brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

โฆษณา

แบ่งปัน

โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก กับความรู้พื้นฐานที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ

โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก ส่วนใหญ่จะพบได้ในเด็กที่ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่มีไขมันสูง มักเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น โรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็อาจส่งผลระยะยาว ทำให้มีปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ 

โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก กับความรู้พื้นฐานที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ

โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก (Hypertension in children) คืออะไร

โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก (Hypertension in children) เกิดขึ้นในเด็กที่มีระดับความดันโลหิตมากกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท โดยส่วนใหญ่มักพบในเด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรืออยู่ในภาวะอ้วน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับโรคความดันโลหิตสูงในวัยเด็ก รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • สมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • ระบบฮอร์โมนผิดปกติ
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โรคความดันโลหิตสูงในวัยเด็ก ถือเป็นภาวะที่น่ากังวอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้ระยะเวลานาน ๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำหรือรับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูงต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจวายเฉียบพลัน เป็นต้น 

สัญญาณเตือนโรคความดันโลหิตสูงในเด็ก

อาการที่พบได้บ่อยในเด็กที่อยู่ในภาวะ ความดันโลหิตสูง มีลักษณะดังต่อไปนี้

เคล็ดลับลดความดันโลหิตสูงง่าย ๆ 

วิธีการลด ความดันโลหิตสูง ในวัยเด็กจะมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีเคล็ดลับง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิกทุกวัน โดยการตั้งเป้าหมายให้กับตนเอง อย่างน้อยวันละ 60 นาทีขึ้นไปต่อวัน 
  • ลดกิจกรรมบางประเภทลง เช่น เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ให้น้อยลง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ จำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลให้น้อยกว่า 300 มิลลิกรัม ต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำผลไม้ น้ำประเภทหวานเย็น เช่น ชาเย็น ชานม 
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง หรือรับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์ · แก้ไขล่าสุด 24/04/2024