุณแม่คลอดบุตรตอนอายุครรภ์ไม่เกิน 37 สัปดาห์นี้ เรียกว่าภาวะ คลอดก่อนกำหนด (Premature Birth) ซึ่งสามารถเป็นอันตรายกับแม่และทารกได้ ภาวะส่วนใหญ่เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และยิ่งทารกลืมตาดูโลกตอนอายุครรภ์น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดมากขึ้นเท่านั้น สาเหตุที่อาจทำให้คลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพของทารกในครรภ์ ปัญหาสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่กว่า 50% ของการคลอดก่อนกำหนดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด เคยเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ตั้งครรภ์แฝด เช่น แฝดสอง แฝดสาม หรือมากกว่า ระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งนี้กับครั้งก่อนน้อยกว่า 6 เดือน ตั้งครรภ์โดยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือไอวีเอฟ (In Vitro Fertilization หรือ IVF) รก มดลูก หรือปากมดลูกผิดปกติ สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด หรือใช้ยารักษาโรคอย่างไม่เหมาะสม เกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบ โดยเฉพาะที่ถุงน้ำคร่ำ และอวัยวะส่วนล่างในอุ้งเชิงกราน เช่น ปากมดลูก ช่องคลอด เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดจัด เช่น […]

การคลอด

คลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด ทางเลือกสำหรับการคลอดลูกที่คุณแม่มือใหม่ไม่รู้ว่าควรตัดสินใจเลือกวิธีไหนดี ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป นอกจากนั้นแล้ว วิธีคลอดลูกยังขึ้นอยู่กับอายุคุณแม่ ภาวะสุขภาพ ภาวะของทารก ภาวะครรภ์ และหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน คุณแม่ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอด และปรึกษาคุณหมอสำหรับวิธีที่ดีที่สุดที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อตนเองและทารกในครรภ์ [health-tool template="due-date"] คลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด เลือกวิธีไหนดี เมื่อตั้งครรภ์ นอกเหนือไปจากการดูแลตนเองและทารกในครรภ์แล้ว คุณแม่มือใหม่มักกังวลใจเกี่ยวกับวิธีการคลอดลูก ว่าจะเลือก คลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด จึงจะปลอดภัยกว่า จริง ๆ แล้วแม้ว่าการคลอดด้วยธรรมชาติจะเป็นวิธีที่คุณแม่ 2 ใน 3  เลือก แต่สำหรับบางกรณีการคลอดแบบธรรมชาติก็อาจจะเกิดความเสี่ยงต่อทั้งแม่และเด็ก คุณหมอจึงอาจแนะนำให้ผ่าคลอดแทน เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ ข้อ เช่น อายุคุณแม่ ขนาดและน้ำหนักตัวของทารก ท่าทางของทารกก่อนถึงกำหนดคลอด ในช่วงไตรมาสสุดท้าย คุณหมอจะประเมินภาวะครรภ์และแนะนำวิธีการคลอดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์มากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วการผ่าคลอดมักจะเป็นกรณีที่คุณแม่ได้ลูกแฝด หรือกรณีที่คุณแม่มีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คุณแม่มีเชื้อเอชไอวีหรือมีปัญหาเรื่องโรคเริม รวมทั้งคุณแม่ซึ่งมีความเสี่ยงสูงอย่างเช่น อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป รวมทั้งในกรณีที่ทารกในครรภ์ไม่กลับหัวในช่วงใกล้คลอดด้วย การคลอดธรรมชาติ (Vaginal birth) การคลอดธรรมชาติ เป็นวิธีการคลอดที่คุณแม่นั้นจะเบ่งคลอดเองทางช่องคลอด ซึ่งส่วนใหญ่แล้ววิธีนี้ถือเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยต่อทั้งคุณแม่และลูก อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อดีและข้อเสีย ได้แก่ ข้อดีของ […]

การคลอด

คลอดลูกในน้ำ เป็นทางเลือกหนึ่งในการคลอดลูก โดยขณะคลอด คุณแม่จะแช่อยู่ในสระน้ำอุ่นภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การคลอดลูกในน้ำอาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บท้องขณะคลอด ลดระยะเวลาการคลอด และอาจช่วยให้คุณแม่รู้สึกเครียดน้อยกว่าการคลอดในโรงพยาบาลตามปกติ อย่างไรก็ตาม การคลอดลูกในน้ำอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีสภาวะบางอย่าง เช่น ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เป็นโรคผิวหนัง ครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น คลอดลูกในน้ำ คืออะไร การคลอดลูกในน้ำ (Water birth) หมายถึงกระบวนการคลอดโดยให้ตัวคุณแม่แช่อยู่ในอ่างหรือสระน้ำอุ่นที่มีความลึกประมาณหนึ่ง ในปัจจุบัน มีทางเลือกสำหรับการคลอดในน้ำรูปแบบต่างๆ มากมาย ขึ้นอยู่กับความชอบและสภาวะของตัวแม่เด็กและทารกในครรภ์ โดยสามารถเลือกคลอดในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ให้การสนับสนุนเรื่องการคลอดในน้ำ หรืออาจจะคลอดที่บ้านภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญก็ได้ ในช่วงระหว่างการคลอดนั้น ตัวคุณแม่จะต้องแช่อยู่ในน้ำอุ่น โดยเลือกได้ว่าจะแช่อยู่ในน้ำแค่ในช่วงเจ็บท้องคลอด แล้วออกมาคลอดข้างนอก หรือจะคลอดขณะที่ยังแช่อยู่ในน้ำเลยก็ได้ การคลอดในน้ำนั้นเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการทำธาราบำบัด (hydrotherapy) โดยใช้น้ำมาเป็นตัวช่วยในการลดความปวดและความเครียดระหว่างการคลอดได้เป็นอย่างดี การคลอดในน้ำมีประโยชน์อย่างไร การคลอดในน้ำนั้นมีประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณแม่ตั้งครรภ์เองและทารกในครรภ์ในด้านต่างๆ ดังนี้ ประโยชน์สำหรับแม่ตั้งครรภ์ สมาคมสูตินรีแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (The American College of Obstetricians and Gynecologists) ได้กล่าวถึงการคลอดในน้ำไว้ว่า การที่ให้แม่แช่ตัวอยู่ในน้ำอุ่นในช่วงแรกของการเจ็บท้องคลอด อาจช่วยลดระยะเวลาช่วงเจ็บท้องคลอดให้สั้นลง และยังช่วยบรรเทาอาการปวดที่บริเวณไขสันหลังและโดยรอบได้  อีกทั้ง การคลอดลูกในน้ำจะช่วยลดอัตราจำนวนแพทย์หรือพยาบาลที่ต้องทำการผ่าคลอดลง นอกจากนี้ผู้ที่คลอดลูกในน้ำยังมีความเครียดหลังคลอดน้อยกว่าผู้ที่คลอดลูกด้วยวิธีตามปกติอีกด้วย น้ำอุ่นจะช่วยผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกปลอบประโลม และสบายใจแก่ตัวแม่เด็ก น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนัก ทำให้สามารถเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนท่าทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น การลอยตัวในน้ำยังมีประโยชน์ต่อการหดตัวของมดลูก และช่วยเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ทำให้สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณมดลูกและทารกในครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น และบรรเทาอาการปวดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ น้ำยังช่วยอาจลดฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียด […]

การคลอด

ระยะทารกหัวโผล่ ในขณะคลอดนั้น เรียกได้ว่าเป็นช่วงพีคของคนเป็นแม่และคุณหมอผู้ทำคลอดเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวินาทีที่ลูกของคุณกำลังจะลืมตาดูโลกในไม่ช้า ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่คุณแม่มากที่สุดในการคลอดอีกด้วย คุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะมาเล่าให้ฟังว่า ระยะทารกหัวโผล่คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร เพื่อให้คุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวคลอดมีความเข้าใจและเตรียมตัวเพื่อรับมือกับช่วงเวลานั้น ระยะทารกหัวโผล่ ขณะคลอดคืออะไร ในระหว่างการคลอด ศีรษะของทารกจะยื่นออกมาเล็กน้อยพร้อมกับการหดตัวและหลังการหดตัวศีรษะจะหดกลับเข้าไป ระยะทารกศีรษะโผล่เป็นช่วงเวลาที่ศีรษะของทารกค้างอยู่ เมื่อเกิดภาวะนี้ ต้องทำการคลอดโดยเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นขณะคลอด การเตรียมตัวคลอดเกิดขึ้นหลายสัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด กระบวนการนี้เรียกว่า การเข้าสู่อุ้งเชิงกราน (engagement) ซึ่งเป็นช่วงที่ศีรษะของทารกเข้าสู่อุ้งเชิงกรานของแม่ ขั้นตอนการคลอดมีหลายขั้นตอน การบีบตัวมาในช่วงแรกซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ แต่รุนแรง จากนั้นเป็นช่วงของการคลอดที่มีการขยายตัวของปากมดลูก ซึ่งเป็นช่วงที่ศีรษะของทารกโผล่ออกมา การเตรียมตัวสำหรับวันคลอด กานวดฝีเย็บในระยะคลอด (Perineal Massage) มีประโยชน์มากคุณสามารถทำการนวดได้ตั้งแต่มีอายุครรภ์ 35 สัปดาห์ ใช้เจลหล่อลื่นทาที่นิ้วและนวดขยายช่องคลอดเป็นเวลา 10 นาทีทุกวัน วิธีการนี้ช่วยเตรียมร่างกาย ลดความรู้สึกแสบและช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงฝีเย็บฉีกขาดได้ สิ่งที่ควรระลึกในขณะที่ศีรษะทารกโผล่ ระยะที่ทารกศีรษะโผล่ คุณจะรู้สึกแสบเนื่องจากการขยายตัวที่เกิดจากศีรษะของทารก เมื่อเกิดอาการคุณต้องหยุดเบ่งเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงการฉีกขาดของฝีเย็บ แพทย์หรือผู้ทำการคลอดจะพูดคุยกับคุณตลอดระยะเวลานี้ หลังจากอาการแสบหมดไปกลายเป็นอาการชาเนื่องจากศีรษะของทารกขยายเนื้อเยื่อช่องคลอดไปจนถึงระบบประสาทส่วนนั้นถูกสกัดกั้น ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นยาชาธรรมชาติ ระยะเวลาการเกิดอาการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ขั้นตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมากที่สุด ในการลดความเจ็บปวดนั้น พยายามกำหนดลมหายใจ การหายใจสั้นถี่อาจช่วยลดการฉีกขาด และท่าสควอทถือเป็นท่าที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ คุณอาจขอกระจกเพื่อให้คุณเห็นศีรษะของทารก หรืออาจเอื้อมมือเพื่อสัมผัสศีรษะของทารก ให้สามีของคุณอยู่ด้วยเพื่อเป็นการให้กำลังใจ การคลอดไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยง่าย คุณจึงต้องการความช่วยเหลือมากมาย โดยอาจใช้ผ้าเย็นรองที่หลังคอและจิบน้ำในขณะเบ่งเพื่อไม่ให้รู้สึกเหนื่อยเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากทารกศีรษะโผล่ หลังจากที่ศีรษะทารกโผล่ แพทย์จะทำการตรวจหาปัญหาเกี่ยวกับทารก เช่น  สายสะดือพันคอทารก หากทารกยังติดอยู่ แพทย์อาจใช้คีม […]

การคลอด

ในทางการแพทย์นั้น มีวิธีการจัดการกับความเจ็บปวดระหว่างการคลอดสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หลายวิธี แต่วิธีการที่คนส่วนใหญ่เลือกคือ การใช้ยาระงับความรู้สึก เนื่องจากประสิทธิภาพและความสะดวกในการใช้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เลือกใช้วิธีการนี้ ดังนั้น ผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ควรทำความเข้าใจผลและความเสี่ยงจากการใช้ ยาระงับความรู้สึกสำหรับการคลอด ในบทความนี้ครับ ยาระงับความรู้สึก (Epidural) คืออะไร ยาระงับความรู้สึก (Epidural) มีผลต่อการบรรเทาความเจ็บปวดของผู้เป็นแม่ขณะคลอด ผ่านการฉีดยาเข้าสู่เยื่อหุ้มกระดูกสันหลังส่วนล่าง ยาชนิดนี้มีส่วนผสมของโคเคน เมื่อตัวยาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ไขสันหลังเกิดอาการชา และยับยั้งไม่ให้ความรู้สึกปวดผ่านเข้าสู่สมอง แต่การใช้ยาระงับความปวดในวิธีนี้ ยาจะไม่ได้ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย แต่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชาแต่เป็นเฉพาะบริเวณที่ฉีดเท่านั้น ทำให้คุณแม่ยังมีสติสมบูรณ์ในขณะคลอด คุณแม่ที่กำลังจะคลอด สามารถรับการฉีดระงับความรู้สึกได้ทุกเมื่อ แต่ช่วงเวลาที่ควรฉีดคือ ช่วงเวลาที่กำลังจะคลอด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปากมดลูกจะขยายตั้งแต่ 4 ถึง 5 เซนติเมตร ข้อดีของการใช้ ยาระงับความรู้สึกสำหรับการคลอด ยาระงับความรู้สึกได้รับการรับรองว่าเป็นยาระงับปวดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงจำนวน 28 จาก 100 คน ที่ใช้ยาระงับปวดชนิดอื่นๆ ขอรับยาเพิ่มเติมอีกหลังจากได้รับการฉีดในครั้งแรก แต่มีเพียง 1 จาก 100 คนที่ขอรับการฉีดเพิ่มเติมหลังจากได้รับการฉีดยาระงับความรู้สึก ผู้เป็นแม่ยังคงรู้สึกตัวในขณะคลอด เนื่องจากยาระงับความรู้สึกประเภทนี้ส่งผลเฉพาะบริเวณส่วนล่างของร่างกายเท่านั้น ดังนั้น เธอจึงสามารถใช้เทคนิคการหายใจและวิธีการบรรเทาอื่นๆ เนื่องจากผู้เป็นแม่ไม่รู้สึกเจ็บปวด จึงสามารถพักได้ทุกเมื่อเมื่อรู้สึกเหนื่อย และสามารถมีแรงเบ่งทารกในขณะคลอดได้ เมื่อคุณแม่มีปัญหาจากความเจ็บปวดในขณะคลอด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเครียด เช่น เอพิเนฟริน (epinephrine) และ โนเอพิเนฟริน ออกมา […]

การคลอด

Precipitate labor คือ ภาวะคลอดเฉียบพลัน ซึ่งหมายถึงการคลอดที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ นับตั้งแต่การเจ็บครรภ์และคลอดทารกรวมเสร็จสิ้นภายใน 3 ชั่วโมง เป็นภาวะทางการแพทย์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อแม่และลูก แต่โดยปกติแล้วพบได้ค่อนข้างน้อย ทั้งนี้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรศึกษาหาข้อมูลเพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นได้ Precipitate labor คืออะไร ถึงแม้ว่าผู้หญิงหลายคนผ่านประสบการณ์การคลอดลูกที่ต่างกัน แต่ขั้นตอนทั่วไปของการคลอด มีอยู่ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น และปากมดลูกเปิด ระยะคลอด ระยะตัดสายรก สำหรับ Precipitate labor คือ ภาวะคลอดเฉียบพลัน โดยเป็นการคลอดทารกที่ใช้เวลาน้อยกว่าปกติ โดยระยะเวลาของการคลอดทั่วไป ตั้งแต่เริ่มเจ็บครรภ์จนถึงคลอดทารกใช้เวลาเฉลี่ย 6-18 ชั่วโมง ภาวะคลอดเฉียบพลัน หรืออาจเรียกว่า ภาวะคลอดเร็ว หมายถึงการคลอดที่ใช้เวลาสั้นเพียง 3-5 ชั่วโมง กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะคลอดเฉียบพลัน  Precipitate labor คือการคลอดเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มดลูกมีอาการหดตัวอย่างรุนแรง ช่องคลอดหย่อนยานมาก มีประสบการณ์การคลอดลูกเฉียบพลันมาก่อน ทารกในครรภ์ตัวเล็กกว่าปกติ สัญญาณและอาการของภาวะคลอดเฉียบพลัน การคลอดเฉียบพลัน มักเริ่มขึ้นด้วยการหดเกร็งอย่างรุนแรง ในเวลาที่กระชั้น ในระหว่างการเจ็บท้องแต่ละครั้ง จะรู้สึกว่าการหดเกร็งกินระยะเวลานาน มักจะรู้สึกถึงแรงกด และความรู้สึกต้องการเบ่งเพื่อขับถ่าย  แต่ทั้งนี้ ในหลายกรณี ความรู้สึกอยากเบ่งไม่ได้มาพร้อมกับการหดเกร็ง  […]

การคลอด

ผู้หญิงบางรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ หรือมีความกลัวต่อการคลอดบุตรตามธรรมชาติ อาจเลือกวิธีคลอดบุตรโดยการผ่าคลอด อย่างไรก็ตาม การผ่าคลอดอาจมีความเสี่ยงมากกว่าการคลอดตามธรรมชาติ ยิ่งโดยเฉพาะหากผ่าคลอดซ้ำ ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป โดยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าคลอดซ้ำ อาจมีทั้งการเกิดรอยแผลเป็น การบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ การตกเลือด ปัญหาเกี่ยวกับรก ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงของการผ่าคลอดซ้ำ และปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาทางป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น [health-tool template="due-date"] ผลการศึกษาบอกอะไรเกี่ยวกับการ ผ่าคลอดซ้ำ การศึกษาในออสเตรเลียในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ 2,345 ราย ซึ่งมีประสบการณ์การคลอดบุตรโดยการผ่าคลอดหนึ่งครั้ง และจัดเป็นกลุ่มที่มีโอกาสจะใช้การคลอดบุตรตามธรรมชาติ หลังจากที่เคยผ่าคลอดมาก่อน โดยผู้หญิง 1,108 ราย มีกำหนดคลอดโดยการผ่าคลอด ในขณะที่ผู้หญิงที่เหลืออีก 1,237 ราย เลือกการคลอดบุตรตามธรรมชาติ หลังจากที่เคยผ่าคลอดมาก่อน อย่างไรก็ดี ผู้หญิงจำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงทั้งหมด ที่ใช้การคลอดตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้หญิงจำนวนที่เหลือใช้ทางเลือกในการผ่าคลอด อย่างเป็นที่น่าสังเกต ได้มีทารกเสียชีวิตในครรภ์ (stillbirth) โดยไม่ทราบสาเหตุจำนวนสองราย ในกลุ่มที่คลอดตามธรรมชาติ ในขณะที่ไม่มีทารกเสียชีวิตในการคลอดด้วยการผ่าคลอด อัตราการเสียชีวิตของทารก หรือภาวะเกี่ยวกับสุขภาพที่ร้ายแรงก่อนออกจากโรงพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 2.4 ในกลุ่มที่ใช้การคลอดบุตรตามธรรมชาติหลังจากที่เคยผ่าคลอดมาก่อน ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.9 ในกลุ่มที่ใช้การผ่าคลอดอย่างเดียว โดยสรุปแล้ว นักวิจัยเชื่อว่าการใช้การผ่าคลอดซ้ำเป็นทางเลือกในการคลอด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมาก ทั้งสำหรับมารดาและบุตร ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นของการผ่าคลอดซ้ำ การผ่าคลอดซ้ำอาจมีความเสี่ยง ดังนี้ เนื้อเยื่อมดลูกและบริเวณใกล้เคียงมีรอยแผลเป็น หลังจากการผ่าคลอดในแต่ละครั้ง จะมีแถบเนื้อเยื่อพังผืดคล้ายแผลเป็นก่อตัวขึ้น รอยแผลเป็นที่หนาส่งผลให้การคลอดเป็นไปได้ยาก […]

การคลอด

คลอดลูกง่าย หมายถึง การคลอดบุตรตามธรรมชาติด้วยการเบ่งออกด้วยตนเองโดยไม่ต้องใช้เวลานานมากนัก และเจ็บปวดน้อยที่สุด โดยไม่อาศัยการผ่าตัด หญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยกลัวการคลอดลูกวิธีนี้เพราะคิดว่าจะสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ตาม การที่จะคลอดง่ายนั้นมีเคล็ดลับที่อาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดหรือทำให้คลอดง่ายขึ้นซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทำตามได้และเตรียมตัวก่อนคลอดได้ เคล็ดลับการคลอดง่าย หากต้องการคลอดลูกง่าย อาจเตรียมตัวระหว่างการตั้งครรภ์ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ จัดท่าทางให้พร้อมคลอด ในช่วงสัปดาห์ที่ 34 ของการตั้งครรภ์ อาจช่วยจัดท่าลูกน้อยให้พร้อมคลอด ด้วยการนั่งย่อเข่าบนพื้นแล้วใช้แขนโอบลูกบอลออกกำลังกาย (หรือเก้าอี้) เอาไว้ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์อยู่ในท่าที่ถูกต้องก่อนคลอดได้ นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็จะช่วยให้คลอดง่ายขึ้นด้วย ฝึกความแข็งแรง  ว่าที่คุณแม่ที่มีความฟิตและสุขภาพดีนั้นมักจะคลอดได้อย่างราบรื่นกว่าคุณแม่ที่นั่ง ๆ นอน ๆ ตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และต้องการคลอดลูกง่าย ๆ ควรออกไปเดินในระยะทางสั้น ๆ ทุกวัน (ในระดับที่ไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ) หรือลองสมัครเข้าเรียนโยคะสำหรับผู้หญิงตั้งท้อง หรือคลาสเตรียมคลอดก็ได้ นวดบริเวณฝีเย็บ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 34 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป ควรเริ่มต้นนวดเบา ๆ บริเวณระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก ที่เรียกกันว่า ‘ฝีเย็บ‘ โดยใช้น้ำมันจมูกข้าวหรือน้ำมันอัลมอนด์ เพื่อช่วยป้องกันอาการฉีกขาดบริเวณปากช่องคลอด ทำตัวกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ระหว่างเตรียมตัวคลอดอาจพยายามเดินไปมา อาจช่วยให้การใช้ปริมาณยาแก้ปวดลดน้อยลง และมีแนวโน้มจะทำให้ช่วงเวลาเบ่งคลอดสั้นลงได้ เติมพลังงานกล้ามเนื้อให้แข็งแง การคลอดธรรมชาติต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมากในช่วงเบ่งคลอด ระหว่างการตั้งครรภ์ จำเป็นต้องสร้างความแข็งแรงขึ้นมา และเติมพลังให้กับกล้ามเนื้อด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วน การดื่มน้ำมาก ๆ ก็มีส่วนช่วยให้คลอดลูกง่ายขึ้นด้วย ใช้การสะกดจิตบำบัด ระหว่างการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสสุดท้าย อาจเข้าคลาสสะกดจิตบำบัด เนื่องจากมีการสอนให้รู้จักผ่อนคลาย กำหนดจังหวะหายใจ และนึกภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น […]


คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!