Zinc (สังกะสี) คุณประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

    Zinc (สังกะสี) คุณประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

    Zinc หรือ สังกะสี จัดเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่น ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม สมานบาดแผลให้หายเร็วขึ้น ควบคุมการทำงานของต่อมไขมันบนหนังศีรษะ โดยทั่วไป สังกะสีพบได้ในเนื้อสัตว์ ผักและอาหารทะเลบางชนิด ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงธัญพืชและถั่วต่าง ๆ ทั้งนี้ หากร่างกายขาดธาตุสังกะสี อาจเกิดความผิดปกติของภาวะสุขภาพ อาทิ ผมร่วง สมรรถภาพทางเพศหย่อนยาน เบื่ออาหาร เจ็บป่วยง่าย อย่างไรก็ตาม ร่างกายควรได้รับสังกะสีในปริมาณที่พอดี เพราะหากร่างกายได้รับมากเกินไป อาจเกิดเป็นพิษและก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้

    Zinc คืออะไร

    Zinc หรือแร่สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่อยู่ในอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย มีประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญพลังงานของเซลล์ การสังเคราะห์โปรตีนและสารพันธุกรรมในร่างกาย การรักษาบาดแผล รวมถึงเสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบภูมิคุ้มกัน

    สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health) ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป และหญิงตั้งครรภ์ ควรบริโภคสังกะสีอย่างน้อย 11 มิลลิกรัม/วัน ในขณะที่ผู้หญิงอายุ 19 ปีขึ้นไป ควรบริโภคอย่างน้อย 8 มิลลิกรัม/วัน

    ทั้งนี้ สังกะสีสามารถพบได้ในอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น

    • เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อแดง
    • อาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรม ปู กุ้งมังกร
    • ผักบางชนิด เช่น เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด บรอกโคลี กระเทียม
    • ถั่ว เมล็ดพืช และธัญพืชเต็มเมล็ด
    • นมและผลิตภัณฑ์จากนม
    • ดาร์กช็อกโกแลต

    ผลกระทบต่อสุขภาพหากร่างกายขาด Zinc

    หากร่างกายได้รับสังกะสีไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดความผิดปกติ ดังต่อไปนี้

    • พัฒนาการของร่างกายเจริญเติบโตช้า ไม่เป็นไปตามวัย
    • ผื่นขึ้นตามผิวหนัง หรือบริเวณดวงตา
    • ท้องเสียเรื้อรัง
    • แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย
    • ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
    • ผมร่วง ผมบาง ผมขาดง่าย
    • ความอยากอาหารลดลง
    • มีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ หรือหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
    • ฮอร์โมนเพศชายต่ำ เกิดอาการอ่อนล้า
    • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย

    ประโยชน์ของ Zinc ต่อสุขภาพ

    สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของสังกะสีในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้

    อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการท้องร่วง

    สังกะสีมีคุณสมบัติส่งเสริมการต่อสู้กับเชื้อโรคในช่องท้อง โดยกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมไฟไซท์ (Lymphocyte) ในระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มจำนวนขึ้น การบริโภคสังกะสี จึงอาจช่วยลดความรุนแรงของโรคท้องร่วงได้

    ผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับการรับประทานสังกะสีทดแทน ในผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ตีพิมพ์ในวารสาร Indian Journal of Pediatric ปี พ.ศ. 2558 โดยศึกษาและวิเคราะห์จากบทความที่เกี่ยวข้องจำนวน 860 ชิ้น และข้อมูลจากผลการทดลองจำนวน 8 ชิ้น สรุปได้ว่า การบริโภคสังกะสีทดแทน อาจช่วยลดระยะเวลาของอาการอุจจาระงร่วงเฉียบพลันในเด็กได้

    นอกจากนั้น บทความชิ้นหนึ่ง ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition พ.ศ. 2557 ระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ (UNICEF) ได้มีข้อตกลงร่วมกันในการแนะนำให้เด็กที่มีอาการอุจจาระร่วงเฉียบพลันรับประทานแร่สังกะสีปริมาณ 20 มิลลิกรัม/วัน เป็นเวลา 10-14 วัน ขึ้นอยู่กับอายุ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการท้องร่วงและป้องกันการเกิดซ้ำ

    อาจช่วยรักษาบาดแผลและสมานแผลให้หายเร็วขึ้น

    สังกะสี เป็นแร่ธาตุสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซมบาดแผล ทั้งการซ่อมแซมเยื่อหุ้มเซลล์ การฟื้นฟูเยื่อบุผิวบริเวณรอบ ๆ แผล การสร้างเส้นเลือดใหม่ การขึ้นรูปของแผลเป็น การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี จึงอาจช่วยให้แผลสมานตัวหรือหายเร็วขึ้นได้

    การศึกษาชิ้นหนึ่ง ว่าด้วยคุณสมบัติของสังกะสีต่อการฟื้นฟูของแผลผ่าตัดทางประสาทศัลยศาสตร์ เผยแพร่ในวารสาร Cureus ปี พ.ศ. 2564 โดยนักวิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์บทความงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ทำการทดลองในช่วงเวลาปัจจุบันจำนวนหลายชิ้น จนได้ข้อสรุปว่า การบริโภคสังกะสีในรูปแบบอาหารเสริมนับเป็นวิธีการที่ค่อนข้างได้ผลในการรับมือกับภาวะแผลฟื้นฟูช้าหลังการผ่าตัดทางประสาทศัลยศาสตร์ที่เกิดจากการขาดสังกะสีในร่างกายของผู้เข้ารับการผ่าตัด ทั้งนี้ จึงอาจสรุปได้ว่า แร่ธาตุสังกะสีอาจมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูบาดแผลให้สมานตัวให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

    นอกจากนี้ อีกหนึ่งผลการศึกษาว่าด้วยการใช้แร่สังกะสีเพื่อช่วยในการรักษาบาดแผล ทั้งเชิงทฤษฎี การทดลอง และการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ตีพิมพ์ในวารสาร Wound Repair And Regeneration ปี พ.ศ. 2550 สรุปว่า สังกะสีอาจมีคุณสมบัติช่วยลดการติดเชื้อซ้ำซ้อนและการเน่าของบาดแผล เนื่องจากมีคุณสมบัติเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้และป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

    บรรเทาอาการไข้หวัด

    สังกะสีมีคุณสมบัติยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดนอกจากนี้ สังกะสียังอาจป้องกันไม่ให้ไรโนไวรัสอาศัยอยู่ในเยื่อเมือกภายในโพรงจมูกและลำคอ จนทำให้เกิดการติดเชื้อหรือมีอาการป่วยได้ การบริโภคสังกะสี จึงอาจช่วยป้องกันหวัดได้

    งานวิจัยชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับการบริโภคสังกะสีและไข้หวัด เผยแพร่ในวารสาร The Cochrane Database of Systematic Reviews ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาหวัดด้วยสังกะสีในวารสารทางการแพทย์จำนวนหลายชิ้น พบข้อสรุปว่า การบริโภคสังกะสีภายใน 24 ชั่วโมง หลังโรคหวัดแสดงอาการ อาจช่วยลดระยะเวลาเป็นหวัดในผู้ที่มีสุขภาพดีได้ ทั้งนี้ สำหรับการบริโภคสังกะสีแบบยาอม เพื่อบรรเทาอาการหวัด ควรบริโภคในปริมาณ 75 มิลลิกรัม/วัน หรือมากกว่า จึงจะเห็นผล

    อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพของสังกะสีในการรักษาโรคหวัด

    ข้อควรระวังในการบริโภค Zinc

    การบริโภคสังกะสี มีข้อควรระวังดังนี้

    • ไม่ควรบริโภคธาตุสังกะสีเกิน 40 มิลลิกรัม/วัน เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง ได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง
    • หญิงตั้งครรภ์และหญิงในระยะให้นมบุตร สามารถบริโภคธาตุสังกะสีได้ ในปริมาณไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/วัน หากอายุระหว่าง 14-18 ปี ควรบริโภคไม่เกิน 34 มิลลิกรัม/วัน
    • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายดูดซึมสังกะสีได้แย่ลง และนำไปสู่ภาวะขาดสังกะสีได้
    • การสูดดมสังกะสีทางจมูก อาจเป็นสาเหตุให้สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่น หากจำเป็นต้องใช้สเปรย์หรือสารเคมีที่มีสังกะสีเป็นส่วนผสมระหว่างการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ควรป้องกันด้วยการสวมผ้าปิดจมูกและปากเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมเข้าสู่ร่างกาย

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    Duangkamon Junnet


    เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น · แก้ไขล่าสุด 07/06/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา