รับมืออย่างไรเมื่อลูกเป็น โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

โรควิตกกังวลทางสังคม หรือ โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม (Social phobia) จัดว่าเป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความกลัวอย่างรุนแรงในสภาพแวดล้อมทางสังคม ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาในการพูดคุยกับผู้คน การพบปะผู้คนใหม่ๆ หรือเวลาร่วมการชุมนุมทางสังคมอีกทั้งยังกลัวการถูกตัดสินจากผู้อื่น อาการดังกล่าวนั้นไม่ได้พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เด็กๆ เองก็มีพบว่าเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน Hello คุณหมอ นำสาระเกี่ยวกับโรควิตกกังวลทางสังคมมาฝากถึงผู้ปกครองและผู้อ่านทุกคนเพื่อที่จะได้รับทราบปัญหาและอาการดังกล่าว

โรคหวาดกลัวการเข้าสังคมเป็นอย่างไร

เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเราจะรู้สึกประหม่า กังวล หรืออายต่อหน้าคนอื่นในบางครั้ง คนส่วนใหญ่ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ เมื่อพวกเขามีความต้องการที่จะก้าวข้ามมันไป แต่สำหรับบางคนความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกขี้อายหรือประหม่าอาจรุนแรงจนไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ ความหวาดกลัวทางสังคมเป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผลอย่างรุนแรงและต่อเนื่องของวัตถุ การทำกิจกรรม หรือสถานการณ์ทางสังคม สำหรับวัยรุ่นบางคน ความกลัวจะจำกัดเพียงหนึ่งหรือสองสถานการณ์ เช่น การพูดในที่สาธารณะหรือการเริ่มการสนทนากับคนอื่น 

อาการของโรคหวาดกลัวการเข้าสังคม มีอะไรบ้าง

ลักษณะอาการทางกายภาพ ได้แก่

ลักษณะอาการทางจิต ได้แก่

  • กังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์ทางสังคม
  • มีความกังวลกับวันหรือสัปดาห์ กังวลก่อนเหตุการณ์นั้นๆจะมาถึง
  • ปลีกตัวออกจากสังคม 
  • กังวลเกี่ยวกับความอับอายในที่สาธารณะ
  • กังวลว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นว่ากำลังเครียดหรือวิตกกังวล
  • ต้องการดื่มแอลกอฮอล์เวลาที่ต้องเข้าสังคม
  • ขาดเรียน หรือลางานเพราะกังวล

เป็นเรื่องปกติที่บางครั้งจะรู้สึกกังวล แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคุณมีความหวาดกลัวทางสังคม คุณจะมีความกลัวอย่างต่อเนื่องที่จะถูกตัดสินโดยผู้อื่นหรือถูกทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะ ทำให้คุณพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคมทั้งหมด เช่น

  • การถามคำถาม
  • การสัมภาษณ์งาน
  • การไปช้อปปิ้ง
  • การใช้ห้องน้ำสาธารณะ
  • การคุยโทรศัพท์
  • การกินในที่สาธารณะ

พ่อแม่รับมืออย่างไรได้บ้าง

เมื่อลูกเกิดโรคหวาดกลัวการเข้าสังคม พ่อแม่ควรดูแลลูกดังต่อไปนี้

1.สอนให้ลูกรู้จักการเอาใจใส่

ผู้ปกครองอาจสอบถามลูกว่าเพื่อนคนอื่นๆ รู้สึกอย่างไรบ้างเวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้น และตามติดสถานการณ์ของลูกอยู่เสมอ

2.สอนให้ลูกเข้าใจในเรื่องของการมีพื้นที่ส่วนบุคคล

พ่อกับแม่อาจบอกลูกว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนจะต้องมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อความรู้สึกสบายใจ สอนให้ลูกเข้าใจว่า เราควรให้เกียรติกับพื้นที่ส่วนตัวไม่ว่าจะกับใครก็ตาม และหมั่นฝึกฝนวิธีการโต้ตอบกับผู้อื่นให้กับลูก

3.ฝึกฝนลูกในเรื่องของการเข้าหาผู้อื่น

สอนเด็กๆ ให้เข้าใจถึงวิธีที่เหมาะสมในการเริ่มบทสนทนา สอนให้รู้จักให้ความสนใจกับผู้อื่น หรือหัดให้ลูกเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆ โดยเนื้อหาทั้งหมดนี้พ่อแม่สามารถพูดคุยกับลูกได้ที่โต๊ะอาหารในระหว่างมื้อเย็น หรือในระหว่างขับรถไปส่งที่โรงเรียน

4.สอนลูกให้รู้จักกับการรอคอย

หาเวลาอยู่กับลูกอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวัน และเล่นกับลูกเพื่ออธิบายถึงความหมายของการรอ การผลัดเปลี่ยนกัน การแบ่งปัน และพูดคุยซึ่งกันและกันเพื่อสร้างความสัมพันะ์ในครอบครัวและความอบอุ่นใจ 

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน