home

การคลอด

ลูกน้อยของคุณกำลังจะลื่มตาดูโลกแล้ว เพราะฉะนั้น การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การคลอด จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อเหล่าคุณแม่มือใหม่จะได้คลอดเจ้าตัวน้อยอย่างราบรื่นและปลอดภัย

บทความ การคลอด

การคลอด

ผู้หญิงบางรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ หรือมีความกลัวต่อการคลอดบุตรตามธรรมชาติ อาจเลือกวิธีคลอดบุตรโดยการผ่าคลอด (C-sections) อย่างไรก็ดี โดยแท้จริงแล้ว การผ่าคลอดความปลอดภัยกว่าการคลอดตามธรรมชาติหรือไม่ จากการศึกษาใหม่ในออสเตรเลีย มารดาที่คลอดบุตรโดยการ ผ่าคลอดซ้ำ มีผลดีกว่ามารดาที่คลอดบุตรตามธรรมชาติ ผลการศึกษาบอกอะไรเกี่ยวกับการ ผ่าคลอดซ้ำ การศึกษาในออสเตรเลียในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ 2,345 ราย ซึ่งมีประสบการณ์การคลอดบุตรโดยการผ่าคลอดหนึ่งครั้ง และจัดเป็นกลุ่มที่มีโอกาสจะใช้การคลอดบุตรตามธรรมชาติ หลังจากที่เคยผ่าคลอดมาก่อน โดยผู้หญิง 1,108 ราย มีกำหนดคลอดโดยการผ่าคลอด ในขณะที่ผู้หญิงที่เหลืออีก 1,237 ราย เลือกการคลอดบุตรตามธรรมชาติ หลังจากที่เคยผ่าคลอดมาก่อน อย่างไรก็ดี ผู้หญิงจำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงทั้งหมด ที่ใช้การคลอดตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้หญิงจำนวนที่เหลือใช้ทางเลือกในการผ่าคลอด อย่างเป็นที่น่าสังเกต ได้มีทารกเสียชีวิตในครรภ์ (stillbirth) โดยไม่ทราบสาเหตุจำนวนสองราย ในกลุ่มที่คลอดตามธรรมชาติ ในขณะที่ไม่มีทารกเสียชีวิตในการคลอดด้วยการผ่าคลอด อัตราการเสียชีวิตของทารก หรือภาวะเกี่ยวกับสุขภาพที่ร้ายแรงก่อนออกจากโรงพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 2.4 ในกลุ่มที่ใช้การคลอดบุตรตามธรรมชาติหลังจากที่เคยผ่าคลอดมาก่อน ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.9 ในกลุ่มที่ใช้การผ่าคลอดอย่างเดียว โดยสรุปแล้ว นักวิจัยเชื่อว่าการใช้การผ่าคลอดซ้ำเป็นทางเลือกในการคลอด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมาก ทั้งสำหรับมารดาและบุตร ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นของการผ่าคลอดซ้ำ ถึงแม้ว่ามีการกล่าวอ้างถึงความปลอดภัยที่มากกว่า แต่การผ่าคลอดซ้ำก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เนื้อเยื่อมดลูกและบริเวณใกล้เคียงมีรอยแผลเป็น หลังจากการผ่าคลอดในแต่ละครั้ง จะมีแถบเนื้อเยื่อคล้ายแผลเป็น (เยื่อพังผืด) ก่อตัวขึ้น รอยแผลเป็นที่หนาส่งผลให้การคลอดเป็นไปได้ยาก และทำให้การคลอดใช้เวลานานขึ้น บาดแผลที่กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ เยื่อพังผืดที่ก่อตัวขึ้นหลังการผ่าคลอดครั้งก่อน สามารถเชื่อมกระเพาะปัสสาวะให้ติดกับมดลูกได้ อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางการทำงานของลำไส้เล็กอีกด้วย ภาวะตกเลือดอย่างรุนแรง การผ่าคลอดซ้ำ […]

การคลอด

การ คลอดลูกง่าย อาจไม่ได้เรื่องของโชคชะตาหรือฟ้าลิขิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถตระเตรียมตัวเองได้ ฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะคลอดง่ายๆ และไม่ต้องเจ็บท้องคลอดนานๆ ก็ควรสร้างนิสัยดีๆ พวกนี้เอาไว้ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ จัดท่าทางให้พร้อมคลอด ในช่วงสัปดาห์ที่ 34 ของการตั้งครรภ์ คุณอาจช่วยจัดท่าลูกน้อยให้พร้อมคลอด ด้วยการนั่งย่อเข่าบนพื้นแล้วใช้แขนโอบลูกบอลออกกำลังกาย (หรือเก้าอี้) เอาไว้ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์อยู่ในท่าที่ถูกต้องก่อนคลอดได้ นอกจากนี้ก็ควรออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ สัปดาห์ละครั้งก็จะช่วยให้คลอดง่ายขึ้นด้วย ฝึกความแข็งแรงเอาไว้ ว่าที่คุณแม่ที่มีความฟิตและสุขภาพดีนั้นมักจะคลอดได้อย่างราบรื่นกว่า ฉะนั้น ก็พยายามออกไปเดินในระยะทางสั้นๆ ทุกวัน (ในระดับที่ไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ) หรือลองสมัครเข้าเรียนโยคะสำหรับผู้หญิงตั้งท้อง หรือคลาสเตรียมคลอดก็ได้ นวดบริเวณฝีเย็บ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 34 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป ก็ควรเริ่มต้นนวดเบาๆ ในบริเวณที่อยู่ระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก ที่เรียกกันว่า 'ฝีเย็บ' นั่นแหละ โดยใช้น้ำมันจมูกข้าวหรือน้ำมันอัลมอนด์ก็ได้ เพื่อช่วยป้องกันอาการฉีกขาดบริเวณปากช่องคลอด อย่ามองจอมอนิเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำ ให้จับตามองจอมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลา ถ้าการคลอดของคุณไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้คุณไม่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ ซึ่งนั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวล ทำให้ต้องเบ่งคลอดนานขึ้น และทำให้จัดการกับอาการบีบรัดตัวแต่ละครั้งได้ยากขึ้น ทำตัวกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ถ้าคุณเดินไปเดินมาในระหว่างเตรียมตัวคลอดนั้น ก็จะช่วยให้ใช้ยาแก้ปวดได้น้อยลง และมีแนวโน้มจะทำให้ช่วงเวลาเบ่งคลอดสั้นลงได้ เติมพลังงาน คุณมีแนวโน้มต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมากในช่วงเบ่งคลอด ฉะนั้นจึงนับเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่คุณจะต้องสร้างความแข็งแรงขึ้นมา และเติมพลังให้กับกล้ามเนื้อ การกินของว่างอย่างสม่ำเสมอ และการดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยให้คุณมีพลังในการเบ่งคลอดได้อย่างมากมาย ใช้การสะกดจิตบำบัด ในช่วงที่ทำการสะกดจิตบำบัดนั้น จะมีการสอนให้คุณทำการผ่อนคลาย หายใจ และนึกภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ จะช่วยขจัดความกลัว ความเครียด และความเจ็บปวดในช่วงระหว่างการเบ่งคลอดออกไปได้ ยืนโน้มตัวไปข้างหน้า นี่เป็นท่าที่เหมาะในการเบ่งคลอดเป็นอย่างมาก […]

การคลอด

สายสะดือ จะทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารและออกซิเจน เพื่อช่วยให้ลูกน้อยได้มีพัฒนาการในการเจริญเติบโตตอนที่ยังอยู่ในครรภ์ แต่หลังจากที่ลูกน้อยลืมตาขึ้นมาดูโลกแล้ว สายสะดือก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขาอีกต่อไป สายสะดือจึงถูกตัดและรัดเอาไว้จนกลายเป็นตอสั้นๆ ซึ่งถ้าดูแลไม่ดี ก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือปัญหาอื่นๆ ได้ ฉะนั้น ถ้าคุณเพิ่งให้กำเนิดลูกน้อย วันนี้ Hello คุณหมอ มีวิธีดูแลสายสะดือลูกน้อยที่คุณแม่ควรทำมาฝากกันค่ะ  สายสะดือ คืออะไร ตอนที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ จะได้รับสารอาหารและออกซิเจนผ่านทางรก ที่ติดอย่กับผนังมดลูกด้านในของคุณแม่ โดยรกจะเชื่อมต่อกับทารกน้อยด้วยสายสะดือ ซึ่งเป็นสายที่ต่อมาจากช่องท้องของเด็กทารก หลังจากที่ลูกน้อยคลอดออกมา สายสะดือก็จะถูกรัดและตัดให้ชิดกับร่างกายเด็ก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอะไร ทำให้เกิดเป็นตอสะดือ อยู่กลางลำตัวของลูกน้อย สายสะดือจะแห้งและหลุดออกภายใน 7 ถึง 21 วัน เหลือไว้แต่แผลเล็กๆ ที่จะหายเองภายในสองสามวัน วิธีการดูแลสายสะดือที่ถูกต้อง สายสะดือของลูกน้อยจะแห้งและหลุดออกไปในที่สุด ซึ่งโดยปกติจะหลุดออกภายในหนึ่งถึงสามสัปดาห์หลังคลอด ซึ่งในระหว่างนี้คุณก็ควรดูแลสายสะดือให้ลูกน้อยด้วยวิธีการต่อไปนี้ รักษาความสะอาดและทำให้สายสะดือแห้งอยู่เสมอ พับผ้าอ้อมไม่ให้ไปกดทับในบริเวณสายสะดือ (หรือซื้อผ้าอ้อมสำหรับเด็กแรกเกิดที่ทำรอยเว้าเอาไว้สำหรับสายสะดือ) วิธีนี้จะช่วยให้สายสะดือโดนลม และช่วยป้องกันไม่ได้โดนปัสสาวะของเด็กด้วย อาบน้ำให้ลูกน้อยด้วยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำเช็ดตามเนื้อตัวให้ลูกน้อย แทนการจับลูกน้อยลงไปนอนแช่ในอ่างน้ำ ถ้าสภาพอากาศอบอุ่นสบาย ก็ให้ลูกน้อยใส่แค่ผ้าอ้อมและเสื้อยืดหลวมๆ เพื่อช่วยให้เกิดอากาศถ่ายเท ซึ่งจะทำให้แผลแห้งได้เร็วขึ้น หลีกเลี่ยงการสวมกางเกงหรือบอดี้สูทให้ลูกน้อย อย่าพยายามแกะแผลสายสะดือ ถึงแม้มันทำท่าจะหลุดมิหลุดแหล่อยู่แล้วก็ตาม ถึงแม้สถาบันกุมารเวชศาสตร์ในอเมริกาจะแนะนำให้ใช้ก้านสำลีจุ่มลงในแอลกอฮอล์สำหรับล้างแผล เพื่อทำความสะอาดในบริเวณสายสะดือ แต่ผลการศึกษาวิจัย พบว่าการไม่ไปแตะต้องกับแผลบริเวณสะดือเลย จะช่วยให้แผลแห้งได้เร็วกว่า และไม่ต้องเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อด้วย ทำให้สถาบันกุมารเวชศาสตร์ในอเมริกาได้เปลี่ยนคำแนะนำใหม่ในภายหลัง สัญญาณที่บ่งบอกว่า สายสะดือ […]

x