วิธี อาบน้ำทารก และดูแลทารกแรกเกิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

การอาบน้ำทารก รวมทั้งการดูแลผิว เล็บ เส้นผม เหงือก รวมถึงใบหู ให้กับทารกแรกเกิด อาจเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ยังกล้าๆ กลัวๆ และไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก เนื่องจากทารกวัยแรกเกิดจนถึงวัยเด็กอ่อน ยังมีความบอบบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่หากคุณพ่อคุณแม่รู้เคล็ดลับหรือวิธีดูแลความสะอาดที่ถูกต้อง ก็มั่นใจได้เลยว่า คุณจะสามารถ อาบน้ำทารก และดูแลความสะอาดอวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าให้ลูกน้อยได้อย่างถูกต้องปลอดภัยแน่นอน

วิธี อาบน้ำทารก

โดยปกติจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์สายสะดือของทารกแรกเกิดจึงจะหลุดออก และในระหว่างนั้น คุณไม่ควรอาบน้ำให้ทารก แต่ควรใช้ฟองน้ำนุ่มๆ ชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเนื้อตัวให้ลูกน้อยแทน ส่วนเด็กผู้ชายที่ทำการขลิบ ก็ยังไม่ควรอาบน้ำจนกว่าแผลที่บริเวณอวัยวะเพศจะหายดีแล้ว โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถอาบน้ำทารกอย่างปลอดภัยได้ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้

  • ถอดเสื้อผ้าและผ้าอ้อมออกจากตัวทารก แล้ววางเขาไว้บนผ้าเช็ดตัวแห้งสะอาด หากอากาศหนาว ให้ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ป้องกันลูกน้อยหนาวเกินเพราะอาจทำให้เป็นไข้ได้
  • ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ ชุบน้ำอุ่นแล้วบิดให้หมาด แล้วเช็ดหน้าให้ทารกโดยไม่ต้องใช้สบู่
  • ผสมน้ำอุ่นกับสบู่ นำผ้าขนหนูที่ใช้เช็ดหน้าลูกเมื่อสักครู่ชุบน้ำสบู่ที่ผสมไว้ บิดให้หมาด แล้วเช็ดตัวให้ลูก โดยเช็ดทำความสะอาดส่วนที่อยู่ใต้ผ้าอ้อมเป็นที่สุดท้าย
  • ล้างตัวลูกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้าขนหนูแห้งสนิทซับตัวลูกให้แห้ง
  • วักน้ำอุ่นใส่ศีรษะลูกน้อยช้าๆ ให้น้ำเปียกทั่วศีรษะ
  • บีบยาสระผมปริมาณเล็กน้อยลงบนศีรษะของลูก จากนั้นถูวนเป็นวงกลมให้ทั่ว เสร็จแล้วค่อยๆ ล้างยาสระผมออกให้เกลี้ยง โดยต้องระวังอย่าให้ยาสระผมเข้าตาเด็ก

สำหรับการอาบน้ำทารก นอกจากต้องใส่ใจที่ขั้นตอน ทำด้วยความระมัดระวังแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้ครีมอาบน้ำ สบู่ ยาสระผม รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของผู้ใหญ่กับเด็กทารก เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

การดูแลร่างกายส่วนต่างๆ ของทารก

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ นอกจากจะต้องเรียนรู้วิธีอาบน้ำทารกที่ถูกต้องแล้ว ก็ควรดูแลร่างกายส่วนอื่นๆ ของทารกให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน

  • การดูแลหู

หลังจากอาบน้ำทารกเรียบร้อยแล้ว คุณก็ต้องทำความสะอาดบริเวณหูลูกด้วย โดยใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ หรือก้านสำลีเช็ดบริเวณใบหูทั้งหน้าและหลัง แต่ห้ามแคะหรือแหย่ก้านสำลีเข้าไปในรูหูของเด็กเด็ดขาด เพราะอาจทำให้หูลูกมีปัญหาได้ เช่น แก้วหูทะลุ หูอักเสบ ปวดหู ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำก็แค่เช็ดทำความสะอาดบริเวณด้านนอกช่องหู และปล่อยให้ขี้หูที่อยู่ในรูหูลูกน้อยหลุดออกมาเอง แต่หากขี้หูไม่หลุดออกมา หรือกลัวมีปัญหาขี้หูอุดตัน ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอ เพื่อให้คุณหมอนำขี้หูออกให้

  • การดูแลเล็บ

เล็บของทารกน้อยสามารถงอกยาวขึ้นได้อย่างรวดเร็วแถมยังคมอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยดูแลเล็บลูกน้อยให้ดี หากยังตัดเล็บให้ทารกไม่ได้ ก็ควรสวมถุงมือให้ลูกตลอดเวลา เพื่อป้องกันลูกข่วนหน้าตัวเอง เมื่อถึงเวลาให้กรรไกรตัดเล็บหรือตะไบสำหรับเด็กตัดเล็บให้ลูกอย่างเบามือ เวลาที่ดีที่สุดในการดูแลเล็บลูกก็คือ ช่วงที่เจ้าตัวน้อยกำลังงีบหลับ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดไฟให้สว่างเพียงพอจะได้มองเห็นเล็บลูกได้ถนัด จากนั้นวางนิ้วลูกไว้บนอุ้งมือของคุณ แล้วค่อยๆ ตัดเล็บอย่างระมัดระวัง โดยคุณพ่อคุณแม่อาจต้องตัดเล็บให้ลูกสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เล็บเด็กยาวเกินไป

  • การดูแลเหงือก

ถึงแม้ลูกน้อยจะยังไม่มีฟัน แต่คุณก็ควรเริ่มทำความสะอาดในช่องปากและเหงือกของลูกน้อยได้แล้ว เพราะยิ่งคุณพ่อคุณแม่เริ่มต้นดูแลช่องปากให้ทารกน้อยเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เขาคุ้นชินกับการทำความสะอาดช่องปากเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเป็นการช่วยสร้างนิสัยที่ดีในการแปรงฟันให้แก่ลูกน้อยในอนาคตได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายขึ้นด้วยเวลาที่ฟันเริ่มงอกขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่อาจใช้ผ้าชื้นๆ พันปลายนิ้วและเช็ดทำความสะอาดภายในช่องปากและเหงือกให้ลูกน้อย เมื่อฟันลูกเริ่มงอกจึงค่อยให้แปรงสีฟันสำหรับเด็กแปรงฟันให้ลูกอย่างจริงจัง

  • การดูแลผิว

ถึงแม้ผิวทารกจะเนียนนุ่มอยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มักแนะนำให้ทาโลชั่นที่เหมาะสำหรับเด็กเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ผิวลูกน้อยคงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ทั้งยังป้องกันการติดเชื้อได้อีกด้วย หากปล่อยให้ผิวลูกน้อยแห้งแตกก็อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราแทรกซึมเข้าสู่ผิวที่บอบบางของเขาได้

ทารกวัยสองถึงสี่สัปดาห์ มักมีผื่นขึ้นที่ใบหน้าในบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก คาง และในเด็กบางรายก็อาจมีผื่นขึ้นตามผิวกายด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะฮอร์โมนของผู้เป็นแม่ยังคงอยู่ในระบบหมุนเวียนโลหิตของคุณ คุณจึงไม่มีทางป้องกันผื่นเหล่านี้ได้ แต่ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไป เพราะหื่นที่เกิดขึ้นนี้สามารถหายไปได้เองภายในสองถึงหกสัปดาห์โดยไม่จำเป้นต้องทาครีมหรือทายาอะไร แค่ทำความสะอาดผิวให้ลูกด้วยน้ำอุ่นในช่วงอาบน้ำตามปกติก็เพียงพอแล้ว แต่หากเวลาผ่านไปนานแล้วผื่นยังไม่หาย หรือมีอาการแย่ลง ผื่นที่เป็นอาจเกิดจากอาการแพ้ ที่เรียกว่า โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) หรือโรคผิวหนังอื่นๆ จึงควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอทันที

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: กรกฎาคม 26, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019