ฝึกวินัยลูก ตั้งแต่วัยเดินเตาะแตะ เพื่อให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

การ ฝึกวินัยลูก นับว่ามีความสำคัญมากที่ช่วยให้คุณไม่ต้องเหนื่อยในการจัดการกับลูกน้อย ในยามที่เขาเรียกร้องจะเอาอะไรตามใจตัวเอง คุณควรเริ่มฝึกให้เขามีวินัยซะตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป ซึ่งบางครั้งก็อาจดูเป็นเรื่องยาก แต่เชื่อเถอะว่าคุณสามารถทำได้ และเมื่อลูกน้อยเรียนรู้ว่า พฤติกรรมอะไรที่คุณยอมรับได้ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ที่อาจจะตามมาได้ และนี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้ลูกน้อยอยู่ในโอวาทของคุณ

หลีกเลี่ยงสถานการณ์เครียดๆ

เมื่อลูกอยู่ในวัยเริ่มหัดเดินแล้วนั้น คุณก็น่าจะรู้ดีแล้วว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่น่าจะทำให้เขามีอาการหงุดหงิด หรือโยเยขึ้นมาได้ ซึ่งปัจจัยที่พบได้บ่อยๆ ก็คือเวลาหิว ง่วงนอน หรือการไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ฉะนั้น อย่าฝืนลูกน้อยให้ทำอะไรที่เขาไม่ชอบ หรือไม่พร้อมที่จะทำ และควรให้ลูกน้อยอยู่ที่บ้าน เมื่อถึงเวลางีบหลับ กินอาหาร หรือเมื่อถึงเวลานอน นอกจากนี้ก็ควรให้ลูกน้อยมีส่วนร่วมในการทำอะไร อย่างเช่น ให้ลูกน้อยเลือกชุดที่จะใส่ออกไปเดินเล่นข้างนอก และคุณควรบอกให้เขารู้เป็นระยะๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป วิธีนี้จะช่วยให้ลูกน้อยรู้ตัวว่า ต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยให้เขาเตรียมตัวเตรียมใจ ที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่มีการอาละวาดเกิดขึ้น

คิดให้เหมือนลูกน้อย

พูดง่ายๆ ก็คือ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นแหละ เด็กในวัยหัดเดินไม่มีอะไรเหมือนผู้ใหญ่ซักนิดเดียว พวกเขายังไม่เข้าใจอะไรๆ อีกตั้งหลายเรื่อง ฉะนั้น ถ้าเราใช้ความคิดแบบลูกน้อย ก็จะช่วยให้เราเข้าใจในตัวเขาได้มากขึ้น ซึ่งนั่นจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาได้ นอกจากนี้การให้ลูกน้อยเลือกที่จะทำโน่นทำนี่ได้ ก็เป็นการเคารพสิทธิ์ และให้การรับรู้ความรู้สึกของลูกน้อยด้วย ฉะนั้น ก็ลองถามเขาดูนะว่า จะเอาหนังสือเล่มโปรดของเขาใส่รถไปด้วยมั้ย วิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยไม่รู้สึกเหมือนโดนบีบบังคับ แต่รู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ โดยมีคุณเป็นคนที่คอยให้คำแนะนำเท่านั้น

อย่าอารมณ์เสีย

ถ้าคุณส่งเสียงเอะอะโวยวาย ในยามที่ลูกน้อยทำอะไรไม่ได้ดั่งใจของคุณ รู้เอาไว้นะว่า นั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเข้าไปกันใหญ่ เนื่องจากการที่ลูกน้อยต้องอยู่กับพ่อแม่ที่อารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เขาไม่อยากได้ยินได้ฟังในสิ่งที่คุณกำลังพูด อารมณ์โกรธของคุณจะยิ่งทำให้ลูกน้อยเกิดความสนุกสนานมากขึ้น ฉะนั้น หยุดทำเสียงสูง หายใจเข้าออกลึกๆ นับหนึ่งถึงสาม แล้วก้มตัวลงไปให้อยู่ในระดับสายตาของเขา แล้วตำหนิการกระทำของเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง และสงบ

จับเข้ามุมเพื่อสงบสติอารมณ์

ถ้าการอบรมสั่งสอนหรือการตำหนิเขาอย่างมีเหตุมีผล ไม่ได้ช่วยให้ลูกน้อยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้ คุณก็ควรใช้มาตรการลงโทษด้วยการ จับเขาเข้ามุมเพื่อสงบสติอารมณ์นี่เป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลเป็นอย่างดี สำหรับเด็กที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง โดยก่อนที่คุณจะลงโทษเขาด้วยวิธีนี้ ก็ควรมองหน้าเขาแบบจริงจัง และส่งเสียงเตือนอย่างหนักแน่น (อย่างเช่น “แม่จะนับหนึ่งถึงสามนะ ถ้าลูกยังไม่หยุด แม่จะจับตัวเข้าไปสงบสติอารมณ์ตรงมุมห้องนะ หนึ่งสองสาม!!!”) ถ้าลูกน้อยยังไม่ฟัง ก็จับเขาไปที่มุมห้อง หรือในสถานที่ซึ่งคุณจัดเตรียมไว้สำหรับการลงโทษ โดยให้เขานั่งนิ่งๆ เป็นเวลาสองสามนาที จากนั้น ก็ให้เขากล่าวคำสำนึกผิด แล้วกอดเขาแน่นๆ เพื่อให้เขารับรู้ว่าคุณไม่ได้โกรธเคืองอะไร การลงโทษแบบนี้ซักสองสามสัปดาห์ก็จะช่วยให้เขามีบทเรียน และมีแนวโน้มที่จะเชื่อฟังคุณมากขึ้น

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยร้องอาละวาด

อาการร้องอาละวาด หรือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว มักจะเกิดขึ้นกับเด็กในวัดหัดเดิน เนื่องจากเขาเข้าใจในอะไรๆ ได้มากขึ้น รวมทั้งการแสดงอารมณ์ ซึ่งมักจะออกไปทางฉุนเฉียว หรือหงุดหงิดได้ง่าย วิธีจัดการที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันไม่ให้ลูกน้อยแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมา ซึ่งนี่คือเคล็ดลับดีๆ ที่อาจจะช่วยคุณได้

  • คุณต้องแน่ใจว่าลูกน้อยไม่ได้กำลังทำการใดๆ เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นคุณให้รางวัลในการทำความดีแก่ลูกน้อยซะ ซึ่งก็หมายความว่า เวลาที่เขาประพฤติตัวดี คุณก็ควรให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษ เขาจะได้ไม่ก่อเรื่องอะไร เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณอีก
  • ให้โอกาสลูกน้อยได้สามารถควบคุมอะไรเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเองบ้าง ซึ่งนั่นจะทำให้เขารู้สึกมีอิสระในการทำอะไร อารมณ์ฉุนเฉียวก็จะลดลงไปโดยปริยาย อย่างเช่น ให้เขาเลือกกินแอ๊ปเปิ้ลหรือกล้วยในช่วงเวลาอาหารกลางวัน
  • พิจารณาข้อเรียกร้องอย่างระมัดระวัง เวลาที่ลูกน้อยต้องการอะไร ถ้าเป็นอะไรที่ดูไม่มากจนเกินไป ก็ควรหยวนๆ ให้เขาซะ
  • คุณควรรู้ขีดจำกัดของลูกน้อย ถ้าเขารู้สึกเหนื่อยนี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะพาเข้าไปซูเปอร์มาร์เก็ต

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน