เมื่อ ลูกนอนไม่หลับ คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไร?

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

เมื่อ ลูกนอนไม่หลับ เหล่าคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะเป็นกังวล เนื่องจากกลัวลูกจะพักผ่อนได้อย่างไม่เต็มที่ ซึ่งโดยปกติแล้ว สาเหตุที่ลูกนอนไม่หลับก็เพราะความวิตกกังวลนั่นเอง แต่เหล่าคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร วันนี้ทาง Hello คุณหมอ นำเรื่องนี้มาฝากกัน

เหตุผลที่ทำให้ ลูกนอนไม่หลับ

ส่วนใหญ่แล้ว เด็กที่อยู่ในช่วงวัยประถมประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ พยายามที่จะนอนให้หลับตลอดทั้งคืน แต่ด้วยความวิตกกังวลบางอย่าง อาจทำให้พวกเขานอนไม่หลับขึ้นมาได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนไม่หลับบ้าง

ลูกของคุณยังเด็กเกินไป

โดยปกติแล้วมีทารกเพียงไม่กี่คนที่นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ในช่วง 2 เดือนแรก ทารกแรกเกิดมักจะหลับๆ ตื่นๆ ประมาณ 12-18 ชั่วโมงต่อวัน และจะนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืนเมื่ออายุ 9 เดือนขึ้นไป ซึ่งการนอนหลับตลอดทั้งคืนของทารกนั้น หมายถึง 5-6 ชั่วโมงติดต่อกันนั่นเอง

เหนื่อยมากไป

เด็กวัยหัดเดิน และเด็กก่อนวัยเรียนต้องการการนอนหลับ 11-14 ชั่วโมง จากเวลาทั้งหมด 24 ชั่วโมง ซึ่งเวลาที่เด็กต้องการนั้นรวมถึงตอนกลางคืนและงีบหลับด้วย ดังนั้น กิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร และการเล่น จึงเป็นตัวกำหนดเรื่องการนอนหลับ หรือนอนไม่หลับของลูกน้อยนั่นเอง หากคุณพ่อคุณแม่ให้เขาทำกิจกรรมที่มากเกินไป ลูกของคุณอาจจะมีอาการเหนื่อยมาก จนนอนไม่หลับก็เป็นได้

ความวิตกกังวล

มันเป็นเรื่องที่เด็กๆ จะต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ เด็กบางคนอาจเกิดความวิตกกังวลจากการกลัวความมืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กวัยหัดเดิน ดังนั้น คุณอย่าพยายามให้กำลังใจเขาด้วยการพูดคุย ร้องเพลง หรือให้อาหารเสริม เพราะในช่วงอายุประมาณ 6 เดือน คือช่วงที่คุณจะต้องช่วยให้ลูกน้อยสามารถกลับไปนอนหลับได้ด้วยตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดคือ เมื่อลูกของคุณเกิดความวิตกกังวล ให้คุณพูดเบาๆ กับเขาแล้ว เอามือลูบหลังพวกเขาเพื่อเป็นการปลอบ

ไม่มีกิจวัตรก่อนนอน

การทำกิจวัตรเดิมๆ ซ้ำก่อนนอน จะช่วยทำให้ลูกของคุณรู้ว่าถึงเวลานอนของเขาแล้ว การสร้างกิจวัตรก่อนนอนก็เพื่อให้พวกเขารู้ว่าได้เวลาพักผ่อนแล้ว และรู้สึกผ่อนคลาย แต่หากเมื่อใดที่ไม่มีกิจวัตรก่อนเข้านอน ลูกๆ ของคุณก็จะไม่รู้ว่าถึงเวลาเข้านอนเมื่อไหร่ จนอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นได้ กิจวัตรก่อนเข้านอนควรเหมือนกันทุกคืน และควรสิ้นสุดลงในห้องนอนของลูก ช่วงที่ควรเริ่มทำกิจวัตรก่อนนอนมากที่สุดก็คือภายในช่วง 4 เดือน นั่นเอง

ช่วงเวลาของการงีบหลับไม่เพียงพอ

การนอนงีบระหว่างวันของเด็กเล็กที่ไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดปัญหาในการนอนหลับตอนกลางคืน ทารกส่วนใหญ่มักจะต้องการนอนงีบ 2-3 ครั้งต่อวัน ส่วนเด็กในช่วงวัยหัดเดิน ต้องการงีบอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน เด็กส่วนใหญ่มักจะนอนงีบหลังมื้ออาหารกลางวันจนถึงอายุ 5 ปี ดังนั้น ควรให้พวกเขานอนงีบได้อย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันการนอนไม่หลับในช่วงกลางคืนจะเป็นการดีที่สุด

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แม้มันจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่เด็กบางคนมักจะไม่สามารถนอนหลับได้ เนื่องจากเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เนื่องจากมีการอุดตันของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นมักจะกรนเสียงดัง เพราะหายใจลำบากและนอนไม่หลับ ซึ่งมันมักจะส่งผลกระทบต่อเด็กประมาณ 1 ใน 100 และพบมากที่สุดในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ 3-7 ปี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้น สาเหตุที่พบได้บ่อยเกิดขึ้นจากต่อมทอนซิล และโรคเนื้องอกในจมูกมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งวิธีการรักษาก็คือให้เด็กสวมหน้ากาก CPAP ในช่วงเวลากลางคืน หรืออาจจะทำการผ่าตัดก็ได้

การกรน

เด็กที่นอนกรนจะพบได้ประมาณ 1 ใน 100 ซึ่งการนอนกรนนั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล เป็นต้น แต่หากพวกเขาได้รับการรักษาจากกุมารแพทย์ ปัญหาการนอนกรนหรือปัญหายใจอาจได้รับการรักษา

ฝันร้าย

บางครั้งเด็กๆ อาจจะนอนฝันร้าย ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องปกติ และฝันร้ายก็ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด เมื่อลูกฝันร้ายสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือการปลอบประโลมพวกเขาหลังจากฝันร้าย และตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ แต่ถ้าหากพวกเขายังไม่หยุดฝันร้าย การไปพูดคุยกับกุมารแพทย์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ

เดินขณะหลับหรือเดินละเมอ

เด็กบางคนอาจจะมีอาการนอนละเมอ ซึ่งนั่นหมายถึงพวกเขายังไม่ตื่น แต่อาจจะมีการเดิน พูดคุย นั่งบนเตียง หรือทำสิ่งอื่นๆ ในขณะที่ดวงตาของเขานั้นยังปิดอยู่ และพวกเขาก็ไม่รู้สึกตัวอีกด้วย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือ อย่าปลุกให้พวกเขาตื่นจากการละเมอ เพราะมันอาจทำให้พวกเขารู้สึกกลัวได้ แต่ควรจะพยายามค่อยๆ นำตัวพวกเขากลับไปนอน และควรดูแลรักษาบริเวณที่เขาชอบเดินละเมอให้ปลอดภัย ไม่มีสิ่งของระเกะระกะ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดอันตรายระหว่างเดินละเมอ

ภูมิแพ้ หอบหืด และอื่นๆ

ปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น อาการคัดจมูก อาการภูมิแพ้ อาการหวัด และโรคหอบหืด ส่งผลทำให้เด็กๆ หายใจลำบาก จนอาจทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับขึ้นได้ นอกจากนั้น อาหารปวดหู และอาการปวดฟัน ก็สามารถทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับในเด็กได้เช่นกัน ดังนั้น การปรึกษากุมารแพทย์ จึงเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

วิธีทำให้ลูกนอนหลับมีอะไรบ้าง

หลังจากรู้สาเหตุต่างๆ ของการที่ทำให้ลูกนอนไม่หลับแล้ว คราวนี้ก็ถึงวิธีที่จะทำให้พวกเขาหลับได้อย่างสนิทกันบางดีกว่า ซึ่งวิธีต่างๆ มีดังนี้

