ลูกท้องผูก พ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไรบ้าง?

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

อาการท้องผูกในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เด็กอาจถ่ายอุจจาระไม่ออก อุจจาระมีลักษณะแข็งหรือแห้ง ทำให้ถ่ายอุจจาระแต่ละทีต้องใช้เวลานาน หรือต้องพยายามเบ่งจนเหนื่อย แต่โชคดีที่อาการท้องผูกในเด็กส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราว เมื่อ ลูกท้องผูก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถรับมือได้ ด้วยวิธีเหล่านี้ที่ทาง Hello คุณหมอ นำมาฝากกัน

อาการแบบไหนที่ถือว่า ลูกท้องผูก

การขับถ่ายของเด็กแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่หากการขับถ่ายอุจจาระของลูกคุณ มีลักษณะเหล่านี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า “ลูกท้องผูก” เข้าแล้ว

  • ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • อุจจาระแข็ง แห้ง และถ่ายอุจจาระยาก
  • อุจจาระก้อนใหญ่ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการขับถ่าย
  • มีอาการเจ็บปวดขณะขับถ่าย
  • มีอาการปวดท้อง
  • อุจจาระเหลวหรือมีลักษณะคล้ายดินเหนียว
  • อุจจาระแข็งและมีเลือดปน

ทำไมเด็กถึงท้องผูก

อาการท้องผูกในเด็กอาจเกิดจากปัจจัยเหล่านี้

  • อั้นอุจจาระ เด็กๆ อาจไม่สนใจการขับถ่าย เนื่องจากพวกเขาอาจกลัวการเข้าห้องน้ำ หรือติดเล่นจนไม่อยากไปเข้าห้องน้ำ ทำให้เด็กบางคนอาจอั้นอุจจาระ จนเป็นเหตุให้เกิดอาการท้องผูก
  • อาหาร เมื่อเด็กกินอาหารที่มีไฟเบอร์อย่างผักและผลไม้ไม่เพียงพอ รวมถึงดื่มน้ำน้อย ก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องผูกในเด็กได้
  • การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น การไปท่องเที่ยว อาจส่งผลกระทบต่อเวลาในการขับถ่ายของลูก จนทำให้ลูกท้องผูกได้
  • ยาบางชนิด ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด สามารถทำให้เกิดอาการท้องผูกได้
  • การแพ้นมวัว การแพ้นมวัวหรือการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมวัวมากเกินไปอาจเป็นเหตุให้เกิดอาการท้องผูก
  • ปัญหาสุขภาพ อาการท้องผูกสามารถบ่งบอกได้ว่า เด็กๆอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร หรือมีโรคอื่นๆ แต่อาการท้องผูกเนื่องจากการเป็นโรคเป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย

วิธีบรรเทาอาการท้องผูกของลูกที่พ่อแม่ช่วยได้

1. กินอาหารไฟเบอร์สูง

คุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหารให้ลูกๆ เพื่อให้ได้รับไฟเบอร์อย่างน้อย 3-5 กรัม นอกจากนี้ ยังสามารถให้ลูกกินอาหารเช้าซีเรียลไฟเบอร์สูง ขนมปังธัญพืช และถั่วชนิดต่างๆ เนื่องจากอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์เหล่านี้ จะช่วยให้อุจจาระของเด็กๆนุ่มและพองขึ้น จึงช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย โดยเด็กๆ ควรได้รับไฟเบอร์ 14 กรัม จากการกินอาหาร 1000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน

ส่วนปริมาณไฟเบอร์ที่ควรได้รับต่อวันในแต่ละวัยนั้น สำหรับวัยเด็กควรได้รับไฟเบอร์ 20 กรัมต่อวัน วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่เพศหญิง ควรได้รับไฟเบอร์ 29 กรัมต่อวัน ส่วนวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ เพศชาย ควรได้รับไฟเบอร์ 38 กรัมต่อวัน

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกๆ กินอาหารไฟเบอร์สูง เช่น ถั่ว ธัญพืช ผักและผลไม้ แต่ควรค่อยๆ เริ่มต้นและอาจค่อยๆ เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในมื้ออาหาร เพราะเด็กๆ บางคนอาจไม่คุ้นเคยกับการกินอาหารไฟเบอร์สูง

2. ดื่มน้ำให้มาก

หากเด็กๆ กินอาหารที่ไฟเบอร์สูงแล้ว ยังขับถ่ายได้ไม่ดี ควรให้ลูกดื่มน้ำให้มาก รวมถึงจำกัดปริมาณน้ำหวานด้วย เด็กเล็กไม่ควรดื่มน้ำหวานเกิน 4 ออนซ์ (118.3 มิลลิลิตร) ต่อวัน ส่วนเด็กวัยเรียนไม่ควรดื่มน้ำหวานเกิน 6-8 ออนซ์ (177-236 มิลลิลิตร) ต่อวัน เมื่อเด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้อุจจาระของเด็กๆ นุ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการขับถ่าย

ข้อควรระวัง คือ การดื่มนมอาจทำให้เด็กๆ บางคงอาจมีอาการท้องผูก ดังนั้นจึงไม่ควรให้เด็กดื่มนมในปริมาณที่มากจนเกินไป

3. ขับถ่ายให้เป็นเวลา

คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เด็กๆ เข้าห้องน้ำเป็นอย่างแรกในตอนเช้า และควรเข้าห้องน้ำหลังจากกินอาหาร 5-10 นาทีในแต่ละมื้ออาหาร โดยควรให้ลูกๆขับถ่ายเป็นเวลาจนเป็นนิสัย

4. ให้ลูกออกกำลังกาย

คุณพ่อคุณแม่ควรชวนลูกทำกิจกรรม เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง จะพาลูกออกไปเดิน ไปวิ่ง ชวนลูกเล่นกีฬา หรือให้เขาเล่นนอกบ้านบ้างก็ได้ การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำจะช่วยทำให้อาการท้องผูกดีขึ้นได้

5. ตรวจสอบยาของลูก

ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก จึงควรปรึกษาแพทย์หากลูกท้องผูกเนื่องจากกินยารักษาโรค

6. ใช้ตัวช่วย

หากเด็กๆได้รับไฟเบอร์จากอาหารแต่ละมื้อไม่เพียงพอ คุณหมออาจให้กินอาหารเสริมไฟเบอร์ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กๆ จำเป็นต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ลิตรต่อวันเพื่อให้อาหารเสริมไฟเบอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คุณหมออาจให้เด็กๆ กินยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool Softener) เพื่อบรรเทาอาการท้องผูก โดยคุณหมอจะจ่ายยาที่เหมาะกับอายุและน้ำหนักของเด็กๆ

เมื่อไหร่ควรไปหาคุณหมอ

อาการท้องผูกในเด็ก โดยปกติไม่อันตราย แต่อย่างไรก็ตาม หากเด็กๆ มีอาการท้องผูกรุนแรงอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ ดังนั้นหากลูกท้องผูกนานกว่า 2 สัปดาห์ และมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยควรไปพบคุณหมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง 

  • เป็นไข้
  • อาเจียน
  • มีเลือดในอุจจาระ
  • ท้องบวม
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • แผลรอยแยกขอบทวารหนัก (anal fissures)
  • ภาวะลำไส้ตรงยื่นออกมาทางช่องทวารหนัก (rectal prolapse)

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: ตุลาคม 31, 2018 | Last Modified: มกราคม 2, 2020

แหล่งที่มา