อาการป่วยของเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรเพิกเฉย

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 13, 2020 . 5 mins read
Share now

โดยปกติแล้วเมื่อเด็กมีอาการป่วย เหล่าคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะเป็นกังวลอยู่แล้ว แต่มี อาการป่วยของเด็ก บางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องคอยสังเกตและกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเพิกเฉย อาการเจ็บป่วยในเด็กอาจจะส่งผลถึงขั้นทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้ แต่อาการเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง วันนี้ Hello มีเรื่องนี้มาฝากกัน

อาการป่วยของเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรเพิกเฉย

โดยปกติแล้วเหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย มักจะมองหาอาการป่วยของเด็ก ที่มักจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่พวกคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าอาการป่วยแบบไหน ถึงสมควรที่จะพาลูกของคุณไปพบคุณหมอ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการเหล่านี้ของลูกๆ ให้เป็นอย่างดี เพราะเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างมาก

ไข้ขึ้นสูงมาก

หากเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 3 เดือนมีไข้ 38 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้น ทารกอายุ 3-6 เดือน มีไข้สูงกว่า 38.33 องศาเซสเซียส และเด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี มีไข้ 39.44 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า นั่นเป็นอาการที่เหล่าคุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องพาลูกไปหากุมารแพทย์ โดยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ในทันทีหากมีไข้ขึ้นสูงถึง 38 องศาเซลเซียส

ยิ่งถ้าหากว่าไข้ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อาจจะแพร่กระจายไปยังทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วไข้ที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นจะเป็นเพียงไวรัสธรรมดาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามลูกๆ ของคุณก็ควรจะต้องได้รับการตรวจเพื่อให้เกิดความแน่ใจ สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปี การเป็นไข้นั้นจะไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาแพทย์อย่างเร่งด่วน ตราบใดที่ลูกของคุณยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและทำตัวเป็นปกติอยู่

ไข้ไม่ยอมลดและเกิดขึ้นนานกว่า 5 วัน

หากลูกๆ ของคุณมีไข้และได้รับการรักษาด้วยยา อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แล้วแต่ไข้ไม่ยอมลดลงเลยภายใน 4-6 ชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปพบกุมารแพทย์โดยทันที เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการติดเชื้อที่รุนแรง จนร่างกายไม่สามารถต่อสู้ได้ การไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

มีอาการปวดศีรษะ

เด็กส่วนใหญ่มักจะบ่นปวดศีรษะเป็นครั้งคราวเท่านั้น และการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นมักมีหลากหลายสาเหตุ เช่น โรคภูมิแพ้ การนอนหลับไม่ดี ปัญหาการมองเห็น หรือดูทีวีนานเกิดไป ในกรณีของอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่มักรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด เช่น อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องสังเกต ก็คือ เด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ขวบบ่นว่าปวดศีรษะ นั่นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้นแล้วหากมีการตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการปวดศีรษะ ทั้งยังมีอาการอาเจียน สูญเสียความสมดุลของการมองเห็น หรือมองเห็นภาพซ้อน เหล่าคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปพบกุมารแพทย์โดยทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการอย่างรวดเร็ว แม้อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายสักเท่าไหร่ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นจะต้องสังเกตอาการที่เกิดขึ้น ว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นมันอาจจะเกิดความเสี่ยงที่จะมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น อย่างเช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ

มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ

หากลูกของคุณหายใจเสียดังฮึดๆ หรือมีอาการหายใจเร็ว หายใจลำบาก พวกเขาอาจจะต้องได้รับการประเมินอาการจากแพทย์โดยทันที เนื่องจากปัญหาระบบทางเดินหายใจคิดเป็น 1 ใน 3 ของการเข้ารับการรักษาอย่างฉุกเฉินในห้องผู้ป่วยเด็ก และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่บ่อยที่สุดอันดับที่ 5 ของเด็กอายุระหว่าง 1-14 ปี ในสหราชอาณาจักร

นอกจากนั้นปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ยังอาจเป็นสาเหตุของโรคหอบหืด หรือติดเชื้อไวรัส เช่น ปอดบวม ได้อีกด้วย การหายใจที่ลำบากอาจจะเป็นอาการของโรคหวัด เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ

สำหรับความทุกข์ของเด็กๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจก็คือ พวกเขาต้องใช้ความพยายามในการหายใจเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และหากลูกๆ ของคุณไม่ได้รับออกซิเจนที่เพียงพออาจจะเกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามมา เช่น

  • ริมฝีปากหรือเล็บกลายเป็นสีฟ้า
  • สีผิวเปลี่ยนไปเป็นสีซีด
  • รู้สึกร้อนวูบวาบที่จมูก
  • มีความผิดปกติของผิวหนังช่วงเหนือหรือใต้ซี่โครง

ปวดท้องอย่างรุนแรง

แม้เรื่องปวดท้องจะเป็นอาการธรรมดา และมักจะเกิดขึ้นจากการกินอาหารหรือท้องผูก แต่อาการปวดท้องอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นนาน 2-3 ชั่วโมง นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการไส้ติ่งอักเสบก็เป็นได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องอย่างรุนแรงที่บริเวณด้านขวาล่าง อาการไส้ติ่งอักเสบที่เกิดขึ้นกระทันหันนั้นนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และหากเกิดขึ้นในเด็กเล็กมักจะไม่สามารถรู้ได้ เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกเล่าอาการที่เกิดขึ้นให้คุณพ่อคุณแม่ฟังได้ นอกจากคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการเอาเอง ไม่ว่าจะเป็นการปวดท้องอย่างรุนแรง มีไข้ คลื่นไส้และอาเจียน

มีผื่นรูปวงกลม

หากลูกของคุณมีผื่นเป็นวงกลมคล้ายกับตาวัว ซึ่งจะประกอบด้วยจุดเล็กๆ สีแดง ที่ไม่ยอมหายไปแม้คุณพ่อคุณแม่จะพยายามกดผิวหนังมากแค่ไหนก็ตาม ผิวหนังมีรอยช้ำ หรือมีผื่นรูปวงแหวนที่มีจุดซีดๆ อยู่ตรงกลาง นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของการเกิดโรคไลม์ หรือโรคลายม์ ก็เป็นได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปเข้ารับการรักษาโดยทันที นอกจากนั้นแล้วหากคุณสังเกตเห็นจุดที่ขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง มันยังสามารถบอกถึงสัญญาณที่ร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกของคุณก็ได้เช่นกัน

บางครั้งอาการฟกช้ำที่แพร่กระจายไปตามร่างกายก็ไม่อาจสามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของเลือดก็เป็นไปได้เช่นกัน นอกจากนี้หากมีผื่นแดงเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นตามตัวของลูก นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้ แล้วถ้าลูกของคุณมีปัญหาการหายใจ หรือมีอาการง่วงซึมร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันทีจะเป็นการดีที่สุด

ร้องไห้มากเกินไป

แพทย์มักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า หากรู้สึกว่าทารกนั้นมีอาการร้องไห้มากเกินไป หรือเสียงร้องไห้ฟังดูแล้วไม่ปกติเหมือนอย่างเคย นั่นถือเป็นเรื่องที่ต้องกังวล และควรพาลูกมาพบผู้เชี่ยวาญโดยทันที ปกติแล้วถ้าค่าคงที่ของเสียงร้องไห้มีเสียงแหลมสูงกว่าปกติ นั่นอาจจะหมายถึงลูกของคุณกำลังมีไข้ นอกจากนั้นยังสามารถบ่งบอกได้ว่า ลูกของคุณกำลังติดเชื้อที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งอาจเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็เป็นได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรพาลูกไปเข้ารับการรักษาโดยทันที

เกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง

Allergy UK ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้คนที่ประสบปัญหาภูมิแพ้ ได้แสดงตัวเลขของอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กให้เห็นว่ามีเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีเด็กเกือบครึ่งหนึ่งที่อยู่ในช่วงอายุ 18 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับภูมิแพ้ ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับภูมิแพ้หรือการแพ้อาหารนั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยสิ่งที่สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็กได้นั้น เกิดขึ้นจาก ถั่วลิสง ถั่วเหลือง อาหารทะเล นม และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น โดนผึ้งต่อย หรือแพ้ยาบางชนิด

นอกจากอาการแพ้ที่เกิดขึ้นให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นแล้ว ยังอาจมีสัญญาณอื่นๆ เป็นตัวช่วยเตือนว่าปฏิกิริยาภูมิแพ้นั้นกำลังจะคุกคามชีวิตลูกๆ ของคุณ ซึ่งสัญญาณที่เกิดขึ้น ได้แก่

  • หายใจเสียงดังฮืดๆ
  • หายใจลำบาก
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • ริมฝีปาก ลำคอ หรือลิ้น มีอาการบวม

ไฝที่ผิดปกติ

หากลูกของคุณอยู่ๆ ก็มีไฝเกิดขึ้นมาใหม่ หรือไฝที่มีอยู่แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นมีความเสี่ยงสูงว่าไฝที่อยู่บนตัวของลูกของคุณนั้นอาจกลายเป็นมะเร็งร้ายก็เป็นได้ ซึ่งแพทย์ได้เตือนว่าให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตไฝให้ดีๆ หากไฝนั้นมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีขอบขรุขระ ไม่ได้เป็นสีเดียวกันทั้งหมด นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งผิวหนังก็เป็นได้

เป็นลม

อาการเป็นลมที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นอาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องระวังเอาไว้เป็นอย่างมาก หากลูกๆ เป็นลมแล้วไม่ยอมฟื้นภายในเวลา 2-3 วินาที ซ้ำยังมีปัญหาในการเต้นของชีพจรที่อ่อน ทั้งยังมีอาการชัก หรือชักเกร็ง ต้องรีบพาเด็กๆ ไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที

ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด กระหายน้ำ และมีอาการง่วงร่วมด้วย

หากลูกของคุณมีอาการปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด กระหายน้ำ และมีอาการง่วงร่วมด้วย นี่อาจจะเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานประเภท 1 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพบผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ และสามารถเข้าขั้นโคม่าอย่างรุนแรงได้

ท้องเสีย อาเจียนเรื้อรัง

สำหรับอาการท้องเสีย และอาเจียนเรื้อรังนั้นถ้าลูกของคุณมีอาการเหล่านี้เป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง นี่อาจเป็นสัญญาณของอาการติดเชื้อที่รุนแรงก็เป็นได้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ดังนั้น จึงควรพาลูกๆ ของคุณไปพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรักษาได้อย่างทันท่วงที

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยขิง กับสิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้

บางครั้งคุณอาจจะ เริ่มต้นวันใหม่ด้วยขิง เพื่อสร้างรสชาติที่แปลกใหม่ให้กับคุณในตอนเช้า นอกจากนั้นการสร้างรสชาติที่แปลกใหม่แล้ว ยังมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
โภชนาการ, สุขภาพชีวิตที่ดี มิถุนายน 29, 2020 . 3 mins read

ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia)

ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ เกิดขึ้นเมื่อปริมาณโซเดียมในร่างกายของคุณลดต่ำลงกว่าปกติ ซึ่งโซเดียมนั้น คือ แร่ธาตุอิเล็กโทรไลต์ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ มิถุนายน 26, 2020 . 3 mins read

กินคีโตแล้วปวดหัว เกิดจากอะไร แก้ไขได้ยังไงบ้าง

การกินคีโต ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่คนลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก แต่บางคนกลับเจอปัญหา กินคีโตแล้วปวดหัว ว่าแต่มันเกิดจากอะไร แก้ไขได้ไหม ไปดูกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

ชาสำหรับคนเป็นเบาหวาน กินแล้วดีอย่างไร แล้วชาชนิดไหนถึงจะเหมาะ

เมื่อคุณเป็นเบาหวาน ก็ต้องเลือกกินอาหารให้ดี และนี่คือ ชาสำหรับคนเป็นเบาหวาน ที่นอกจากจะสดชื่นแล้ว ยังอาจช่วยให้คุณควบคุมอาการของโรคเบาหวานได้ดีขึ้นด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

บทความแนะนำ

5-โรคแฝง-ที่มาพร้อมกับ-สัญญาณอาการเหนื่อยล้า

5 โรคแฝง ที่มาพร้อมกับ สัญญาณอาการเหนื่อยล้า

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 9, 2020 . 3 mins read
วิตามินดีป้องกันมะเร็ง-ได้จริงเหรอ

วิตามินดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ได้จริงเหรอ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 8, 2020 . 2 mins read
น้ำประปากับน้ำขวด-ข้อดี-ข้อเสีย

น้ำประปากับน้ำขวด แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 30, 2020 . 5 mins read
นอนแก้ผ้า-ข้อดี-ประโยชน์ต่อสุขภาพ

นอนแก้ผ้า ใครว่าน่าอาย ไม่เพียงแต่หลับสบาย ยังให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 30, 2020 . 3 mins read