อาการป่วยของเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรเพิกเฉย

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date กุมภาพันธ์ 26, 2020
Share now

โดยปกติแล้วเมื่อเด็กมีอาการป่วย เหล่าคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะเป็นกังวลอยู่แล้ว แต่มี อาการป่วยของเด็ก บางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องคอยสังเกตและกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเพิกเฉย อาการเจ็บป่วยในเด็กอาจจะส่งผลถึงขั้นทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้ แต่อาการเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง วันนี้ Hello มีเรื่องนี้มาฝากกัน

อาการป่วยของเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรเพิกเฉย

โดยปกติแล้วเหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย มักจะมองหาอาการป่วยของเด็ก ที่มักจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่พวกคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าอาการป่วยแบบไหน ถึงสมควรที่จะพาลูกของคุณไปพบคุณหมอ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการเหล่านี้ของลูกๆ ให้เป็นอย่างดี เพราะเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างมาก

ไข้ขึ้นสูงมาก

หากเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 3 เดือนมีไข้ 38 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้น ทารกอายุ 3-6 เดือน มีไข้สูงกว่า 38.33 องศาเซสเซียส และเด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี มีไข้ 39.44 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า นั่นเป็นอาการที่เหล่าคุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องพาลูกไปหากุมารแพทย์ โดยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ในทันทีหากมีไข้ขึ้นสูงถึง 38 องศาเซลเซียส

ยิ่งถ้าหากว่าไข้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อาจจะแพร่กระจายไปยังทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วไข้ที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นจะเป็นเพียงไวรัสธรรมดาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามลูกๆ ของคุณก็ควรจะต้องได้รับการตรวจเพื่อให้เกิดความแน่ใจ สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปี การเป็นไข้นั้นจะไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาแพทย์อย่างเร่งด่วน ตราบใดที่ลูกของคุณยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและทำตัวเป็นปกติอยู่

ไข้ไม่ยอมลดและเกิดขึ้นนานกว่า 5 วัน

หากลูกๆ ของคุณมีไข้และได้รับการรักษาด้วยยา อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แล้วแต่ไข้ไม่ยอมลดลงเลยภายใน 4-6 ชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปพบกุมารแพทย์โดยทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการติดเชื้อที่รุนแรง จนร่างกายไม่สามารถต่อสู้ได้ การไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

มีอาการปวดศีรษะ

เด็กส่วนใหญ่มักจะบ่นปวดศีรษะเป็นครั้งคราวเท่านั้น และการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นมักมีหลากหลายสาเหตุ เช่น โรคภูมิแพ้ การนอนหลับไม่ดี ปัญหาการมองเห็น หรือดูทีวีนานเกิดไป ในกรณีของอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่มักรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด เช่น อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องสังเกต ก็คือ เด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ขวบบ่นว่าปวดศีรษะ นั่นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้นแล้วหากมีการตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการปวดศีรษะ ทั้งยังมีอาการอาเจียน สูญเสียความสมดุลของการมองเห็น หรือมองเห็นภาพซ้อน เหล่าคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปพบกุมารแพทย์โดยทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการอย่างรวดเร็ว แม้อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายสักเท่าไหร่ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นจะต้องสังเกตอาการที่เกิดขึ้น ว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นมันอาจจะเกิดความเสี่ยงที่จะมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น อย่างเช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ

มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ

หากลูกของคุณหายใจเสียดังฮึดๆ หรือมีอาการหายใจเร็ว หายใจลำบาก พวกเขาอาจจะต้องได้รับการประเมินอาการจากแพทย์โดยทันที เนื่องจากปัญหาระบบทางเดินหายใจคิดเป็น 1 ใน 3 ของการเข้ารับการรักษาอย่างฉุกเฉินในห้องผู้ป่วยเด็ก และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่บ่อยที่สุดอันดับที่ 5 ของเด็กอายุระหว่าง 1-14 ปี ในสหราชอาณาจักร

นอกจากนั้นปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ยังอาจเป็นสาเหตุของโรคหอบหืด หรือติดเชื้อไวรัส เช่น ปอดบวม ได้อีกด้วย การหายใจที่ลำบากอาจจะเป็นอาการของโรคหวัด เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ

สำหรับความทุกข์ของเด็กๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจก็คือ พวกเขาต้องใช้ความพยายามในการหายใจเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และหากลูกๆ ของคุณไม่ได้รับออกซิเจนที่เพียงพออาจจะเกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามมา เช่น

  • ริมฝีปากหรือเล็บกลายเป็นสีฟ้า
  • สีผิวเปลี่ยนไปเป็นสีซีด
  • รู้สึกร้อนวูบวาบที่จมูก
  • มีความผิดปกติของผิวหนังช่วงเหนือหรือใต้ซี่โครง

ปวดท้องอย่างรุนแรง

แม้เรื่องปวดท้องจะเป็นอาการธรรมดา และมักจะเกิดขึ้นจากการกินอาหารหรือท้องผูก แต่อาการปวดท้องอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นนาน 2-3 ชั่วโมง นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการไส้ติ่งอักเสบก็เป็นได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องอย่างรุนแรงที่บริเวณด้านขวาล่าง อาการไส้ติ่งอักเสบที่เกิดขึ้นกระทันหันนั้นนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และหากเกิดขึ้นในเด็กเล็กมักจะไม่สามารถรู้ได้ เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกเล่าอาการที่เกิดขึ้นให้คุณพ่อคุณแม่ฟังได้ นอกจากคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการเอาเอง ไม่ว่าจะเป็นการปวดท้องอย่างรุนแรง มีไข้ คลื่นไส้และอาเจียน

มีผื่นรูปวงกลม

หากลูกของคุณมีผื่นเป็นวงกลมคล้ายกับตาวัว ซึ่งจะประกอบด้วยจุดเล็กๆ สีแดง ที่ไม่ยอมหายไปแม้คุณพ่อคุณแม่จะพยายามกดผิวหนังมากแค่ไหนก็ตาม ผิวหนังมีรอยช้ำ หรือมีผื่นรูปวงแหวนที่มีจุดซีดๆ อยู่ตรงกลาง นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของการเกิดโรคไลม์ หรือโรคลายม์ ก็เป็นได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปเข้ารับการรักษาโดยทันที นอกจากนั้นแล้วหากคุณสังเกตเห็นจุดที่ขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง มันยังสามารถบอกถึงสัญญาณที่ร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกของคุณก็ได้เช่นกัน

บางครั้งอาการฟกช้ำที่แพร่กระจายไปตามร่างกายก็ไม่อาจสามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของเลือดก็เป็นไปได้เช่นกัน นอกจากนี้หากมีผื่นแดงเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นตามตัวของลูก นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้ แล้วถ้าลูกของคุณมีปัญหาการหายใจ หรือมีอาการง่วงซึมร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันทีจะเป็นการดีที่สุด

ร้องไห้มากเกินไป

แพทย์มักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า หากรู้สึกว่าทารกนั้นมีอาการร้องไห้มากเกินไป หรือเสียงร้องไห้ฟังดูแล้วไม่ปกติเหมือนอย่างเคย นั่นถือเป็นเรื่องที่ต้องกังวล และควรพาลูกมาพบผู้เชี่ยวาญโดยทันที ปกติแล้วถ้าค่าคงที่ของเสียงร้องไห้มีเสียงแหลมสูงกว่าปกติ นั่นอาจจะหมายถึงลูกของคุณกำลังมีไข้ นอกจากนั้นยังสามารถบ่งบอกได้ว่า ลูกของคุณกำลังติดเชื้อที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งอาจเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็เป็นได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรพาลูกไปเข้ารับการรักษาโดยทันที

เกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง

Allergy UK ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้คนที่ประสบปัญหาภูมิแพ้ ได้แสดงตัวเลขของอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กให้เห็นว่ามีเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีเด็กเกือบครึ่งหนึ่งที่อยู่ในช่วงอายุ 18 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับภูมิแพ้ ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับภูมิแพ้หรือการแพ้อาหารนั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยสิ่งที่สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็กได้นั้น เกิดขึ้นจาก ถั่วลิสง ถั่วเหลือง อาหารทะเล นม และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น โดนผึ้งต่อย หรือแพ้ยาบางชนิด

นอกจากอาการแพ้ที่เกิดขึ้นให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นแล้ว ยังอาจมีสัญญาณอื่นๆ เป็นตัวช่วยเตือนว่าปฏิกิริยาภูมิแพ้นั้นกำลังจะคุกคามชีวิตลูกๆ ของคุณ ซึ่งสัญญาณที่เกิดขึ้น ได้แก่

  • หายใจเสียงดังฮืดๆ
  • หายใจลำบาก
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • ริมฝีปาก ลำคอ หรือลิ้น มีอาการบวม

ไฝที่ผิดปกติ

หากลูกของคุณอยู่ๆ ก็มีไฝเกิดขึ้นมาใหม่ หรือไฝที่มีอยู่แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นมีความเสี่ยงสูงว่าไฝที่อยู่บนตัวของลูกของคุณนั้นอาจกลายเป็นมะเร็งร้ายก็เป็นได้ ซึ่งแพทย์ได้เตือนว่าให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตไฝให้ดีๆ หากไฝนั้นมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีขอบขรุขระ ไม่ได้เป็นสีเดียวกันทั้งหมด นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งผิวหนังก็เป็นได้

เป็นลม

อาการเป็นลมที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นอาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องระวังเอาไว้เป็นอย่างมาก หากลูกๆ เป็นลมแล้วไม่ยอมฟื้นภายในเวลา 2-3 วินาที ซ้ำยังมีปัญหาในการเต้นของชีพจรที่อ่อน ทั้งยังมีอาการชัก หรือชักเกร็ง ต้องรีบพาเด็กๆ ไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที

ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด กระหายน้ำ และมีอาการง่วงร่วมด้วย

หากลูกของคุณมีอาการปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด กระหายน้ำ และมีอาการง่วงร่วมด้วย นี่อาจจะเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานประเภท 1 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพบผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ และสามารถเข้าขั้นโคม่าอย่างรุนแรงได้

ท้องเสีย อาเจียนเรื้อรัง

สำหรับอาการท้องเสีย และอาเจียนเรื้อรังนั้นถ้าลูกของคุณมีอาการเหล่านี้เป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง นี่อาจเป็นสัญญาณของอาการติดเชื้อที่รุนแรงก็เป็นได้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ดังนั้น จึงควรพาลูกๆ ของคุณไปพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรักษาได้อย่างทันท่วงที

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

รู้หรือไม่ น้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการไอ ได้

ความจริงแล้วนอกจากการทานยา ยังมีวิธีที่ทำให้อาการไอดีขึ้นได้ ด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ทราบว่า น้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการไอ ได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

เสมหะมีเลือดปน โปรดจงตั้งสติ ร่างกายอาจกำลังบอกอะไรคุณอยู่

หากคุณมีอาการไอเรื้อรัง บางครั้งมันอาจทำให้เกิด เสมหะมีเลือดปน ออกมาด้วย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้น การสังเกตอาการตนเอง ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

7 พฤติกรรมป้องกันมะเร็ง ทำได้ง่าย ห่างไกลโรค

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งก็คือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ใส่ใจกับสุขภาพ ซึ่งการเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย 7 พฤติกรรมป้องกันมะเร็ง จะช่วยให้ห่างไกลมะเร็งได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

รู้หรือไม่ ทำไมถึงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง มากกว่าวันละ 2 ขวด

เกิดอะไรขึ้นถ้าเราดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเกินวันละ 2 ขวด มีอันตรายอะไรที่ทำให้ผู้ผลิตถึงกับต้องออกมาเตือนไม่ให้เรา ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมากเกินไป หาคำตอบได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล