backup og meta

สูตรน้ำมะม่วง

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ


เขียนโดย Khongrit Somchai · แก้ไขล่าสุด 02/12/2020

สูตรน้ำมะม่วง

มะม่วง เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน สามารถหารับประทานได้ง่าย แม้บางช่วงจะไม่ใช่หน้ามะม่วง แต่ก็ยังมีให้รับประทาน มะม่วงนำมาแปรรูปกินได้ทั้งของหวานและของว่าง ทำเป็นมะม่วงน้ำปลาหวานก็แซ่บ ทำเป็นข้าวเหนียวมะม่วงก็อร่อยอย่าบอกใคร แต่ถ้าใครที่เป็นสายเฮลท์ตี้แล้วก็ชอบกินมะม่วงด้วยล่ะก็ Hello คุณหมอ มีอีกหนึ่งเมนูเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อย ทั้งดีต่อสุขภาพ และยังทำได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากอีกด้วย วันนี้เรามาลองทำ สูตรน้ำมะม่วง กันค่ะ 

สูตรน้ำมะม่วง

สูตรน้ำมะม่วงนี้ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรให้มากมาย แค่มี มะม่วง กับเครื่องปั่น ก็สามารถทำเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่อร่อยและดีต่อร่างกายได้ง่าย ๆ ที่สำคัญคือ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเมนูนี้ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความหวานด้วยน้ำตาล เพราะได้ความหวานจากมะม่วงสุกอย่างเพียงพอแล้ว แต่วัตถุดิบหลักอย่างมะม่วงนั้น จำเป็นจะต้องใช้มะม่วงที่สุกแล้ว เพื่อให้สามารถปั่นรวมกันเป็นน้ำได้ง่าย

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกมะม่วงตามสายพันธุ์ที่ชอบได้เลย บางคนอาจจะชอบรสชาติของมะม่วงน้ำดอกไม้ ขณะที่บางคนอาจจะชอบมะม่วงแรด หรือบางคนอาจจะชอบกลิ่นหอมของมะม่วงโชคอนันต์มากกว่า ก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบ 

ส่วนผสม

มะม่วงสุกหั่นเป็นชิ้น 4 ถ้วย
น้ำสะอาด 2 ถ้วย

วิธีทำ

1.นำ มะม่วง สุกที่หั่นแล้ว ใส่ลงไปในเครื่องปั่น เติมน้ำสะอาดตามลงไป

2.ปั่นให้เนื้อมะม่วงเข้ากัน

3.เมื่อปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว สังเกตดูว่าน้ำมะม่วงเข้มข้นหรือเป็นตะกอนเกินไปหรือไม่ หากเป็นตะกอนมากไปให้เติมน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วปั่น

4.หรือถ้าหากชอบดื่มแบบเข้มข้น สามารถเทใส่แก้วแล้วดื่มได้เลย

5.หากมีกากใยของเนื้อมะม่วง ให้กรองออกเอากากใยนั้นออกก่อน แล้วค่อยเทใส่แก้วเพื่อเสิร์ฟ

6.สำหรับคนที่อยากได้ความสดชื่นเพิ่มมากขึ้น สามารถใส่น้ำแข็งลงในเครื่องปั่นด้วยก็ได้

สูตรน้ำมะม่วง-มะม่วง-ประโยชน์

ประโยชน์ของมะม่วง

อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

มะม่วง เป็นผลไม้ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยเฉพาะสารอาหารในกลุ่มของวิตามิน เช่น วิตามินเค ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้เลือดแข็งตัว ป้องกันความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง มีวิตามินซี ที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

มากไปกว่านั้นยังมีวิตามินอี วิตามินบี วิตามินเอ รวมถึงธาตุอาหารสำคัญอย่างคาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิด เช่น แมงจิเฟอริน (Mangiferin) แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) กรดเบนโซอิก (Benzoic Acid)

ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

มะม่วง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ที่มักจะพบได้ในผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่ามีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ 

บำรุงหัวใจ

มะม่วง มีสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพหัวใจ 2 ชนิด ได้แก่ โพแทสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งสารอาหารทั้ง 2 อย่างนี้ มีส่วนสำคัญในการช่วยลดความดันโลหิต และช่วยคลายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ป้องกันความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ 

บำรุงสายตา

มะม่วง มีวิตามินเอ ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการบำรุงสุขภาพดวงตา โดยจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา ป้องกันปัญหาตาแห้ง ทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของเรตินา ลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็น

ดีต่อระบบย่อยอาหาร

มะม่วง มีไฟเบอร์มาก การรับประทานผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มากไปกว่านั้น มะม่วงยังมีสารประกอบที่ชื่อว่า อะไมเลส (Amylase) ซึ่งจะช่วยในการย่อยสลายอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย ลดความเสี่ยงของอาการท้องอืด หรือแน่นท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของอาการท้องผูกด้วย

ข้อควรระวังในการรับประทานมะม่วง

มะม่วง เป็นผลไม้ที่ทั้งอร่อยและมากไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร ซึ่งดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญยังมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม มะม่วงถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง หากรับประทานวันละมาก ๆ อาจมีความเสี่ยงต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวาน หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงควรรับประทานมะม่วงแต่พอดี มากไปกว่านั้น บางคนอาจมีอาการแพ้มะม่วง ซึ่งถึงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงและระมัดระวังการรับประทานมะม่วง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแพ้กำเริบ

หากจะมองหาผลไม้ที่ทั้งอร่อย แปรรูปได้หลากหลาย และยังดีต่อสุขภาพด้วย มะม่วง ก็ต้องเป็นคำตอบนั้น อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานแต่พอดี รวมทั้งควรจะรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

ทีม Hello คุณหมอ


เขียนโดย Khongrit Somchai · แก้ไขล่าสุด 02/12/2020

ad iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา