ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป เป็นเรื่องที่ทุกคนควจะต้องรู้เอาไว้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว ซึ่งเรื่องราวที่คุณจะอ่านเรารวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

เรื่องเด่นประจำหมวด

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]

สำรวจ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

แมงกะพรุนต่อย (Jellyfish stings)

การถูกแมงกะพรุนต่อย(Jellyfish stings) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยามที่เราเล่นน้ำหรือดำน้ำในทะเล แมงกะพรุนบางชนิดอาจแค่ทำให้ปวดและเกิดผื่นนูนแดง แต่บางชนิดก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คำจำกัดความแมงกะพรุนต่อย คืออะไร แมงกะพรุน หรือ กะพรุน (Jellyfish) ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกกว่า 500 ล้านร้อยปี และแพร่กระจายอยู่ในทะเลทั่วโลก แมงกะพรุนมีอยู่มากมายหลายชนิด บางชนิดมีลักษณะเหมือนวุ้นใสก้อนกลมๆ เล็กๆ ขณะที่บางชนิดก็มีขนาดใหญ่ หลากสีสัน และมีรยางค์อยู่ใต้ลำตัว อวัยวะส่วนที่ต่อยได้ของแมงกะพรุน ก็คือ รยางค์ หรือหนวดยาว ๆ ของมันนั่นเอง โดยแมงกะพรุนจะต่อยเหยื่อของมันด้วยเข็มพิษที่หนวด และปล่อยพิษเพื่อทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต ปกติแล้วแมงกะพรุนจะไม่จู่โจมมนุษย์ แต่บางคนอาจว่ายน้ำจนไม่ทันระมัดระวัง เผลอไปโดนตัวมันเข้าจึงทำให้เกิดโดนต่อยขึ้น หรือแม้แต่แค่เราเหยียบโดนแมงกะพรุนที่ตายแล้ว ก็สามารถโดนต่อยได้เช่นกัน การถูกแมงกะพรุนต่อย (Jellyfish Stings) อาจจะเจ็บปวด แต่ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน โดยปกติแล้ว หากถูกแมงกะพรุนต่อย จะทำให้ปวด เกิดรอยนูนแดง คัน หรือเกิดอาการชา แต่หากโดนแมงกะพรุนบางชนิดต่อย เช่น แมงกะพรุนกล่อง หรือที่เรียกว่าแมงกะพรุนสาหร่าย ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน โดยแมงกะพรุนชนิดนี้พบมากในออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มหาสมุทธอินเดีย และมหาสมุทธแปซิฟิกตอนกลาง พบได้บ่อยแค่ไหน การถูกแมงกะพรุนต่อยเป็นปัญหาที่ผู้ว่ายน้ำ เล่นน้ำ หรือดำน้ำในทะเลสามารถพบได้บ่อย หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ โปรดสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความร้ายแรง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

โบท็อกซ์ ประโยชน์ที่มากกว่าการลดเลือนริ้วรอย

โบท็อกซ์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผากและรอยตีนตา แต่จะมีใครซักกี่คนที่รู้ว่า โบท็อกซ์ก็ช่วยรักษาโรคอื่นๆ ได้อีกตั้งหลายโรค ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้  หนังตากระตุก (Blepharospasms) สารที่เป็นพิษต่อระบบประสาทในโบท็อกซ์ ทำให้เกิดอาการอัมพาตขึ้นชั่วคราว จึงทำให้เส้นประสาทไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับกล้ามเนื้อได้ จึงมีประโยชน์ในการรักษาอาการที่ไม่ควรเกิดกับกล้ามเนื้อ อย่างเช่น อาการกระตุก จริงๆ แล้วการที่องค์การอาหารและยาในสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้โบท็อกซ์ในปี 1989 นั้น ก็เนื่องมาจากใช้รักษาโรคหนังตากระตุกได้นั่นแหละ คนที่เป็นโรคหนังตากระตุก จะสูญเสียการควบคุมความสามารถในการสื่อสาร กับส่วนหนึ่งของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา เมื่อมีอาการกระตุกที่ควบคุมไม่ได้ เซลล์ประสาทพวกนั้นก็จะส่งสัญญาณมากผิดปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการกระตุกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้ามีอาการรุนแรงมากๆ คนไข้ก็ไม่สามารถลืมตาเพื่อดูอะไรได้ ในกรณีนี้ โบท็อกซ์จะเข้าไปหยุดยั้งการสื่อสารในจุดเชื่อมต่อประสาทกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกลายเป็นอัมพาตขึ้นชั่วคราว และอาการหนังตากระตุกก็จะหายไป ตาเหล่ (Strabismus) อาการตาเหล่ เป็นอีกโรคหนึ่งที่ใช้โบท็อกซ์รักษาแล้วได้ผลเป็นอย่างดี อาการตาเหล่อาจเป็นโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บในบริเวณดวงตา ซึ่งถึงแม้จะแก้ไขอาการตาเหล่ด้วยวิธีการผ่าตัดได้ แต่บางครั้งแพทย์ก็ลองใช้โบท็อกซ์รักษาอาการดูก่อน ฉะนั้น วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่เหมาะกับคนที่ไม่อยากได้รับการผ่าตัด ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์เป็นวิธีรักษาอาการตาเหล่ได้ในระยะยาวด้วย โรคสายเสียงหดเกร็ง (Spasmodic dysphonia) โรคสายเสียงหดเกร็ง จะทำให้เกิดเสียงสั่น ฝืนธรรมชาติ หรือแหบห้าว ซึ่งไม่ถือเป็นความบกพร่องทางการพูด และเป็นโรคทางระบบประสาทมากกว่า คนที่เป็นโรคนี้จะได้รับสัญญาณที่ผิดปกติจากสมอง และเกิดอาการกระตุกที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งมีผลกระทบต่อเสียง ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปที่สายเสียง เพื่อทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นอ่อนเปลี้ยนิดนึง ซึ่งจะช่วยให้คนไข้สามารถเปล่งเสียงได้อย่างราบรื่น และคงที่มากขึ้น โรคน้ำลายไหล (hypersalivation) เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์เข้าไปที่ต่อมน้ำลาย ก็จะทำให้เส้นประสาทในบริเวณนั้นเป็นอัมพาต และหยุดผลิตน้ำลายออกมามากเกินไป […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ภาวะขาดเอนไซม์G6PD (G6PD Deficiency)

ภาวะขาดเอนไซม์G6PD (Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency) ความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจากการที่ปริมาณของเอนไซม์ G6PD ในเลือดมีไม่เพียงพอ การขาดเอนไซม์นี้ อาจจะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก และกลายเป็นโรคโลหิตจางจากเซลล์เม็ดเลือดแดงแตกในที่สุด คำจำกัดความภาวะขาดเอนไซม์G6PD คืออะไร ภาวะขาดเอนไซม์G6PD (Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency) ความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจากการที่ปริมาณของเอนไซม์ G6PD ในเลือดมีไม่เพียงพอ เอนไซม์ชนิดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ในการควบคุมปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีสุขภาพดี และสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ การขาดเอนไซม์นี้ อาจจะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก และกลายเป็นโรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกในที่สุด ภาวะขาดเอนไซม์G6PDเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ผู้คนประมาณ 400 ล้านคนทั่วโลกมีภาวะขาดเอนไซม์G6PD โรคนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในบางส่วนของแอฟริกา เอเชีย แถบเมดิเตอเรเนียน และตะวันออกกลาง โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการของภาวะขาดเอนไซม์G6PD อาการทั่วไปของภาวะขาดเอนไซม์G6PDได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ปัสสาวะเป็นสีเข้มหรือสีส้มอมเหลือง เป็นไข้ เหนื่อยล้า วิงเวียนศีรษะ ตัวซีด ดีซ่าน หรือผิวและตาขาวเป็นสีเหลือง อาจมีอาการที่ไม่ได้ระบุถึงข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์ เมื่อไหร่ที่ฉันควรไปโรงพยาบาล หากคุณมีสัญญาณ หรืออาการที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถามอื่นๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ สาเหตุสาเหตุของภาวะขาดเอนไซม์G6PD ภาวะขาดเอนไซม์G6PD เป็นโรคทางพันธุกรรม ที่ส่งต่อจากบิดามารดา หรือคนใดคนหนึ่งสู่บุตร ยีนผิดปกติบนโครโมโซมเอ็กซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครโมโซมเพศสองโครโมโซม จะเป็นสาเหตุของภาวะนี้ ผู้ชายจะมีโครโมโซมเอกซ์เพียงโครโมโซมเดียว แต่ผู้หญิงจะมีโครโมโซมเอกซ์สองโครโมโซม ในผู้ชาย สำเนายีนที่เปลี่ยนไปเพียงสำเนาเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดภาวะขาดเอนไซม์G6PD อย่างไรก็ตาม ในผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมอาจเกิดขึ้นกับสำเนายีนทั้งสองสำเนา […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ (Thyroid Disorder)

คำจำกัดความความผิดปกติของต่อมไทรอยด์คืออะไร ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ (thyroid disorder) เป็นอาการที่ส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ ต่อมที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ และอยู่ด้านหน้าของคอ ต่อมไทรอยด์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบเผาผลาญหลายระบบทั่วทั้งร่างกาย ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แต่ละชนิด ล้วนส่งผลต่อโครงสร้าง หรือการทำงานของต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์อยู่ใต้ลูกกระเดือกโอบอยู่รอบๆ หลอดลม เนื้อเยื่อบางๆ ที่กลางต่อมเรียกว่าคอคอด (isthmus) เชื่อมกลีบของต่อมไทรอยด์ในแต่ละด้าน ต่อมไทรอยด์ใช้ไอโอดีนเพื่อสร้างฮอร์โมนที่สำคัญ ฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine หรือ T4) เป็นฮอร์โมนหลักที่ผลิตโดยต่อมนี้ หลังจากร่างกายลำเลียงฮอร์โมนไทรอกซินผ่านกระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ฮอร์โมนไทรอกซินส่วนเล็กๆ ที่ออกมาจากต่อมไทรอยด์ จะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนไทรไอโอโดไทโรนีน (triiodothyronine หรือ T3) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์มากที่สุด การทำงานของต่อมไทรอยด์ถูกควบคุมโดยการตอบสนองของกลไกที่เกี่ยวข้องกับสมอง เมื่อระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ต่อมไฮโพทาลามัส (hypothalamus) ในสมอง จะผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่าฮอร์โมนสำหรับปล่อยไทโรโทรปิน (thyrotropin releasing hormone หรือ TRH) ที่ทำให้ต่อมใต้สมอง (ตั้งอยู่ที่ส่วนฐานของสมอง) ปล่อยฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (thyroid stimulating hormone หรือ TSH) ฮอร์โมนดังกล่าวจะกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ปล่อยฮอร์โมนไทรอกซินเพิ่มขึ้น เนื่องจากต่อมไทรอยด์ถูกควบคุมโดยต่อมใต้สมอง และต่อมไฮโพทาลามัส ความผิดปกติของเนื้อเยื่อเหล่านี้ อาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ และทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติได้เช่นกัน ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ประเภทต่างๆ ได้แก่ ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) โรคคอพอก ก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมไทรอยด์ ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการของความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ได้แก่ เหนื่อยล้า ไม่ค่อยมีสมาธิ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย มาดูกันว่ากรุ๊ปเลือดไหนเป็นคนอย่างไร

งานวิจัยกรุ๊ปเลือดมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อนักวิจัยชี้ว่า กรุ๊ปเลือดมีความเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยส่วนตัว ทุกวันนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับ กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย นี้ได้แพร่หลายไปทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า กรุ๊ปเลือด ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอุปนิสัยส่วนตัวของคุณ แต่ยังอาจสะท้อนถึงสุขภาพ และโอกาสในการเกิดโรคบางอย่างได้ด้วย ในประเทศญี่ปุ่น ผู้คนเชื่อว่าลักษณะทางกายภาพของคุณ สามารถสะท้อนถึงประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการทำงานได้ มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ใช้กรุ๊ปเลือดเป็นฐานข้อมูลในการแยกแยะและประเมินพนักงานของตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งของการนำกรุ๊ปเลือด มาใช้ในชีวิตจริง คือ การที่มีตัวแทนหรือหน่วยงานจัดหาคู่เดท โดยใช้กรุ๊ปเลือดในการจับคู่ โดยดูว่ากรุ๊ปเลือดไหนมีโอกาสเข้ากันได้ กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย ยังไงได้บ้าง กรุ๊ปเลือด หรือหมู่โลหิต มีทั้งหมด 4 ชนิด คือ เอ บี เอบี และโอ แต่ละกรุ๊ปมีลักษณะเฉพาะที่สามารถสะท้อนถึงอุปนิสัยส่วนตัวของแต่ละคน หรือเรียกง่ายๆ ว่ากรุ๊ปเลือดบอกนิสัยของแต่ละคนได้ ไม่เพียงเท่านั้น กรุ๊ปเลือดยังสามารถแสดงระดับความเข้ากันได้กับคนอื่น และคุณภาพการดำเนินชีวิตของแต่ละคนได้อีกด้วย เลือดกรุ๊ปเอ ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปเอ มักจะเป็นพวกแสวงหาความสมบูรณ์แบบ ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จะมีบรรทัดฐานต่อตัวเองและคนอื่นสูง พวกเขามักจะดูสงบนิ่งเมื่อมองจากภายนอก แต่มีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวอยู่ภายใน พวกเขาอาจจะขี้อาย แต่ไว้ใจได้ อ่อนโยน และมีความเป็นศิลปินในตัว อย่างไรก็ตาม หลายคนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ มักชอบเก็บกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ จนมันระเบิดออกมา ความสามารถของพวกเขาทำให้พวกเขาเป็นผู้นำที่ดีได้ แต่อาจทำให้พวกเขาเครียด ซึ่งไม่ดีต่อระบบทางกายภาพและจิตใจ คนดังที่มีกรุ๊ปเลือดเอ เช่น จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

5 วิธี กระตุ้นการ สร้างโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติ

โกรทฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตจึงสำคัญมากสำหรับเด็ก ร่างกายเราจะมีโกรทฮอร์โมนมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น จากนั้นโกรทฮอร์โมนจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ สำหรับคนวัยผู้ใหญ่ที่ที่โกรทฮอร์โมนยังทำหน้าที่ได้ดี ก็จะดูอ่อนเยาว์กว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมน จึงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนให้ความสนใจ มีความเชื่อที่ว่า หากไปฉีดโกรทฮอร์โมนสังเคราะห์ (HGH) จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัย หรือทำให้ดูเด็กลง แต่วิธีนี้ก็มีผลข้างเคียงที่ตามมามากมาย เช่น เจ็บกล้ามเนื้อและข้อต่อ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่ข่าวดีก็คือ เราสามารถกระตุ้นให้ร่างกาย สร้างโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติ เมื่อโกรทฮอร์โมนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายก็จะแข็งแรง ไม่อ่อนเพลียง่าย แถมยังดูอ่อนเยาว์อีกด้วย วิธีกระตุ้นการ สร้างโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติ เราสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติ ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลดีเหล่านี้ ลดความอ้วน การลดความอ้วน เป็นวิธีสร้างโกรทฮอร์โมนตามธรรมชาติวิธีแรกที่เราแนะนำ เนื่องจากมีผลงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า ยิ่งมีไขมันสะสมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้มีโกรทฮอร์โมนน้อยลงเท่านั้น คนอ้วนที่มีจำนวนของไขมันสะสมในร่างกาย จะมีปริมาณโกรทฮอร์โมนน้อยกว่าคนผอม ผลงานวิจัยยังเผยอีกว่า คนอ้วนจะมีโกรทฮอร์โมนต่ำ แต่หลังจากลดน้ำหนัก ฮอร์โมนก็จะกลับมาเป็นปกติ การมีไขมันสะสมทำให้เกิดโรคมากมาย หากลดน้ำหนักได้ นอกจากจะช่วยเรื่องโกรทฮอร์โมนแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพดี ห่างไกลโรคด้วย ลดน้ำตาล หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้โกรทฮอร์โมนต่ำ เนื่องจากน้ำตาลทำให้ฮอร์โมนอินซูลินหลั่ง เมื่อร่างกายมีอินซูลินมาก โกรทฮอร์โมนก็จะน้อย แต่หากเราทำให้อินซูลินลดลงหรือคงที่ได้ โกรทฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีผลการศึกษาวิจัยที่ชี้ว่า คนสุขภาพดีที่ไม่มีโรคเบาหวาน มีปริมาณโกรทฮอร์โมนในร่างกายมากกว่าผู้ที่มีภาวะโรคเบาหวาน 3-4 เท่า ไม่กินอะไรก่อนนอน ส่วนใหญ่แล้วร่างกายของเราจะหลั่งโกรทฮอร์โมนในช่วงที่เราหลับ สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ริมฝีปากดำ สาเหตุอาจมาจากเรื่องง่ายๆ ที่คุณไม่เคยรู้

อยู่ดีๆปากที่เคยสีชมพูน่าจุ๊บ ก็เปลี่ยนสีคล้ำขึ้นแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งที่ก็คิดว่าดูแลอย่างดีแล้ว ใครจะไปคิดว่า สิ่งที่เราทำเป็นประจำในทุกวัน จะย้อนกลับมาทำร้ายเราแบบไม่รู้ตัว หรือนี่คือพฤติกรรมต้องสงสัยทำให้ ริมฝีปากดำ ที่คุณต้องรีบเช็ค ริมฝีปากดำ อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ การรับประทานอาหารบางชนิด เป็นเรื่องยากที่จะป้องกันไม่ให้อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สัมผัสกับริมฝีปาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาหารบางชนิดที่คุณรับประทานเป็นตัวการสำคัญ ในการทำให้ริมฝีปากของคุณคล้ำขึ้น เช่น หอม ขิง กระเทียม หรือผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างมะนาว มะกรูด สัปปะรด ผักและผลไม้เหล่านี้ อุดมไปได้วยสารที่ชื่อว่า โซราแลน (Psoralen)  เป็นสารที่มีความไวต่อแสงแดด และสามารถเกิดฏิกิริยาทางเคมีกับรังสีอัลตราไวโอเลต เรียกว่า ปฏิกิริยาแพ้แดด ส่งผลให้ริมฝีปากของเรามีสีคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ ซึ่งปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณริมฝีปากเท่านั้น แต่หากสารโซราแลนตกค้างอยู่บนผิวหนัง เมื่อทำปฏิกิริยากับแสงแดดจะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างเดียวกัน นำปัญหา ฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ มาให้หนักใจอีกหนึ่งปัญหา ยาสีฟัน ใครจะไปคิดว่าการแปรงฟัน จะส่งผลให้ริมฝีปากของเราดำคล้ำได้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากสารประกอบในยาสีฟัน อย่างเช่น ผงขัดละเอียด สารที่ทำให้เกิดฟอง สารแต่งสี กลิ่น รส สารให้ความชุ่มชื้น สารกันเสีย อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบริเวณริมฝีปาก ซึ่งเป็นผิวที่บอบบาง เมื่อใช้ยาสีฟันเดิมๆติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาริมฝีปากคล้ำขึ้นได้  อีกทั้งยาสีฟันบางชนิดมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ (Fluorine) และแอลกอฮอล์ (Alcohol) ที่สูงมากเกินไป […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

7 สาเหตุ กลิ่นตัว ที่คุณอาจไม่เคยนึกมาก่อน

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคุณถึงมีกลิ่นตัวแรง แม้ว่าคุณจะใช้เวลาไปกับการอาบน้ำ ทาครีมบำรุงผิว หรือแม้แต่ฉีดน้ำหอมแล้วก็ตามที คุณอาจจะประหลาดใจหากได้รู้ว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนให้คุณเกิด “กลิ่น” ได้ และนี่คือ สาเหตุ กลิ่นตัว ที่คุณอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน สาเหตุ กลิ่นตัว อาจเกิดจากสิ่งเหล่านี้ 1 ผลข้างเคียงของยา ยาสามารถรักษาโรคได้ แต่ก็สามารถทำให้คุณมีกลิ่นได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มอร์ฟีน หรือยาลดไข้ ที่สามารถทำให้คุณมีเหงื่อออก นอกเหนือจากนั้นยังมีข้อมูลจากเมโยคลินิกว่า ยาต้านฮิสตามีน (antihistamines) ยาหดหลอดเลือด (decongestant) ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาระงับประสาท ยังสามารถทำให้คุณปากแห้งซึ่งมักจะนำไปสู่การมีกลิ่นปากได้ 2 ชอบกินอาหารรสจัดและเครื่องเทศ เครื่องเทศอย่างกระเทียมหรือหัวหอม จะทำให้ร่างกายของคุณต้องปล่อยก๊าซที่มีกำมะถันออกมาเพื่อการย่อยสลาย สารประกอบเหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด และส่งผลให้เกิดกลิ่นตัว อาหารชนิดอื่นๆ ก็สามารถทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ เช่น บร็อคโคลี่ กะหล่ำดาว และผักอื่นๆ ที่อยู่ในตระกูลกะหล่ำ 3 ระดับความเครียดสูง เหงื่อที่ออกตามปกตินั้น จริงๆ แล้วจะมีกลิ่นน้อยกว่าเหงื่อที่เกิดจากความเครียด ต่อมเหงื่อชนิดนี้เรียกว่า ต่อมอะโพไครน์ (Apocrine glands) ของเหลวจากต่อมนี้มีน้ำน้อยกว่า แต่ดึงดูดแบคทีเรียได้สูงกว่า จึงมีโอกาสเกิดกลิ่นมากกว่า แน่นอนว่า คุณควรพยายามผ่อนคลายเพื่อลดความเครียด แต่คุณก็ควรซักผ้าของคุณเป็นประจำด้วย เพื่อกำจัดแบคทีเรียส่วนใหญ่ออกไป 4 แอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้ร่างกายตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่แอลกอฮอล์ไหลเวียนในกระแสเลือดนั้น […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ระวังให้ดี ขาดวิตามินซี โรคโลหิตจาง จะถามหา

วิตามิน ซี เป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำได้  เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้เอง แหล่งวิตามินซีส่วนใหญ่ได้มาจากอาหารทั่วไปและอาหารเสริมเท่านั้น วิตามิน ซี มีประโยชน์ที่สำคัญหลายอย่างต่อร่างกาย หนึ่งในนั้นคือ ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีออกซิเจน ประสิทธิภาพอีกอย่างของวิตามิน ซี คือช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น ภาวะ ขาดวิตามินซี สามารถก่อให้เกิด โรคโลหิตจาง หรือโรคเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ (low red blood cell count) วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาไปดูว่ากาารขาดวิตามินซี…สามารถส่งผลอย่างไรต่อร่างกายได้บ้าง สาเหตุของโรคโลหิตจางจากการ ขาดวิตามินซี มีหลายสาเหตุของการเกิดโรคโลหิตจาง โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดวิตามินซีจะเกิดขึ้น เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และธาตุเหล็ก กระเพาะอาหารของคุณ จะสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดได้ดีขึ้น นำไปสู่การเพิ่มระดับการดูดซึมธาตุเหล็ก การดูดซึมธาตุเหล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ใหญ่จะดูดซึมธาตุเหล็กอยู่ระหว่างร้อยละ 10 และ ร้อยละ 15 ของธาตุเหล็กในอาหาร การดูดซึมธาตุเหล็กในรูปฮีมจากเนื้อ จะดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กในรูปอื่นที่ดูดซึมได้จากพืช แต่การบริโภคสารอาหารประเภทอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับวิตามินซี สามารถส่งผลกระทบต่อการดูดซึมธาตุเหล็กในรูปอื่น ผู้ที่ดูดซึมโปรตีนส่วนใหญ่จากผลิตภัณฑ์พืช และผู้ที่ถูกพิจารณาว่าอยู่ในภาวะขาดแคลนวิตามินซี จะพบความเสี่ยงอย่างมากในการเกิดโรคโลหิตจาง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ การขาดสารอาหาร โรคมะเร็ง ประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กหายไป เป็นสาเหตุสำคัญในการขาดแคลนภาวะวิตามินซี ที่ก่อให้เกิดโรคโลหิตจาง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ทัลคัม (Talcum) ในเครื่องสำอาง..อันตรายจริงหรือไม่

ข่าวใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2559 ที่ศาลแห่งสหรัฐอเมริกามีคำสั่งให้บริษัทผลิตแป้งเด็กยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง จ่ายเงินชดเชยจำนวน 72  ล้านเหรียญให้กับเหยื่อที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ที่คาดว่าเป็นผลมาจากการใช้แป้ง ทัลคัม อย่างเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงไปทั่วโลกอันตรายของสารดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ข้อโต้แย้งมากมายว่าทัลคัมอันตรายจริงหรือ ไปดูข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าคุณจะใช้ทัลคัมต่อ หรือพอกันแค่นี้  ทัลคัม คืออะไร ทัลก์ (Talc) เป็นแร่ธาตุที่พบได้ทั่วไปทุกแห่งบนโลก โดยในประเทศไทย พบมากในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และจันทรบุรี ซึ่งมีวิถีการขุดเช่นเดียวกับแร่ชนิดอื่น แล้วนำมาบดหยาบเพื่อคัดเลือกเกรดของแร่ โดยส่วนที่มีคุณภาพมากที่สุดจะนำมาเข้าสู่อุตสหกรรมการผลิตแป้ง โดยการโม่ให้เป็นผง และทำการทดสอบความบริสุทธิ์ ก่อนนำมาวางขาย หรือเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นต่อไป จนกลายเป็นแป้งทัลคัม (Talcum) หรือแป้งเด็กโรยตัวที่เรารู้จักกันดี เนื่องจากมีความอ่อนนุ่มสูงในรูปของผงละเอียด เป็นส่วนผสมที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อรับประทานเข้าปาก หรือทาลงบนผิว ทำให้นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมแป้งโรยตัว และเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด ที่ต้องอาศัยคุณสมบัติความเป็นผง จึงไม่แปลกใจที่เราจะพบทัลคัมได้ในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าใช้กันตั้งแต่เด็กยันโตเลยทีเดียว ทัลคัมเริ่มใช้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ การใช้ทัลก์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มนุษย์รู้จักนำแร่ธาต่ขึ้นมาใช้ โดยพบหลักฐานว่า ชาวอียิปต์โบราณใช้ทัลก์ในด้านความงาม นอกจากนั้นชาวอัสซีเรียโบราณ (Assyrien) และชนพื้นเมืองในอเมริกา ได้นำทัลก์มาใช้หากหลายด้าน ต่อมาในศตวรรษที่ 19 มีการนำทัลก์มาใช้เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองผิว เนื่องจากพลาสเตอร์ยา อีกทั้งบรรเทาอาการผื่นผ้าอ้อม ที่มักเกิดกับทารกน้อยอีกด้วย และในปัจจุบันมีการนำทัลก์มาใช้ในด้านอุตสาหกรรมความงามทั่วโลก จนกลายเป็นตำนานแป้งทัลคัมที่เราใช้กันอย่างแพร่หลาย ทัลคัมในเครื่องสำอาง ทัลก์ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน