ระหว่างตั้งครรภ์

ยินดีด้วยค่ะ คุณกำลังจะมีลูกแล้ว เมื่อชีวิตน้อย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะรู้สึกเป็นกังวลหรือประหม่า Hello คุณหมอ จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดช่วงเวลา ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ มีความมั่นใจในทุกย่างก้าวของพัฒนาการลูกน้อย

เรื่องเด่นประจำหมวด

ระหว่างตั้งครรภ์

โรคอ้วนและการตั้งครรภ์ ผลกระทบและแนวทางในการรับมือที่เหมาะสม

ในยุคปัจจุบัน อัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โรคอ้วนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของมารดาและทารกในช่วงการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ในภาวะที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และครรภ์เป็นพิษ บทความนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโรคอ้วนต่อการตั้งครรภ์ พร้อมทั้งแนวทางการจัดการเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับทั้งแม่และทารก ผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพการตั้งครรภ์ ผลกระทบต่อแม่ โรคอ้วนในช่วงตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน เช่น: เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes): โรคนี้พบได้บ่อยในแม่ที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งแม่และทารกในระยะยาว ความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia): โรคอ้วนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอื่นๆ การผ่าคลอด: แม่ที่มีภาวะโรคอ้วนมักมีโอกาสสูงที่จะต้องผ่าคลอด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการฟื้นตัวที่ช้ากว่า ผลกระทบต่อทารก ผลกระทบจากโรคอ้วนของมารดาต่อทารก ได้แก่: น้ำหนักแรกเกิดเกินมาตรฐาน (Macrosomia): ทารกที่มีน้ำหนักตัวเกินอาจทำให้เกิดความยากลำบากในการคลอด และมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บขณะคลอด ปัญหาสุขภาพในระยะยาว: ทารกมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและเบาหวานในวัยเด็ก ความผิดปกติแต่กำเนิด: โรคอ้วนในมารดาเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น Neural Tube Defects. การจัดการโรคอ้วนในช่วงก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ การเตรียมตัวที่ดีสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้: การประเมินสุขภาพก่อนตั้งครรภ์: การตรวจสุขภาพทั่วไป รวมถึง BMI และระดับฮอร์โมน ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย: การปรับโภชนาการและการออกกำลังกายช่วยลดน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย การดูแลระหว่างตั้งครรภ์ การควบคุมน้ำหนัก: การปฏิบัติตามแนวทางควบคุมน้ำหนักในช่วงตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โภชนาการที่เหมาะสม: การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เช่น โปรตีน ผัก และผลไม้ […]

หมวดหมู่ ระหว่างตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

สำรวจ ระหว่างตั้งครรภ์

ไตรมาสที่ 3

อาการคนท้องไตรมาสที่สาม กับข้อควรระวังก่อนใกล้คลอด

อาการคนท้องไตรมาสที่สาม เป็นช่วงระยะเวลาที่ทารกในครรภ์ใกล้จะออกมาลืมตาดูโลกแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเองและทารกอาจทำให้หญิงตั้งครรภ์รู้สึกไม่สบายตัวเท่าไรนัก เนื่องจากขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้นและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเองและการเคลื่อนไหวของทารก เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการคนท้องไตรมาสที่สามเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอาการเหล่านั้น [embed-health-tool-due-date] อาการคนท้องไตรมาสที่สาม ไตรมาสที่สามเป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ อาจมีปัญหาด้านขนาดน้ำหนักตัวและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ขนาดหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้น และตำแหน่งของทารกในครรภ์ที่พร้อมจะลืมตาดูโลก รวมทั้งภาวะต่าง ๆ ทางด้านอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากความกังวลใจและความตื่นเต้นเนื่องจากใกล้คลอด ดังนั้น ในช่วงไตรมาสที่สามควรพยายามทำใจให้สงบเพื่อเตรียมตัว พยายามมองโลกในแง่ดี ทำจิตใจให้สบายเข้าไว้ ทั้งนี้ อาการคนท้องไตรมาสที่สาม ประกอบด้วย มดลูกหดตัว   ภาวะมดลูกหดตัว หรือ“Braxton Hicks contractions” หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจรู้สึกถึงการหดตัวของมดลูกซึ่งอาจเกิดขึ้นบ่อยหรืออาจเกิดขึ้นในบางช่วงเวลา เช่น เกิดขึ้นตอนบ่ายหรือตอนเย็น หลังออกกำลังกาย หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือหลังจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยการหดรัดตัวจะไม่สม่ำเสมอ ไม่เจ็บ และเมื่อใกล้กำหนดคลอด มดลูกจะเริ่มหดตัวมากขึ้นและบ่อยขึ้น ปวดหลัง ฮอร์โมนการตั้งครรภ์จะเข้าไปคลายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยึดติดกับกระดูก โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเชิงกราน จึงทำให้มีอาการปวดหลังเวลานั่ง เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ควรเลือกเก้าอี้ที่รองรับหลังส่วนล่าง สวมรองเท้าส้นเตี้ยที่สามารถรองรับเท้าได้ดี และออกกำลังกายเพื่อเตรียมความพร้อมในการคลอด หายใจถี่ ช่วงไตรมาสที่สามอาจเป็นลมได้ง่าย และมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ดังนั้นจึงควรฝึกเคลื่อนไหวและใช้ท่าทางที่เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายหักโหม เพื่อให้สามารถหายใจได้สะดวก ไม่หอบเหนื่อยจนเกินไป กรดไหลย้อน ฮอร์โมนตั้งครรภ์ส่งผลต่อกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหาร เกิดอาการเสียดท้อง เพื่อป้องกันอาการกรดไหลย้อน ควรรับประทานอาหารมื้อเล็กบ่อย ๆ แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผลไม้รสเปรี้ยว […]


ไตรมาสที่ 1

การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสแรก ควรทำอย่างไร

การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสแรก เป็นเรื่องที่คุณแม่และสมาชิกในครอบครัวควรให้ความสำคัญ เนื่องจาก สุขภาพร่างกายโดยรวมของคุณแม่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อยในระยะยาวได้ โดยปกติแล้ว ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในด้านต่าง ๆ เช่น เต้านมอ่อนไหวง่าย เหนื่อยล้า คลื่นไส้ อารมณ์แปรปรวนง่าย อาการแพ้ท้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณแม่ ดังนั้น การดูแลสุขภาพคนท้องช่วงไตรมาสแรก จึงเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และทารกในครรภ์ [embed-health-tool-due-date] การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสแรก การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสแรก สำหรับคุณแม่ที่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อาจทำได้ดังนี้ ตรวจร่างกาย การเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกาย อาจช่วยให้คุณแม่ทราบถึงสุขภาพโดยรวมของตัวเอง โดยคุณหมอจะตรวจความดันโลหิต น้ำหนักและส่วนสูง ค่าดัชนีมวลกาย เพื่อกำหนดน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ คุณหมอยังอาจตรวจสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ตรวจเต้านมและหัวนม ตรวจอุ้งเชิงกราน ตรวจคัดกรองหัวใจ ปอด ต่อมไทรอยด์ และอาจตรวจเพื่อหามะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมของคุณแม่ ตรวจหมู่เลือดหลัก A B O และหมู่เลือดย่อย Rh หากคุณแม่หรือคุณพ่อมีสถานะ Rh Negative การตั้งครรภ์จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ วัดค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เพื่อให้แน่ใจว่าระดับฮีโมโกลบินไม่ต่ำจนเกินไปเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคโลหิตจาง ซึ่งภาวะโลหิตจางอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากและอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น ทารกน้ำหนักน้อย […]


ไตรมาสที่ 1

อาการคนท้องไตรมาสแรก สัญญาณที่บอกว่ากำลังตั้งครรภ์

อาการคนท้องไตรมาสแรก เป็นสัญญาณที่บอกว่ากำลังตั้งครรภ์ โดยแต่ละอาการอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ เพื่อให้แน่ใจถึง อาการคนท้องไตรมาสแรก อาจลองสังเกตสัญญาณของอาการเหล่านี้ที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อจะรู้ตัวทันและดูแลเจ้าตัวน้อยได้อย่างดีที่สุด [embed-health-tool-”due-date”] อาการคนท้องไตรมาสแรก เป็นอย่างไร แม้ว่า อาการคนท้อง อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่สัญญาณแรกที่บอกว่าผู้หญิงกำลังตั้งครรภ์ คือ รอบประจำเดือนที่ขาดหายไป โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ หรือเรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding) นอกจากนี้ อาการคนท้อง ช่วงไตรมาสแรก ยังอาจมีดังต่อไปนี้ เต้านมบวมและกดเจ็บ ในช่วง ไตรมาสแรก เมื่อไข่ได้รับการปฏิสนธิ ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้หน้าอกของคุณไวต่อความรู้สึกมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเจ็บ หรือรู้สึกไม่สบายตัวในบริเวณเต้านมอีกด้วย อาการเหล่านี้จะลดลงเมื่อผ่านไป 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากร่างกายมีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รู้สึกคลื่นไส้ เมื่อตั้งครรภ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้ท้องตามมา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน โดยอาจสามารถจัดการกับ อาการคนท้อง เหล่านี้ได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ อย่าปล่อยให้ท้องว่าง กินช้า ๆ ในปริมาณน้อย ๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารหรือกลิ่นที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ เลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบขิง อาจช่วยให้อาการคลื่นไส้ดีขึ้น ปัสสาวะบ่อยครั้ง ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ […]


ไตรมาสที่ 2

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสที่สอง

การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสที่สอง เป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ โดยอาจให้ความสนใจกับการบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนเนื่องจากการแพ้ท้อง การรับมือกับความอ่อนเพลีย และการควบคุมความเครียด ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การพักผ่อน และการเลือกรับประทานที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสที่สอง ช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์เป็นจุดเปลี่ยนหลายอย่างของคุณแม่และทารกในครรภ์ จะมีการปรับตัวทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้น ส่วนทารกในครรภ์ช่วงนี้จะเปนช่วงของการพัฒนาอวัยวะและระบบทั้งหมดในร่างกาย รวมถึงขนาดและน้ำหนักของทารกที่จะเพิ่มขึ้น สายสะดือจะค่อย ๆ หนาขึ้น เพื่อใช้ในการลำเลียงอาหารไปยังทารกในครรภ์ การบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน แน่นอนว่า อาการแพ้ท้องยังคงเกิดขึ้นอยู่กับคุณแม่บางคน เพื่อไม่ให้อาการคลื่นไส้อาเจียนรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ สามรรถบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ดังนี้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน กลิ่นของกาแฟ เครื่องดื่ม หรือกลิ่นของอาหารบางชนิดอาจส่งผลต่ออาการคลื่นไส้ของคุณแม่ที่มีปัญหาแพ้ท้องได้ จึงควรหลีกเลี่ยงกลิ่นหรือรสชาติอาหารต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาต่ออาการคลื่นไส้อาเจียน รับประทานของว่างบ่อย ๆ แครกเกอร์และอาหารรสจืดอื่น ๆ สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ หรืออาจรับประทานของว่างง่าย ๆ เช่น น้ำขิงหรือชาขิง ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส่ได้เช่นกัน การรับมือกับความรู้สึกเมื่อยล้า ในขณะที่ตั้งครรภ์อาจมีอาการเมื่อยล้าง่ายขึ้นเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมระหว่างวันอื่น ๆ จึงมีวิธีช่วยรับมือกับอาการเหล่านั้น ดังนี้ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโปรตีน อาการเหนื่อยล้าอาจเป็นสัญญาณของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้น จึงควรปรับอาหารให้เหมาะสม เช่น รับประทานเนื้อแดง สัตว์ปีก อาหารทะเล ผักใบเขียว ซีเรียล ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เป็นต้น เพื่อเสริมธาตุเหล็ก และรับประทานแคลเซียมและแมกนีเซียมให้เพียงพอเพื่อช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและลดการเป็นตะคริว […]


ไตรมาสที่ 2

อาการคนท้องไตรมาสที่สอง ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

อาการคนท้องไตรมาสที่สอง เป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 13-27 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ สิ่งที่จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือขนาดท้องและขนาดหน้าอกที่ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ในคนท้องบางรายอาจมีปัญหาผิวหนังแตกลาย รวมทั้งอาจมีผิวที่ดำคล้ำขึ้นเนื่องจากร่างกายถูกกระตุ้นให้สร้างเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น รวมทั้งอาจเริ่มเป็นตะคริวที่ขาหรือเท้าเนื่องจากน้ำหนักตัวที่เริ่มมากขึ้น และอาการอื่น ๆ คนท้องควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาการคนท้องไตรมาสที่สองเพื่อที่จะได้ไม่วิตกกังวลมากจนเกินไปหากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง [embed-health-tool-due-date] อาการคนท้องไตรมาสที่สอง ในช่วงไตรมาสที่สองอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายส่วน โดยอาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนและพบได้บ่อย มีดังนี้ หน้าท้องและหน้าอกใหญ่ขึ้น เนื่องจากมดลูกขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับทารกในการเจริญเติบโตขึ้นขนาดหน้าท้องจึงใหญ่ขึ้นจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน รวมไปถึงหน้าอกอาจเริ่มมีการขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ควรเริ่มมองหาชุดชั้นในเพื่อรองรับหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น มดลูกบีบตัวหรือเรียกว่า “Braxton Hicks Contractions” อาจรู้สึกได้ถึงการบีบตัวของมดลูกซึ่งอาจเกิดขึ้นในบางช่วงเวลา เช่น ตอนบ่าย ตอนเย็น หลังออกกำลังกาย หลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือในบางคนอาจรู้สึกว่ามดลูกบีบตัวตลอดทั้งวัน หรือตลอดทุกการทำกิจกรรม หากรู้สึกไม่สบายตัว อาการบีบตัวเริ่มสม่ำเสมอทุก 5-10 นาที หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วม เช่น มีมูกเลือด น้ำเดิน ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อขอตรวจอาการมดลูกบีบตัว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์จะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในคุณแม่บางคนอาจมีฝ้าเป็นจุดสีน้ำตาลขึ้นบนใบหน้า หรืออาจเกิดการแตกลายเป็นเส้นสีน้ำตาลที่หน้าท้อง เนื่องจาก การขยายตัวของหน้าท้อง การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเหล่านี้จะจางลงหลังคลอด นอกจากนั้น แสงแดดอาจทำให้ฝ้ามีอาการแย่ลงได้ การทาครีมกันแดดก่อนออกไปอยู่กลางแจ้งอาจช่วยบรรเทาอาการได้ ส่วนรอยแตกลายที่อยู่บริเวณหน้าท้อง หน้าอก ก้น หรือต้นขาเหล่านี้ ไม่สามารถป้องกันแต่อาจใช้วิธีทาครีมบำรุงขณะตั้งครรภ์ และดูแลฟื้นฟูหลังจากการคลอด ปัญหาจมูก เมื่อระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นและร่างกายมีการสร้างเลือดมากขึ้น อาจส่งผลทำให้เยื่อเมือกบวมและเลือดออกง่าย ทำให้เกิดอาการคัดจมูกและเลือดกำเดาไหล เพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น […]


ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ เรื่องใกล้ตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์

มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณบอกถึงการเจ็บครรภ์คลอด โดยจะแสดงอาการเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอด ซึ่งมดลูกบีบตัวเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายพร้อมสำหรับการคลอดทารกซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้ามีอาการก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ อาจเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด [embed-health-tool-due-date] มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ คืออะไร การบีบตัวของมดลูกขณะตั้งครรภ์เป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะแสดงอาการเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอดทารก แต่ถ้าแสดงอาการก่อน 37 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณคลอดก่อนกำหนด การบีบตัวของมดลูกเป็นการที่กล้ามเนื้อบีบและคลายตัว ทำให้คุณรู้สึกท้องแข็งและอ่อนลงเมื่อมดลูกคลายตัว การบีบตัวของมดลูก (Braxton Hicks Contraction) เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจมีอาการไม่รุนแรงจนไปถึงรุนแรงมาก สามารถเกิดขึ้นเร็วที่สุดในสัปดาห์ที่ 20 แต่ส่วนใหญ่มักเกิดในสัปดาห์ที่ 28-30 และมักหายไปเอง แต่ถ้าเกิดในช่วงเดือนที่ 9 และแสดงอาการทุก ๆ 10-20 นาที อาจเป็นสัญญาณของการเจ็บครรภ์คลอด อาการของภาวะมดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ อาการที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ที่อาจพบบ่อยมีดังนี้ ปวดหลังส่วนล่าง ปวดอุ้งเชิงกรานและท้องส่วนบน เกิดความดันในอุ้งเชิงกราน อาการเจ็บปวด มดลูกบีบตัวนาน 60-90 วินาที มดลูกบีบตัวทุก 5-10 นาที่ ไม่สามารถเดินหรือพูดได้เมื่อมดลูกบีบตัว สาเหตุที่ทำให้มดลูกบีบตัว มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายพร้อมสำหรับการคลอดทารก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สามารเกิดขึ้นได้ แต่อาจมีบางสาเหตุที่ทำให้มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน คือ ออกแรงมากเกินไปหรืออออกกำลังกายมากเกินไปในช่วงใกล้ครบกำหนดคลอด ร่างกายขาดน้ำ […]


ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ กับสัญญาณที่ควรรู้

การมี เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่หลายคนเกิดความกังวลได้ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ หรืออาจเป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ ดังนั้น การรู้ถึงสาเหตุของอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงขณะตั้งครรภ์ รวมถึงวิธีการป้องกัน จึงอาจช่วยให้คุณแม่ดูแลตัวเองและทารกในครรภ์ได้อย่างถูกวิธี [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] สาเหตุ เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ไตรมาสแรก สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงไตรมาสแรก โดยปกติแล้วมักจะมีอยู่ 2 สาเหตุ คือ อาการ เลือดออก ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากไข่ที่ปฏิสนธิฝังตัวในครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า เลือดล้างหน้าเด็ก อาการ เลือดออก เนื่องจากมีหลอดเลือดในบริเวณปากมดลูกมีความเปราะบางมากขึ้น โดยปกติอาการเหล่านี้มักมีเลือดออกเพียงแค่เล็กน้อย แต่ถ้าหากคุณมีเลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะหากมีเลือดออกมากเมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเป็นสัญญานเตือนของภาวะที่อันตราย ดังต่อไปนี้ เลือดออก เนื่องจากการฝังตัวของไข่ ในการตั้งครรภ์ระยะแรกคุณอาจมีเลือดออกในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์เล็กน้อยแต่ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังพัฒนาหลังจากการฝังตัวในผนังมดลูก เลือดออก จากการแท้งบุตร การแท้งบุตรเกิดขึ้นเพราะอาจมีบางความผิดปกติเกิดขึ้นกับทารก นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น เช่น ฮอร์โมนหรือปัญหาการแข็งตัวของเลือด การแท้งบุตรส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ซึ่งอาการ เลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการของการแท้งบุตรอื่น ๆ ได้แก่ เป็นตะคริวและปวดในช่องท้องส่วนล่าง มีของเหลวออกจากช่องคลอด อาจมีเนื้อเยื่อบางอย่างออกจากช่องคลอด ไม่มีอาการของคนที่กำลังตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก การตั้งครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้นจากการที่ไข่ฝังตัวนอกมดลูก เช่น ฝังตัวในท่อนำไข่ […]


ระหว่างตั้งครรภ์

อาหารบำรุงมดลูก

อาหารบำรุงมดลูก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและบำรุงมดลูก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในระบบการสืบพันธุ์ รวมถึงใช้ในการเลี้ยงดูทารกระหว่างที่อยู่ในครรภ์ อาหารที่ช่วยบำรุงมดลูก ได้แก่ ไข่แดง ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นม อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น แคลเซียม วิตามินซี แมกนีเซียม ซึ่งช่วยให้ร่างกายกำจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ช่วยป้องกันมะเร็งรังไข่ และบำรุงระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น [embed-health-tool-ovulation] ทำความรู้จักกับมดลูก มดลูก เป็นอวัยวะสำคัญในร่างกายผู้หญิง มีบทบาทสำคัญในภาวะเจริญพันธุ์ ลักษณะคล้ายลูกแพร์คว่ำ มดลูกมีส่วนประกอบใหญ่ ๆ 3 ส่วน คือ ตัวมดลูก ปีกมดลูก และปากมดลูก ดังนั้น มดลูกจึงมีความเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ โดยหน้าที่หลักของมดลูก คือ การหล่อเลี้ยงไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว ใช้เลี้ยงดูทารกระหว่างที่อยู่ในครรภ์ ทั้งยังมีหน้าที่ในการช่วยคลอดทารกอีกด้วย แต่บางครั้งมดลูกอาจทำงานผิดปกติได้ โดยปัจจัยที่อาจทำให้มดลูกทำงานผิดปกติ ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือมามากกว่าปกติ เนื้องอกในมดลูก ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Adenomyosis) อาหารบำรุงมดลูก มีอะไรบ้าง หน้าที่หลักของมดลูก คือ การหล่อเลี้ยงไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว ใช้เลี้ยงดูทารกในครรภ์ ดังนั้น มดลูกจึงต้องมีความแข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารบำรุงมดลูก โดยอาหารที่ช่วยบำรุงมดลูกให้แข็งแรง ได้แก่ ไข่แดง ไข่แดง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชต่อร่างกาย ในไข่แดงมี โคลีน […]


ไตรมาสที่ 1

ออกกำลังกายสำหรับท้องไตรมาสแรก แบบไหนจึงจะเหมาะสม

ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่บางคนอาจงดออกกำลังกายไปเลย เพราะเกรงว่าจะกระทบทารกในครรภ์ แต่ในความเป็นจริง การออกกำลังกายตั้งแต่เริ่มท้องในช่วงไตรมาสแรกอาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ได้หลายประการ เช่น ช่วยลดปัญหาท้องผูก ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยไม่ให้อารมณ์แปรปรวน แต่ทั้งนี้  อาจต้องเลือกวิธีการ ออกกำลังกายสำหรับท้องไตรมาสแรก ให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์ สามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพและอายุครรภ์ได้จากคุณหมอ [embed-health-tool-due-date] การออกกำลังกายช่วงท้องไตรมาสแรก ดีอย่างไร เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรกออกกำลังกาย อาจส่งผลดีต่อสุขภาพ ดังนี้ อารมณ์ดีขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ และความวิตกกังวลเกี่ยวกับการมีลูก อาจส่งผลต่ออารมณ์ของคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย และอาจช่วยกระตุ้นการหลั่งสารที่ช่วยคลายเครียด ทำให้อารมณ์ดีขึ้น เช่น นอร์เอพิเนฟริน เซโรโทนิน เอนดอร์ฟิน นอนหลับได้ดี การออกกำลังกายจะช่วยปรับสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมน ทั้งยังส่งผลต่อนาฬิกาชีวภาพของคุณแม่ ช่วยให้สามารถนอนหลับได้เร็วขึ้นและนานขึ้น แต่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงใกล้เวลาเข้านอน หรือเกิน 3 ทุ่มไปแล้ว เพราะอาจทำให้ตื่นตัว และมีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าปกติ จนนอนไม่หลับ ลดปัญหาท้องผูก ขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่อาจประสบกับปัญหาท้องผูกได้เนื่องจากมดลูกขยายตัวจนไปเบียดลำไส้ และร่างกายหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมากขึ้นจนทำให้ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวช้าลง และขับถ่ายยาก แต่เมื่อออกกำลังกายบ่อย […]


การดูแลก่อนคลอด

น้ำหนักตัวแม่ท้อง ที่เหมาะสม และข้อควรระวัง

น้ำหนักตัวแม่ท้อง ควรหนักเท่าไหร่ดี ถึงจะเรียกว่ามีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม เพราะโดยปกติแล้ว คนท้องจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแม่เพื่อปรับให้เหมาะสมกับการตั้งครรภ์  แต่หากมีน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป อาจเสี่ยงเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ  ทั้งต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ได้ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรประเมินน้ำหนักและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อจะได้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ [embed-health-tool-due-date] น้ำหนักตัวแม่ท้อง ควรเป็นอย่างไร น้ำหนักตัวแม่ท้องที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักตัวเดิมก่อนการตั้งครรภ์ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สุขภาพของคุณแม่ และสุขภาพของทารกในครรภ์ ล้วนมีส่วนสำคัญต่อน้ำหนักตัวในช่วงตั้งครรภ์ทั้งสิ้น โดยน้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรอยู่ในขอบข่ายตามที่ Institute of Medicine and National Research Council แนะนำไว้ ดังนี้ น้ำหนักตัวแม่ตั้งท้องลูกคนเดียว  น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวขณะ ตั้งครรภ์ ที่ควรเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน (BMI ต่ำกว่า 18.5) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 13-18 กิโลกรัม น้ำหนักตัวปกติ (BMI ตั้งแต่ 18.5-24.9) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 11-16 กิโลกรัม น้ำหนักตัวมาก (BMI ตั้งแต่ 25-29.9) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 7-11 กิโลกรัม โรคอ้วน (BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 5-9 กิโลกรัม น้ำหนักตัวแม่ตั้งท้องลูกแฝด น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวขณะ ตั้งครรภ์ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน