home

โรคติดเชื้อในเด็ก

โรคติดเชื้อในเด็ก เป็นโรคที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เชื้อที่มักเป็นสาเหตุให้ลูกรักของคุณป่วย เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อปรสิต (พยาธิ) แล้วคุณพ่อคุณแม่จะช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันลูกรักของคุณจากโรคติดเชื้อได้อย่างไรบ้าง ลองไปหาคำตอบกันเลย

ความรู้ทั่วไป

โรคติดเชื้อในเด็ก

ในปัจจุบัน  มีเชื้อโรคมากมายที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเชื้อโรคนั้นก็เป็นอีกสาเหตุของโรคต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อในเด็ก ซึ่งเชื้อโรคที่ได้รับนั้นสามารถรับได้ทั้งทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทำให้เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็เจ็บป่วยได้ โดยเชื้อโรคนั้นมีอยู่ในทุกที ไม่ว่าจะเป็นในอากาศ หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่จะมีวิธีรับมือกับ โรคติดเชื้อในเด็ก ได้อย่างไรหล่ะ โรคติดเชื้อ คืออะไร โรคติดเชื้อ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของสิ่งมีชีวิต เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา โดยโรคติดเชื้อบางชนิดสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ หรือบางชนิดอาจแพร่กระจายมาจากแมลง เช่น ยุง หรือสัตว์อื่น ๆ ซึ่งเด็กสามารถรับเชื้อโรคเหล่านี้ได้จากการรับประทานอาหาร สัมผัสกับผู้อื่น หรือแม้แต่ของเล่น โรคติดเชื้อในเด็ก ที่พบได้บ่อย โรคไข้หวัดใหญ่ โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน โรคนี้มีอาการที่รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยอาการจะปรากฏออกมาให้เห็นหลังจากได้เชื้อประมาณ 1- 4 วัน ซึ่งอาการจะมีไข้สูง อาจมีการถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และอาการชัก หากมีไข้สูงเกินไป การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ – โรคไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้ หากมีอาการไม่รุนแรงมาก โดยพ่อ หรือแม่ นำผ้ามาชุบน้ำเช็ดตัว ให้ยาลดไข้สำหรับเด็ก ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน […]

หัวข้อ โรคติดเชื้อในเด็ก เพิ่มเติม

โรคติดเชื้อในเด็ก

หากลูกของคุณมีอาการ ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อย่าปล่อยปละละเลยคิดว่าเป็นเพียงอาการไข้หวัดธรรมดาทั่วไปของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาอย่างถูกวิธี วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับ “ไข้อีดำอีแดง” เป็นอีกหนึ่งโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมักเกิดขึ้นกับเด็กวัย 5-15 ปี ว่าแต่คุณพ่อคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของตนนั้นเป็นไข้อำอีแดงหรือไม่ และมีวิธีการรักษาอย่างไร ไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ ไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever) ไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever)  เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (A Streptococcus) ผู้ป่วยจะมีอาการคออักเสบ มีลักษณะเป็นผื่นแดงบนร่างกาย และมีไข้สูง โดยส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี อย่างไรก็ตามแพทย์อาจะใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อบรรเทาอาการ เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส สาเหตุของไข้อีดำอีแดง สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นไข้อีดำอีแดง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) มีระยะการฟักตัว 2-5 วัน  โดยอาศัยอยู่ในปากและระบบทางเดินหายใจ แบคทีเรียจะปล่อยสารพิษออกมาทำให้ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นตามร่างกาย  มีอาการไอ จาม เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถแพร่กระจายเชื้อโรคผ่านการสัมผัสกับละอองน้ำลาย การไอ หรือจามจากผู้ติดเชื้อ รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน รับประทานอาหารจานเดียวกัน เป็นต้น สังเกตดูอาการลูกรักอย่างใกล้ชิด หากลูกมีอาการเจ็บป่วย คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตดูอาการอย่างใกล้ชิด หากลูกเป็นไข้อีดำอีแดง จะมีอาการแสดงออกดังต่อไปนี้ ผื่นแดง จะมีผื่นแดงเริ่มขึ้นที่ใบหน้าหรือลำคอและแพร่กระจายไปยังลำตัวแขนขา เมื่อสัมผัสรอยผื่นจะมีผิวคล้ายๆกับกระดาษทราย […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

ไมโคพลาสมา เป็นเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในเด็กได้ จนบางครั้งทำให้เด็กบางคนกลายเป็นโรคปอดบวม และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นเหล่าคุณพ่อคุณแม่ ควรศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับเชื้อไมโคพลาสมาเอาไว้จะเป็นการดีที่สุด ดังนั้นทาง Hello คุณหมอ จึงได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน ไมโคพลาสมา (Mycoplasma) คืออะไร? ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการติดเชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ประมาณ 2 ล้านครั้งต่อปี โดยไมโคพลาสมานั้น เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบและการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน สามารถติดต่อสู่กันได้ด้วยการแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนผ่านของเหลวในร่างกาย รวมทั้งเสมหะที่มาจากการไอ นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายผ่านละอองในอากาศด้วยการจาม หรือพูดคุย ไมโคพลาสมาแพร่กระจายได้ง่ายที่สุดในหมู่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ค่ายทหาร ค่ายพัก โรงเรียน รวมไปถึงในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้เชื้อไมโคพลาสมายังสามารถแพร่กระจายไปทั่วชุมชนได้อีกด้วย การติดเชื้อไมโคพลาสมามักพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน มักถูกพบบ่อยมากที่สุดว่าเป็นสาเหตุของโรคปอดบวม แต่การติดเชื้อเหล่านี้หาได้ยากในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กได้รับเชื้อไมโคพลาสมา โดยปกติแล้ว ความเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมามักจะไม่รุนแรงในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไป 1-4 สัปดาห์อาการอาจจะเริ่มแย่ลง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้หลายประเภท สำหรับโรคที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก ก็คือ หลอดลมอักเสบ (Tracheobronchitis) หรือที่รู้จักทั่วไปว่าเป็นโรคหวัดทรวงอก อาการของโรคนี้ได้แก่ เจ็บคอ เหนื่อยล้า ไข้ อาการแย่ลงอย่างช้าๆ ซึ่งสามารถอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ปวดศีรษะ ทางผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ามากกว่า 1 ใน 10 คน ที่ป่วยจากเชื้อไมโคพลาสมา จะเป็นโรคปอดบวม ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นมีดังนี้ อาการไอที่อาจทำให้เกิดน้ำมูก ไข้และหนาวสั่น หายใจถี่ เจ็บหน้าอก เมื่อยล้า เด็กที่อายุน้อยกว่า […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

อีสุกอีใสในเด็ก (Chicken pox) เป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุดในเด็ก โรคนี้มักหายไปได้เองหลังผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็สามารถเป็นอันตรายได้ในผู้ป่วยบางราย บทความนี้ใน Hello คุณหมอ จะให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโรคนี้และวิธีการป้องกันเด็กจากโรคนี้กันค่ะ อาการของโรคอีสุกอีใส ในช่วง 2-3 วันก่อนตุ่มอีสุกอีใสขึ้น ลูกของคุณอาจมีอาการ มีไข้ ปวดท้อง  ปวดศีรษะ ไม่อยากอาหาร และอ่อนเพลีย อีสุกอีใส จะปรากฏขึ้นหลังสัมผัสกับเชื้อประมาณ 10-21 วัน ปกติแล้วเด็กจะมีตุ่มอีสุกอีใสประมาณ 250-500 ตุ่ม โดยจะเริ่มจากมีผื่นขึ้นบนผิวหนังลักษณะเป็นผื่นราบ (macules) ก่อนจะเปลี่ยนแปลงลักษณะตามระยะเวลา โดยแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ตุ่มนูน (Papules) ในบริเวณใบหน้าและหน้าอก เมื่อเวลาผ่านไปตุ่มนูนก็จะแพร่กระจายไปยังร่างกายส่วนอื่นๆ ตุ่มพองน้ำ (Vesicle) หลังจากผ่านไปสองสามวัน จะมีตุ่มพองน้ำ ลักษณะเป็นตุ่มที่มีของเหลวอยู่ด้านในขึ้นอยู่บนตุ่มนุน จากนั้นตุ่มพองน้ำจะแตกและมีของเหลวไหลออกมา สะเก็ด (Scabs) เมื่อตุ่มพองน้ำแตก จะแห้งเป็นสะเก็ดอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน และสะเก็ดของตุ่มอีสุกอีใสจะหลุดออกไปเองหลังจากผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่แล้ว หากไม่ได้ติดเชื้อแบคทีเรียจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ อีสุกอีใสในเด็กก็ไม่ได้ก่อให้เกิดรอยแผลเป็นแต่อย่างใด หากลูกของคุณสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี อีสุกอีใสที่เกิดขึ้นมักไม่มีอาการรุนแรง ในผู้ป่วยอีสุกอีใสที่มีอาการรุนแรง อาจมีตุ่มอีสุกอีใสเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ไม้เว้นแม้กระทั่งในช่องปาก […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

เชื้อราในปาก (Thrush) หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans)  เป็นการติดเชื้อราที่พบได้มากในเด็กช่วงขวบปีแรก โดยเชื้อราสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณหัวนมของแม่ และภายในช่องปากของทารกที่นำไปสู่การติดเชื้อราในปาก ทำให้เห็นเป็นฝ้าขาวที่ลิ้น เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม แต่อาการเชื้อราในปาก จากการกิน นมแม่ จะมีการรักษาอย่างไรบ้างนั้น ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากคุณแม่ทุกคนกันค่ะ เชื้อราในปาก กับทารกที่กิน นมแม่ ส่วนใหญ่เราทุกคนต่างก็มีเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ กันทั้งสิ้น โดยอาจสามารถพบได้ในระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด ปกติแล้วร่างกายจะมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรคอยควบคุมสมดุลอยู่เสมอ แต่บางครั้งเมื่อแบคทีเรียลดลงเนื่องจากสาเหตุบางประการ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะ ก็อาจทำให้เชื้อราชนิดนี้เติบโต และมีการแพร่กระจาย จนส่งผลให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปากได้ อีกทั้งปัญหาการ ติดเชื้อราในปาก ยังอาจพบได้บ่อยในทารกที่ยังกินนมแม่ เนื่องจากเชื้อราช่องปากมักจะเติบโตได้ดีในที่อุ่น ชื้น และมีความหวาน ซึ่งก็คือสภาพภายในช่องปากของทารกขณะที่กำลังดูดนมแม่นั่นเอง เพราะเนื่องจากภูมิคุ้มกันของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่จึงทำให้ได้รับเชื้อ และเกิดเป็นเชื้อราในปากขึ้น ที่สำคัญหากทารกคลอดในขณะที่คุณแม่เป็นเชื้อราในช่องคลอดอยู่ร่วม ก็อาจสามารถก่อให้เกิดเชื้อราในปากภายใน 2-3 สัปดาห์ หลังคลอดได้อีกเช่นเดียวกัน สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณแม่ ติดเชื้อราในปาก สัญญาณทั่วไปของการ  ติดเชื้อราในปาก ขณะให้นมบุตร มีดังนี้ เจ็บหัวนม โดยเฉพาะเวลาให้นมลูก หัวนมแตกบ่อย รักษาไม่หาย แม้ว่าจะเอาลูกเข้าเต้าถูกวิธีแล้วก็ตาม หัวนมเปลี่ยนสี เช่น […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสงูสวัด (herpes virus) ประเภทหนึ่ง คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นอีสุกอีใสได้ แต่ที่พบบ่อยมาก คือ เด็ก โดยทั่วไปเด็กมักเป็นอีสุกอีใสก่อนอายุ 10 ปี ในระหว่างการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอนติบอดี ซึ่งทำหน้าที่ต้านไวรัสขึ้นมา ดังนั้น เมื่อผู้ใหญ่หรือ เด็กเป็นอีสุกอีใส หากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มักไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาล แค่พักรักษาตัวที่บ้านก็เพียงพอแล้ว วิธีดูแลเมื่อ เด็กเป็นอีสุกอีใส ลดอาการคัน เมื่อเด็กเป็นอีสุกอีใสจะมีอาการคัน แต่คุณไม่ควรปล่อยให้ลูกเกา เพราะอาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อหรือเกิดแผลเป็นหลังจากตกสะเก็ด ควรบรรเทาอาการคันให้ลูกด้วยวิธีอื่น เช่น อาบน้ำที่มีส่วนผสมของข้าวโอ๊ตบดหยาบ ประคบเย็น ใช้ยาแก้แพ้ แต่พ่อแม่ควรปรึกษา          กุมารแพทย์ก่อนให้ยาแก่ลูก ลดอุณหภูมิร่างกาย อาการไข้เป็นเพียงการตอบสนองตามปกติของร่างกายที่มีต่อการติดเชื้อ ซึ่งเป็นการกำจัดแบคทีเรียและไวรัสที่ทำให้เกิดโรค เมื่อเกิดอาการไม่สบาย ผู้ป่วยควรใช้เพียงยาที่ซื้อได้เองจากร้าน เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย และควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างระมัดระวัง ก่อนให้ยาใดๆ แก่เด็ก พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปีใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye’s syndrome) ซึ่งเป็นอาการรุนแรงที่มักพบในเด็กที่ใช้ยาแอสไพริน ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ อีสุกอีใสเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะติดเชื้อหลังจากสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ หากลูกของคุณเป็นอีสุกอีใส อย่าให้ลูกไปโรงเรียน […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

โรคมือ เท้า ปาก (Hand, foot and mouth disease: HFMD)เป็นโรคติดเชื้อไม่รุนแรง ที่เกิดจากไวรัสค็อกแซ็กกี้ (Coxsackie virus) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยในกลุ่มอายุที่หลากหลาย โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และไม่มียาเฉพาะที่ใช้รักษา โรคมือ เท้า และปากแต่พ่อแม่สามารถป้องกันลูกจากการติดเชื้อได้ และสอนให้ลูกรักษาความสะอาด โดยที่ตัวคุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดี และเริ่มต้นในการสร้างสุขนิสัยง่ายๆ เพื่อสุขภาพอนามัยกับเด็กๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้เช่น ลดการแพร่กระจาย โรคมือ เท้า ปากแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ โดยการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย และของเหลว จากผื่นผิวหนังของผู้ที่ติดเชื้อ ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า และปากอาจยังคงอยู่ในทางเดินหายใจ หรือลำไส้ของผู้ป่วย เป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลังจากอาการทั้งหมดหายไป ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ ที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายจากผู้ที่ไม่มีอาการหรือสิ่งบ่งชี้ ไปยังผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ทารกและเด็ก และยังไม่มีวัคซีนที่หาได้ ในการรักษาเฉพาะสำหรับโรคมือ เท้า ปาก การป้องกันโรค  การป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ที่ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตนให้มีสุขอนามัยที่ดี การสอนเด็กเกี่ยวกับวิธีการล้างมือ โดยใช้น้ำอุ่นและสบู่ […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

ยุงมักเป็นสาเหตุในการแพร่กระจายของโรคไข้เดงกี่ (Dengue fever) ที่คนไทยนิยมเรียกว่าไข้เลือดออก โดยปกติแล้ว ไข้เดงกี่หรือไข้เลือดออกจะไม่รุนแรง และสามารถหายได้เองในภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็อาจมีอาการรุนแรง จนกลายเป็น โรคไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue hemorrhagic fever) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ในปัจจุบัน สัญญาณของปัญหา ไข้เลือดออกในเด็ก หรือ ไข้เดงกี่ในเด็ก มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ปกครองจึงควรรับทราบถึงอาการไข้ เพื่อหาทางจัดการได้อย่างทันท่วงที สัญญาณและอาการ ในอดีต ไข้เดงกี่มักถูกเรียกว่าไข้กระดูกแตก (Breakbone fever) เนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีอาการเจ็บกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ จนทำให้รู้สึกเหมือนกระดูกกำลังจะแตก ลูกของคุณอาจพบกับสัญญาณและอาการที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ มีไข้สูง ซึ่งอาจสูงถึง 40° องศาเซลเซียส เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน ลูกของคุณอาจโวยวายจากอาการปวดศีรษะรุนแรง มีอาการเจ็บนัยน์ตาด้านหลัง ในข้อต่อ กล้ามเนื้อหรือกระดูก ลำตัวส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยผื่น โดยทั่วไป ไข้เลือดออกในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก และผู้ติดเชื้อไข้เดงกี่เป็นครั้งแรก จะมีอาการที่ไม่รุนแรง ในขณะที่ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่และผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เดงกี่ อาจมีอาการของโรคปานกลางจนถึงรุนแรง การวินิจฉัยไข้เลือดออกในเด็ก ไวรัสเดงกี่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด แต่คุณหมอที่มีประสบการณ์ส่วนมาก จะสามารถประเมินและวินิจฉัยโรคไข้เดงกี่ได้จากลักษณะภายนอกของลูกคุณ แต่กระนั้น การตรวจเลือดก็ยังเป็นวิธีที่แนะนำในการตรวจหาไวรัสเดงกี่ คุณหมออาจแนะนำให้คุณตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง เพื่อดูว่าเชื้อไวรัสสร้างความเสียหายรุนแรงต่อลูกของคุณแค่ไหน เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถสร้างความเสียหายแก่เกล็ดเลือด หากคุณสงสัยว่า ไข้เดงกี่เป็นสาเหตุของอาการที่ลูกของคุณกำลังเจ็บป่วยอยู่ โทรแจ้งหมอทันที การรักษา ไข้เลือดออกในเด็ก โดยทั่วไป ไข้เดงกี่ หรือไข้เลือดออกในเด็ก […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

ไวรัสโรตา เป็นโรคที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนไข้หลายต่อหลายคน บทความนี้ Hello คุณหมอ รวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับไวรัสโรตา มาฝากกัน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้เท่าทันไวรัสสายพันธุ์นี้ พร้อมทั้งให้คุณปกป้องลูกน้อยจากไวรัสอันตรายนี้ได้ ไวรัสโรตา คืออะไร ไวรัสโรตา (Rotavirus) เป็นเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดภาวะกระเพาะและลำไส้อักเสบ ซึ่งโดยปกติจะมีอาการเกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อภายในสองวัน อาการที่พบเห็นได้บ่อยในระยะแรก คือ อาเจียน ตามด้วยอาการถ่ายเหลวเป็นเวลาสามถึงเจ็ดวัน  นอกจากนี้เชื้อไวรัสชนิดนี้ยังทำให้เกิดอาการปวดท้องด้วย ถ้าผู้ใหญ่คนไหนที่มีสุขภาพดีแล้วดันติดเชื้อไวรัสตัวนี้เข้า ก็อาจจะไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลย ถ้าหรือมีก็จะเป็นอาการอ่อนๆ ที่แทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ถ้าเกิดขึ้นในเด็กอาจทำให้มีอาการต่างๆ นอกจากนี้ไวรัสตัวนี้ยังเป็นโรคติดต่อ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเวลาที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย ที่สงสัยว่าเป็นโรคไวรัสโรตา อาการ อาการและสัญญาณต่างๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นโรคไวรัสโรตา ท้องเสียหรือถ่ายเป็นน้ำ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง มีอาการท้องเสียรุนแรง ร่างกายขาดน้ำ มีภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล มีภาวะเลือดเป็นกรด หรือมีอาการทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมา พวกเด็กๆ โดยเฉพาะในเด็กทารกจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายยังอ่อนแออยู่ ถ้าคุณพบว่าลูกน้อยมีอาการของโรคนี้เกิดขึ้น ก็ควรพาไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ เด็กที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เนื่องจากเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด ไขกระดูกผิดปกติ หรือมีการปลูกถ่ายอวัยวะ ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ง่ายด้วย เมื่อมีการติดเชื้อนี้ในร่างกาย เชื้อไวรัสโรตาจะทำให้เกิดภาวะกระเพาะและลำไส้อักเสบอย่างรุนแรงและยาวนาน อวัยวะต่างๆ จะทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตับและไต การรักษา ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ควรใช้ยารักษาผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโรตาหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการรักษา สำหรับการติดเชื้อไวรัสโรตาโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้นยาปฎิชีวนะและยาต้านไว้รัสก็ไม่ตอบสนองต่อการใช้กับเชื้อไวรัสโรตาด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วโรคไวรัสโรตาจะหายไปเองภายในสามถึงเจ็ดวัน วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรตาสำหรับตัวคุณเองและลูกน้อยก็คือ รับการฉีดวัคซีนไวรัสโรตา การฉีดวัคซีนครั้งแรกก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อนี้ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 สัปดาห์ได้แล้ว นอกจากนี้เด็กก็ควรได้รับวัคซีนก่อนที่จะมีอายุครบ 8 เดือนด้วย ถ้าคุณหรือลูกน้อยติดเชื้อไวรัสโรตา […]

x