คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

เช็กปัญหาสายตาที่ควรเร่งแก้ไข ด้วย การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา (PERRLA)

เช็กปัญหาสายตาที่ควรเร่งแก้ไข ด้วย การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา (PERRLA)

แน่นอนว่า เมื่อสุขภาพตามีปัญหา คุณมักจะคาดเดาไม่ได้ หรือระบุไม่ได้เลยว่า ตนเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาสุขภาพตาแบบใด การเข้ารับการตรวจด้วยเทคนิคบางอย่างโดยจักษุแพทย์ที่มีชื่อเรียกว่า การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก แต่การตรวจดังกล่าวจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้างนั้น ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ ที่นำมาฝากทุกคนกันค่ะ

การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา คืออะไร

การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา (PERRLA) คือ ขั้นตอนการตรวจพื้นฐาน เพื่อวัดระดับการทำงานของรูม่านตา และสัญญาณเตือนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านสายตา หรือโรคในตา โดยเป็นการตรวจตามคำย่อภาษาอังกฤษ PERRLA ดังนี้

  • Pupils (P) เป็นการตรวจจุดกึ่งกลางในดวงตา หรือม่านตา (Iris) ที่สามารถควบคุมการหดตัว หรือขยายตัว เมื่อเผชิญกับแสงรอบตัวที่ได้รับ
  • Equal (E) แพทย์จะตรวจขนาดรูม่านตา โดยปกติแล้ว รูม่านตาของคุณควรจะมีขนาดเท่ากัน หากแพทย์พบว่ารูม่านตาข้างใดข้างหนึ่งมีขนาดต่างออกไป ก็อาจจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยเทคนิคอื่นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด
  • Round (R) ปกติรูม่านตาของคุณมักมีลักษณะเป็นวงกลม แพทย์จึงต้องตรวจสอบเส้นขอบ และรูปร่างของรูม่านตาของคุณอย่างละเอียด
  • Reactive (R) เป็นการทดสอบปฏิกิริยา และความเคลื่อนไหวของรูม่านตาว่ามีการตอบสนองต่อแสงมากน้อยเพียงใด
  • Light (L) ในการตรวจนี้ แพทย์มักจะส่องแสงไฟเข้าที่รูม่านตา เพื่อดูว่า รูม่านตาตอบสนองได้ดีแค่ไหน เช่น หากส่องไฟเข้าไปแล้วรูม่านตาไม่มีการหดตัวลง ก็อาจคาดเดาได้ว่าขณะนั้นคุณกำลังเสี่ยงกับปัญหาด้านสายตาบางอย่างอยู่
  • Accommodation (A) คือการเช็กความสามารถการมองเห็นของคุณในระยะใกล้-ไกล หากทดสอบแล้วรูม่านตาไม่มีการหดตัวเวลามองสิ่งที่อยู่ใกล้ หรือไม่มีการขยายออกขณะมองวัตถุที่อยู่ในระยะไกล ก็อาจสรุปได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาทางด้านสายตาที่ผิดปกติอยู่นั่นเอง

ขั้นตอนการตรวจ รูม่านตา จากทางการแพทย์

ในการตรวจนั้น แพทย์อาจต้องให้คุณเข้าไปในห้องตรวจเฉพาะในสภาวะแสงไฟสลัว หรือแสงน้อย แล้วจึงเริ่มขั้นตอนการตรวจ 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ขั้นตอนแรก แพทย์จะตรวจดูรูม่านตา เพื่อเช็กขนาด และรูปทรงของรูม่านตาว่าต่างไปจากปกติหรือไม่
  2. จากนั้นแพทย์จะแกว่งไฟฉายไปมา โดยให้คุณมองตรงไปด้านหน้า เพื่อเช็กรูม่านตาว่ามีการตอบสนองต่อแสงที่เห็นมากน้อยเพียงใด
  3. ส่วนในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์จะนำวัตถุบางอย่าง เช่น ปากกา มาร่วมทดสอบ โดยนำวัตถุเข้าไปใกล้ในระยะสายตา และนำออกมาให้ไกลสายตา หรือเลื่อนปากกาไปทางซ้ายขวา เพื่อดูการโฟกัสของรูม่านคุณกับวัตถุว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร

ผลการตรวจ บอกอะไรเราบ้าง

หากแพทย์ระบุผลลัพธ์ว่า รูม่านของคุณมีการทำงานผิดปกติ ก็อาจเป็นได้ว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงในการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดวงตา โดยแยกได้เป็น 2 กรณีหลัก ดังต่อไปนี้

  1. รูม่านตาของคุณมีขนาด หรือรูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นเพราะ ต้อหิน เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดในสมอง ไมเกรน การตกเลือดภายในกะโหลกศีรษะ อุบัติเหตุจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง
  2. รูม่านตาไม่มีการตอบสนองต่อแสง หรือวัตถุที่เคลื่อนไหว อาจเป็นเพราะ โรคประสาทอักเสบ การติดเชื้อที่จอประสาทตา เส้นประสาทตาถูกทำลาย เนื้องอกในเส้นประสาทตา โรคระบบประสาทขาดเลือด ต้อหิน

เนื่องจากสภาวะของโรคที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญค่อนข้างมีอาการแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกเทคนิครักษาที่เหมาะสมก็อาจต่างกันตามไปด้วย ทางที่ดี เมื่อคุณพบว่ากำลังมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับดวงตาของคุณ เช่น เริ่มมองเห็นภาพเบลอ มองไม่ชัด เจ็บตา ปวดตา ก็สามารถเข้ารับการตรวจเบื้องต้นจากจักษุแพทย์ได้ทันที และอย่าลืมแจ้งประวัติทางการแพทย์หรือโรคประจำตัวที่คุณกำลังเป็นให้แพทย์ทราบด้วย แพทย์จะได้ค้นหาวิธีการรักษา หรือจ่ายยารักษาให้คุณได้อย่างเหมาะสมที่สุด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

PERRLA: What It Means for Pupil Testing https://www.healthline.com/health/perrla-eyes. Accessed March 26, 2021.

PERRLA Eye Assessment: What It Is and How It Works https://www.webmd.com/eye-health/perrla-eye-exam. Accessed March 26, 2021.

What to know about the PERRLA eye test https://www.medicalnewstoday.com/articles/perrla-eyes. Accessed March 26, 2021.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน แก้ไขล่าสุด 02/04/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