พาลูกออกไปทำกิจกรรมข้างนอก

การให้ลูกๆ ของคุณออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้าน อย่างเช่น วิ่งเล่น หรือออกกำลังกาย ถือเป็นเรื่องที่ดี นั่นก็เพราะพวกเขาจะได้ใช้พลังงาน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้านอนด้วย การที่ร่างกายได้รับอุณหภูมิเพิ่มจากการทำกิจกรรมข้างนอก และอุณหภูมิลดลงเมื่อหยุดทำกิจกรรม อาจช่วยทำให้เด็กๆ หลับได้งานขึ้น ระยะเวลาสำหรับการออกกำลังกาย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมกับเด็กๆ คือ 60 นาที

ตั้งเวลาเข้านอนและตื่นนอน

สำหรับ เด็กในวัยเรียนต้องการเวลานอน 9-11 ชั่วโมงทุกคืน แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการนอนไม่หลับมีมากมาย ดังนั้น การตั้งเวลาในการเข้านอนและตื่น เป็นการแก้ไขปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำ เพราะเด็กส่วนใหญ่นั้นจะมีรูปแบบการเข้านอนและการตื่นนอน ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก การตั้งเวลาเข้านอนจะทำให้พวกเขารู้ว่าถึงเวลาเข้านอนแล้ว และการตั้งเวลาตื่นนอน ก็จะทำให้พวกเขารู้สึกสดชื่น หลังจากตื่นนอนอีกด้วย

อย่าพูดคุยมากเกินไป

การนั่งอยู่บนเตียงของเด็กๆ หรือกอดเข้าไว้ข้างๆ ตัว แล้วพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจของคุณควรจะต้องมีขีดจำกัด บอกลูกล่วงหน้าว่าคุณต้องการใช้เวลาพิเศษกับพวกเขาเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น นอกจากนั้นการพูดมากคุยเกินไปก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง พยายามเป็นผู้ฟัง เพื่อให้เด็กๆ ได้พูดถึงความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นกับเขา เพื่อช่วยหาวิธีการแก้ปัญหา ทุกครั้งที่คุณได้รับโอกาสจากพวกเขา ลองหาคำพูดที่ดีๆ ให้กับพวกเขา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการฟัง การทำเช่นนี้คุณจะกลายเป็นฮีโร่ของพวกเขาเลยก็ว่าได้

สร้างกิจวัตรก่อนนอน

กิจวัตรก่อนนอนถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับทารก เด็กวัยหัดเดิน และเด็กก่อนวัยเรียน การทำกิจวัตรก่อนนอนเป็นประจำ เช่น อาบน้ำ หรือเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ลูกคุณรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ควรทำต่อจากนั้นก็คือ การปลอบโยนพวกเขา และทำให้พวกเขาผ่อนคลาย เพื่อให้บรรยากาศในการนอนสมบูรณ์แบบที่สุด จากนั้นไม่นานร่างกายของเด็กๆ ก็จะเริ่มง่วงโดยอัตโนมัติ เมื่อเริ่มต้นทำกิจวัตรก่อนนอนเป็นประจำ

ปิดทีวีอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

หน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอโทรศัพท์ หรือจอคอมพิวเตอร์ สามารถรบกวนการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินได้ ซึ่งเมลาโทนินนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการนอนหลับที่สำคัญ เมื่อระดับเมลาโทนินอยู่ในระดับสูงสุด คนส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกง่วงนอนและพร้อมเข้านอน แต่การเปิดทีวี หรือเล่นโทรศัพท์เพียงครึ่งชั่วโมงก่อนนอน ก็สามารถรบกวนการหลั่งเมลาโทนินได้ ดังนั้น การทำให้ห้องนอนเป็นเขตปลอดหน้าจอ หรือต้องแน่ใจว่าหน้าจอทั้งหมดมืดสนิทในเวลานอน ถือเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบ แต่ทางที่ดีการเอาสิ่งเหล่านี้ออกจากห้องนอนตอนกลางคืนจะเป็นการดีที่สุด

สอนลูกให้เลิกกังวล

ลองสอนลูกของคุณให้พูดถึงความวิตกกังวลของพวกเขาไปยังวัตถุที่ไม่มีชีวิต เช่น สัตว์ หรือตุ๊กตา เป็นต้น ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลูกๆ จะระบายความวิตกกังวลของพวกเขาได้ หากพวกเขาไม่อยากบอกกับคุณ ซึ่งหากพวกเขาไม่มีความวิตกกังวลก็จะทำให้หลับสนิทได้

เล่านิทานก่อนนอน

การเล่านิทานก่อนนอน สามารถดึงความสนใจของเด็กๆ ให้เข้าไปสู่โลกจิตนาการที่เป็นความคิดบวก นอกจากนั้นยังช่วยให้พวกเขาลืมความกังวลต่างๆ ได้อีกด้วย การอ่านออกเสียงให้เด็กๆ ฟังก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของพวกเขา และช่วงเวลาก่อนนอนถือเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟังอีกด้วย

หากคุณทำทุกวิธีแล้วลูกของคุณยังมีอาการนอนไม่หลับ สิ่งสุดท้ายที่ควรทำก็คือ การเข้าไปปรึกษากับกุมารแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นการดีที่สุด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

กังวลเรื่องโรคระบาดจนจิตตก แล้วจะ ดูแลสุขภาพจิต อย่างไรดี

การแยกตัวในช่วงวิกฤตโรคระบาด เช่น ในตอนนี้ที่ โควิด-19 ระบาด อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของบางคนได้ ดังนั้นการ ดูแลสุขภาพจิต จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
Coronavirus, COVID-19 เมษายน 15, 2020 . 3 mins read

โรคฝันร้าย ไม่ใช่เรื่องเล่น เพราะมันอาจส่งผลต่อสุขภาพ

ฝันร้าย สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ตื่นในตอนกลางคืน และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพการฝันร้ายบ่อยอาจมีการพัฒนาเป็น โรคฝันร้าย ได้เช่นกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

รู้หรือไม่ ท่านอนตะแคง มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่คิด

หลายคนชอบบอกว่า ท่านอนหงายคือท่านอนที่ดีที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ท่านอนตะแคง อาจจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย มากกว่าที่หลายๆ คนคิด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

วิตกกังวล มากไป ไม่ใช่แค่ทำให้เครียด แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพอีกด้วย

ความวิตกกังวลนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากความวิตกกังวลมากไป อาการวิตกกังวล ส่งผลต่อร่างกาย ได้ เช่น ทำให้เกิดความมึนงงและคลื่นไส้ ปัญหาระบบย่อยอาหาร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

บทความแนะนำ

อาหารบรรเทาความเครียด-ช่วยให้หายเครียด

อาหารบรรเทาความเครียด ที่กินแล้วช่วยให้หายเครียดได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 1, 2020 . 4 mins read
ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน-อันตรายต่อเด็ก

ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน เป็นอันตรายกับเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 11, 2020 . 2 mins read
สวมหน้ากากพลาสติก-เด็กแรกเกิด-เสียชีวิต

อันตราย! สวมหน้ากากพลาสติก ให้เด็กแรกเกิด เสี่ยงเสียชีวิต

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ เมษายน 28, 2020 . 2 mins read
เทคนิคการผ่อนคลาย-ความเครียด-โควิด

เครียดเรื่องโรคโควิด-19 จนไม่เป็นอันทำอะไร ลองใช้ เทคนิคการผ่อนคลาย เหล่านี้สิ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ เมษายน 15, 2020 . 3 mins read