โรคเลือด (Blood Disorders)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date มิถุนายน 5, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

โรคเลือด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เป็นความผิดปกติที่ส่งผลต่อจำนวนของเม็ดเลือด รวมทั้งการทำงานของส่วนที่เป็นของแข็งของเลือด

คำจำกัดความ

โรคเลือดคืออะไร

เลือดของคุณประกอบด้วยส่วนประกอบหลักสองประการ คือ ของเหลวและของแข็ง ส่วนที่เป็นของเหลว ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่าพลาสมา (Plasma) มีส่วนประกอบของน้ำ เกลือ และโปรตีน ส่วนที่เป็นของแข็งของเลือดประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

โรคเลือด (Blood disorder) ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง (Hematologic Disorder) เป็นความผิดปกติที่ส่งผลต่อจำนวนของเม็ดเลือด รวมทั้งการทำงานของส่วนที่เป็นของแข็งของเลือด

โรคเลือดบางประการลดจำนวนของเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งได้แก่

  • โรคโลหิตจาง (Anemia) เซลล์เม็ดเลือดแดงมีจำนวนลดลง
  • เม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia) เซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนลดลง
  • เกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เกล็ดเลือดมีจำนวนลดลง

โรคเลือดบางชนิดเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งได้แก่

  • ภาวะเลือดข้น (Erythrocytosis) เซลล์เม็ดเลือดแดงมีจำนวนมากขึ้น
  • ภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (Leukocytosis)เซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนมากขึ้น
  • ภาวะเกล็ดเลือดมาก หรือเกล็ดเลือดสูง (Thrombocythemia) เกล็ดเลือดมีจำนวนมากขึ้น

โรคเลือดอื่น ๆ อาจส่งผลต่อโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดหรือพลาสมา ทำให้เกิดการลดลงในระบบการแข็งตัวของเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน

พบได้บ่อยเพียงใด

โรคเลือดค่อนข้างพบได้ทั่วไป โรคนี้สามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ในทุกช่วงอายุและเพศ สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคเลือดเป็นอย่างไร

อาการที่เกิดจากเลือดผิดปกติ ได้แก่

  • อ่อนเพลีย หมดแรง หรือหายใจลำบาก
  • มีไข้
  • ปวดศีรษะ
  • หน้าแดง
  • เลือดข้นมากขึ้น
  • เลือดแข็งตัวมากเกินไป
  • เวียนศีรษะ
  • ตัวซีด
  • มีจุดเลือดที่ผิวหนัง (Petechiae)
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • การติดเชื้อเรื้อรัง
  • มีแผลหรืออาการปวดที่รักษาไม่หายหรือหายช้า
  • เลือดออกไม่หยุดหลังจากเป็นแผลหรือได้รับบาดเจ็บ
  • ผิวหนังเป็นแผลได้ง่าย

โดยทั่วไปแล้ว โรคเลือดสามารถทำให้เกิดเลือดออกมากได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุด ตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคเลือด

โรคเลือดมีสาเหตุบางประการ ได้แก่

กรรมพันธุ์

โรคเลือดสามารถถ่ายทอดได้ในครอบครัว หมายความว่าหากพ่อแม่หรือพี่น้องของคุณเป็นโรคเลือด คุณมีโอกาสที่จะเกิดโรคนี้ได้

ผลของโรค

ตัวอย่างเช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงข้น (Polycythemia vera) ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมประเภทหนึ่ง สามารถทำให้ร่างกายของคุณสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงในปริมาณมากเกินไปได้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิต้านตนเอง (Autoimmune disease) เช่น โรคลูปัส (Lupus) ระบบภูมิคุ้มกันของคุณอาจทำลายเกล็ดเลือดของคุณเอง ซึ่งทำให้เลือดไม่หยุดไหล เมื่อเป็นแผลหรือได้รับบาดเจ็บ

การติดเชื้อ

การติดเชื้อบางชนิดสามารถลดจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดได้ การติดเชื้ออื่นๆ ยังอาจเพิ่มการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวได้อีกด้วย

การขาดสารอาหาร

ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูดซึมธาตุเหล็ก สามารถทำให้เกิดโรคเลือดได้ เนื่องจากร่างกายของคุณ ไม่สามารถสังเคราะห์เซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเพียงพอ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงของโรคเลือด

มีเหตุผลบางประการที่ทำให้คุณมีความเสี่ยงของการเป็นโรคเลือดเพิ่มมากขึ้น เช่น

  • การกินอาหารไม่เหมาะสม (อาหารไม่ดีหรืออาหารที่มีไขมันมาก)
  • โรคอ้วน
  • การสูบบุหรี่
  • การติดเชื้อที่รุนแรง
  • ลำไส้ผิดปกติ โรคเรื้อรัง
  • ประจำเดือนหรือการตั้งครรภ์
  • อายุที่มากขึ้น
  • มีการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก
  • ขาดการออกกำลังกาย

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคเลือดทำอย่างไร

เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด แพทย์สามารถแนะนำการทดสอบดังต่อไปนี้

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

เป็นการทดสอบที่พบได้มากที่สุด สำหรับการตรวจหาความผิดปกติของเลือด การตรวจ CBC เป็นการประเมินส่วนประกอบเกี่ยวกับเซลล์ทั้งหมด (เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด) ในเลือด

เครื่องมืออัตโนมัติสามารถทำการทดสอบนี้ได้ภายในเวลาน้อยกว่า 1 นาที โดยใช้ตัวอย่างเลือดในปริมาณเล็กน้อย การตรวจ CBC จะมีการตรวจเสริมในบางกรณี ด้วยการตรวจเซลล์เม็ดเลือดโดยกล้องจุลทรรศน์

  • อัตราการสร้างเม็ดเลือดแดง (Reticulocyte count)

เป็นการวัดจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นใหม่ (reticulocytes) ในปริมาณเลือดเฉพาะ จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นใหม่ มักคิดเป็นร้อยละ 1 ของจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งหมด

หากร่างกายต้องการเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น เช่น เมื่อมีภาวะโลหิตจาง (Anemia) ไขกระดูกมักมีการตอบสนอง โดยการสังเคราะห์เซลล์เม็ดเลือดแดงขึ้นใหม่ ดังนั้น อัตราเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นใหม่ จึงเป็นการวัดประสิทธิภาพของไขกระดูกในการสังเคราะห์เซลล์เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นใหม่

  • การทดสอบเซลล์เม็ดเลือดพิเศษ

แพทย์สามารถวัดสัดส่วนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่แตกต่างกัน และความสามารถของเซลล์เม็ดเลือดขาว ในการต้านการติดเชื้อ การทดสอบเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินการกับตัวอย่างเลือด แต่การทดสอบบางประการต้องใช้ตัวอย่างจากไขกระดูก

  • การทดสอบการแข็งตัวของเลือด

ประกอบด้วยการทดสอบหลายประเภท การทดสอบบางประเภทเป็นการหาจำนวนเกล็ดเลือดในเลือด เกล็ดเลือดทำหน้าที่ควบคุมการไหลของเลือด ในบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องทดสอบว่าเกล็ดเลือดทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด การทดสอบอื่น ๆ สามารถวัดการทำงานโดยรวมของโปรตีนชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด

  • การวัดค่าโปรตีนและสารต่าง ๆ

การทดสอบเหล่านี้ดำเนินการโดยใช้ตัวอย่างปัสสาวะ ปัสสาวะมีส่วนประกอบของโปรตีนในปริมาณน้อยมาก จากการตรวจวัดค่าโปรตีนเหล่านี้ แพทย์สามารถตรวจหาความผิดปกติในปริมาณหรือโครงสร้างของโปรตีนได้

การรักษาและการจัดการ

การรักษาโรคเลือด

โดยปกติแล้ว แพทย์แนะนำการรักษาร่วมกันเพื่อช่วยรักษาภาวะเลือดผิดปกติ หากอาการของคุณไม่รุนแรง คุณอาจได้รับยา

ในกรณีที่การใช้ยาไม่ได้ผล คุณจำเป็นต้องเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone marrow transplants) ซึ่งอาจซ่อมแซมและแทนที่ไขกระดูก นอกจากนี้ การถ่ายเลือด (Blood transfusion) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อช่วยแทนที่เซลล์เม็ดเลือดที่สูญเสียหรือเสียหายไป ในระหว่างการถ่ายเลือด คุณจะได้รับการให้เลือดดีผ่านทางหลอดเลือดจากผู้บริจาคเลือด

การจัดการกับโรคเลือด

คุณสามารถจัดการกับโรคเลือดได้หลายวิธี หากคุณมีอาการใด ๆ ปรากฏขึ้น คุณควรไปพบหมอ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว ซึ่งทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

อาหารและการออกกำลังกายที่เพียงพอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเลือดผิดปกติได้ หากโรคเลือดเกิดกับพ่อแม่ของคุณ คุณจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเสี่ยงของคุณ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้น ถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ระวังให้ดี ขาดวิตามินซี โรคโลหิตจาง จะถามหา

ประสิทธิภาพอีกอย่างของวิตามิน ซี คือช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น ภาวะ ขาดวิตามินซี สามารถก่อให้เกิด โรคโลหิตจาง หรือโรคเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ ได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ปราโมทย์ วงศ์คำ
โภชนาการ, สุขภาพชีวิตที่ดี กรกฎาคม 8, 2018 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

มะเร็งโลหิตวิทยา

มะเร็งโลหิตวิทยา หรือ มะเร็งเม็ดเลือด (Blood Cancers)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย pimruethai
เผยแพร่วันที่ กุมภาพันธ์ 4, 2020 . เวลาในการอ่าน
ไรโบฟลาวิน-หรือ-วิตามินบี-2-riboflavin-or-Vitamin-b2

ไรโบฟลาวิน/วิตามินบี 2 (Riboflavin/Vitamin B2)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 4, 2019 . เวลาในการอ่าน
ธาลัสซีเมียกับการตั้งครรภ์-ถ่ายทอด

ธาลัสซีเมียกับการตั้งครรภ์ และการถ่ายทอดสู่ลูกในท้อง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ ธันวาคม 23, 2018 . เวลาในการอ่าน
โลหิตจาง

โลหิตจาง (Anemia)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 5, 2018 . เวลาในการอ่าน