เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก หรือรักษาค่าดัชนีมวลกาย (ฺBMI) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งสิ้น รับคำแนะนำเกี่ยวกับ เคล็ดลับโภชนาการที่ดี เพื่อช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ทำไมบางวันนอนเต็มอิ่ม แต่สมองกลับไม่เต็มร้อย? รู้จัก “คาร์โนซีน” สารสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม

ในแต่ละวัน ร่างกายและสมองต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรับมือกับภารกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ความแม่นยำ และการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง แต่หลายคนอาจเคยเผชิญกับอาการสมองล้า ซึ่งมี ความรู้สึกอ่อนล้า สมองไม่ปลอดโปร่ง หรือรู้สึกไม่พร้อมตั้งแต่เริ่มต้นวันใหม่ ทั้งที่นอนหลับมาเต็มอิ่มแล้วก็ตาม แม้การพักผ่อนและการออกกำลังกายจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมก็มีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายและสมองเช่นกัน หลายคนที่มีอาการสมองล้า อาจสงสัยว่าสมองล้า กินอะไรดีเพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่นขึ้น ซึ่งหนึ่งในอาหารบำรุงสมองที่ได้รับความสนใจคือ "คาร์โนซีน (Carnosine)" ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในร่างกายและในอาหารบางประเภท โดยมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานสูง เช่น สมองและกล้ามเนื้อ บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักว่าคาร์โนซีน คืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร รวมถึงบทบาทของวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิตามินบำรุงสมองและสารอาหารสำคัญต่อระบบประสาทและการสร้างพลังงาน พร้อมแนะนำแหล่งอาหารที่สามารถได้รับสารอาหารเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนความพร้อมของร่างกายและสมองในแต่ละวัน คาร์โนซีน สารอาหารที่พบในกล้ามเนื้อและสมอง คาร์โนซีนเป็นสารประเภทไดเปปไทด์ (Dipeptide) ที่เกิดจากการรวมตัวของกรดอะมิโน 2 ชนิด ได้แก่ เบต้า-อะลานีน (Beta-Alanine) และแอล-ฮีสติดีน (L-Histidine) สารชนิดนี้พบได้มากในเนื้อเยื่อที่มีการใช้พลังงานสูงของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ สมอง และหัวใจ แม้ว่าร่างกายจะสามารถสังเคราะห์คาร์โนซีนได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ระดับคาร์โนซีนในร่างกายมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง เราสามารถได้รับสารชนิดนี้เพิ่มเติมจากการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เนื้อปลา และเนื้อสัตว์ปีก รวมถึงซุปไก่สกัดได้อีกด้วย[4] ด้วยเหตุที่คาร์โนซีนพบมากในอวัยวะที่ต้องทำงานหนักและใช้พลังงานต่อเนื่องอย่างสมองและกล้ามเนื้อ จึงทำให้สารชนิดนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นในแวดวงการดูแลสุขภาพ […]

สำรวจ เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

กินตอนกลางคืน ทำให้อ้วนจริงหรือ แล้วจะรับมือกับความหิวกลางดึกได้อย่างไร

หลายคงกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น หากกินอาหารหลังจากมื้อเย็นไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำว่าไม่ควรกินอะไรหลัง 2 ทุ่ม อย่างไรตาม ในความจริงแล้วการกิน ‘อะไร’ ย่อมสำคัญกว่ากิน ‘เมื่อไหร่’ แล้วอันที่จริง กินตอนกลางคืน ทำให้อ้วน จริงๆ หรือเปล่า กินตอนกลางคืน ทำให้อ้วนจริงหรือ คุณอาจจะเคยได้ยินมาว่าหลัง 2 ทุ่มไม่ควรกินอาหาร และควรกินอาหารเช้ามื้อใหญ่ รวมถึงกินอาหารมื้อเย็นน้อยลง ความจริงแล้วกินมื้อเย็น หรือกินตอนกลางคืน ส่งผลต่อน้ำหนักของเราจริงหรือเปล่า กินอาหารเช้าอย่างราชา กินตอนเย็นอย่างยาจก เราอาจเคยได้ยินกันมาว่า ให้กินอาหารเช้าเหมือนราชา กินอาหารกลางวันเหมือนคนธรรมดา และกินอาหารเย็นอย่างยาจก ประโยคนี้มาจากนักโภชนาการรุ่นบุกเบิก จึงทำให้หลายคนเชื่อว่าการกินมื้อเย็นมาก อาจทำให้อ้วน หรือกินอาหารมื้อดึกสามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่กลุ่มผู้ทดลองคือนักศึกษาจำนวน 110 คน โดยผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่มีน้ำหนักมากกว่า มีแนวโน้มที่จะกินอาหารมากกว่าในตอนกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงเวลาใกล้เข้านอน ประมาณ 2 ทุ่ม ที่ร่างกายจะเริ่มหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) เพื่อเตรียมตัวนอนหลับ จึงแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารก่อนช่วงเวลาเข้านอน เนื่องจากคุณมีโอกาสที่จะได้รับแคลอรี่มาก หากกินอาหารตอนกลางคืน อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังคงต้องการการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป กินเวลาไหนก็เหมือนกัน แต่ถ้ากินมากเกินไปยังไงก็อ้วนอยู่ดี ในทางตรงกันข้าม มีหลักการที่ใช้กันในทุกวันนี้คือ แคลอรี่ก็คือแคลอรี่ ไม่ว่าจะกินเวลาไหน หากกินแคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ก็ทำให้น้ำหนักขึ้นในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ที่ให้ข้อมูลว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะกินเวลาไหน แต่ขึ้นอยู่กับอาหารที่กิน […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

การกินอาหาร คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low-Carb Diets) มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

การกินอาหารที่มี คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low-Carb Diets) และมีโปรตีนสูง เพื่อการลดน้ำหนัก ถือเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถช่วยลดน้ำหนัก และยังทำให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่แนะนำว่าการลดความอ้วนด้วยวิธีนี้ในระยะยาว อาจส่งผลต่อสุขภาพ การลดน้ำหนักด้วยการกินอาหารที่มี คาร์โบไฮเดรตต่ำ ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร การกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low-Carb Diets) หรือที่บางคนเรียกว่า โลว์คาร์บ หมายถึงการกินคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง และเพิ่มการกินโปรตีน โดยการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้มักจะแนะนำว่า ควรได้รับแคลอรี่จากการกินโปรตีน 30% ถึง 50% ของแคลอรี่ทั้งหมด หลักการของการลดน้ำหนัก ด้วยการกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำคือ โดยปกติแล้วร่างกายจะเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง และเมื่อลดการกินคาร์โบไฮเดรตอย่างรุนแรง โดยกินคาร์โบไฮเดรตเพียง 20 กรัมต่อวัน ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตซิส (ketosis) ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีน้ำตาล (กลูโคส) ไม่เพียงพอสำหรับใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นร่างกายจึงสลายไขมันที่สะสมไว้ ทำให้เกิด คีโตน (ketone) ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดจากการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ส่วนผลข้างเคียงจากภาวะคีโตซิสนั้น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดหัว และมีกลิ่นปาก นอกจากนี้ เมื่อไขมันกลายเป็นแหล่งพลังงานหลัก ร่างกายก็จะนำไขมันมาใช้ ส่งผลให้น้ำหนักของคุณลดลง เพิ่มเติมไปกว่านั้น การกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ อาจช่วยลดระดับอินซูลิน ที่จะส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

อาหารที่ทำให้ท้องอืด และเพิ่มแก๊สในระบบทางเดินอาหารโดยไม่รู้ตัว

อาการท้องอืดเนื่องจากแก๊สในระบบทางเดินอาหาร เป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาจเกิดจากการที่คุณได้รับอากาศมากเกินไป จากการกินอาหารหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป รวมถึงการพูดไปด้วย กินไปด้วย ซึ่งการมีแก๊สในร่างกายอาจเกิดจากการกิน อาหารที่ทำให้ท้องอืด บางประเภท และสามารถบรรเทาอาการได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าอาการท้องอืดเนื่องจากแก๊ส ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาคุณหมอเพราะอาจหมายถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง ถั่ว ถ้านึกถึงอาหารที่ทำให้มีแก๊ส ‘ถั่ว’ ถือเป็นอันดับแรกที่หลายคนจะนึกถึง เนื่องจากถั่วมีแรฟฟิโนส (Raffinose) มาก ซึ่งเป็นโมเลกุลน้ำตาลเชิงซ้อนที่ร่างกายย่อยยาก โดยเมื่อแรฟฟิโนสเคลื่อนที่ผ่านลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียจะสลายโมเลกุลน้ำตาล สามารถทำให้เกิดการผลิตไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สมีเทน ซึ่งแก๊สเหล่านี้จะออกจากร่างกายทางทวารหนัก ดังนั้นการกินถั่วในปริมาณที่พอดีสามารถช่วยลดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้การแช่ถั่วไว้ข้ามคืนก่อนนำมาปรุงอาหาร ก็สามารถช่วยลดแก๊สได้เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมวัว น้ำตาลแลคโตส พบมากในผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมวัว เช่น ชีส โยเกิร์ตและไอศกรีม สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสได้เพียงพอ ก็จะยากต่อการย่อยน้ำตาลแลคโตส ซึ่งสามารถเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส (Lactose intolerance) โดยการมีแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ถือเป็นหนึ่งในอาการของภาวะแพ้แลคโตส ซึ่งถ้าคุณสงสัยว่าอาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ ควรปรึกษาแพทย์ และอาจลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมวัว ธัญพืชเต็มเมล็ด ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น โฮลวีต ข้าวโอ๊ต ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ แรฟฟิโนส (Raffinose) และแป้ง โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะสลายสารอาหารเหล่านี้ ซึ่งทำให้เกิดแก๊ส แต่อย่างไรก็ตาม ข้าว ถือเป็นธัญพืชเต็มเมล็ดประเภทเดียวที่ไม่ทำให้เกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ผัก ผักบางชนิด […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

8 อาหารต้านข้ออักเสบ ที่อาจช่วยคุณป้องกันโรคนี้ได้

คุณเคยต้องต่อสู้กับข้ออักเสบ (arthritis) หรือไม่ คุณทราบหรือไม่ว่า คุณสามารถต่อสู้ข้ออักเสบได้ โดยการเลือกอาหารที่เหมาะสม อาหารไม่เพียงแต่รสชาติดีเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยต้านการอักเสบ ทำให้กระดูกแข็งแรง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย เราจะอธิบายว่าข้ออักเสบคืออะไร และ อาหารต้านข้ออักเสบ ได้อย่างไร ข้ออักเสบคืออะไร ข้ออักเสบหมายความว่า มีการอักเสบเกิดขึ้นในข้อต่อหนึ่งข้อหรือมากกว่า การอักเสบจัดเป็นส่วนของกระบวนการหนึ่งในการเยียวยาตัวของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นสิ่งปกป้องไวรัสและแบคทีเรีย หรือเป็นปฏิกิริยาต่อการบาดเจ็บ อย่างไรก็ดี ในผู้ป่วยบางราย อาจเกิดการอักเสบขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ และส่งผลระบบภูมิคุ้มกันของข้อต่อ แทนการช่วยซ่อมแซมร่างกาย ร่างกายจึงได้รับผลกระทบ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดและอาการฝืดแข็งของข้อต่อได้ อาหารต้านข้ออักเสบ ถึงแม้ว่าไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่า อาหารสามารถรักษาข้ออักเสบได้ แต่การเพิ่มอาหารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สามารถต้านการอักเสบและป้องกันข้ออักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลา การวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 อาจจำกัดการอักเสบในร่างกาย และลดอาการต่างๆ ของข้ออักเสบได้ กรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณมากพบในปลาบางประเภท เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู และปลาแฮร์ริ่ง แนะนำให้กินอาหารจำพวกปลาอย่างน้อย 85 กรัม สองครั้งต่อสัปดาห์ ถั่วเหลือง หากคุณไม่สามารถทนกับกลิ่นคาวปลาได้ ทำไมไม่ลองถั่วเหลืองล่ะ? ถั่วเหลืองมีประโยชน์ในการต้านการอักเสบ เช่นเดียวกับกรดไขมันโอเมก้า 3 ถั่วเหลืองยังมีประโยชน์หลายอย่างต่อสุขภาพ อีกทั้งมีไขมันต่ำแต่มีโปรตีนและใยอาหารสูง น้ำมันมะกอก เชื่อกันว่าน้ำมันมะกอกในอาหารช่วยลดอาการปวดและอาการฝืดแข็งของข้อต่อ ในผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) คุณสมบัติในการต้านอักเสบของน้ำมันมะกอกมาจากกรดโอเลอิก […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

การดื่มน้ำ ตัวช่วยในการลดน้ำหนักที่ไม่ควรมองข้าม

การดื่มน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพโดยรวม และสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจช่วยได้ เพราะนอกจากน้ำจะเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดในการควบคุมน้ำหนักเนื่องด้วยน้ำไม่มีแคลอรี่ น้ำยังมีคุณสมบัติอีกหลายประการที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักอีกด้วย ประโยชน์ของ การดื่มน้ำ เพื่อการลดน้ำหนัก ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยในการเผาผลาญพลังงานได้ งานวิจัยจากวารสาร The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism ในปี พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับผลของดื่มน้ำต่ออัตราการเผาผลาญพลังงาน โดยศึกษาผลของการดื่มน้ำ 500 มล. ต่อการเผาผลาญพลังงานในอาสาสมัครสุขภาพดี 14 ราย (ชายและหญิงอย่างละ 7 คน) พบว่า การดื่มน้ำอาจทำให้อัตราการเผาผลาญขึ้นประมาณ 30% ภายในเวลาเพียง 10 นาที และสูงสุดที่ช่วง 30-40 นาที โดยผลรวมคืออัตราการเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 100 กิโลจูล หรือ 24 กิโลแคลอรี โดย 40% ของพลังงานที่เผาผลาญไปมาจากการปรับน้ำจากอุณหภูมิห้อง ประมาณ 22 องศาเซลเซียส ให้ร้อนขึ้นเท่าระดับร่างกายประมาณ 37 องศาเซลเซียส  อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่มีข้อสรุปว่ามีผลในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ลดความอยากอาหาร การดื่มน้ำก่อนกินอาหารอาจช่วยลดความอยากอาหารได้ […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

อาหารต้านการอักเสบ ที่ควรรับประทานและควรเลี่ยง

โรคต่างๆ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ล้วนมีสาเหตุมาจากการอักเสบในส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม หรือเป็น อาหารต้านการอักเสบ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะอักเสบ หรือช่วยให้อาการอักเสบที่เป็นอยู่บรรเทาได้ [embed-health-tool-bmi] การอักเสบ คืออะไร การอักเสบคือการตอบสนองของร่างกายต่อการเจ็บป่วย รวมถึงการติดเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือการบาดเจ็บ ถือเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดการบาดเจ็บ ระบบภูมิค้มกันจะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมากขึ้นไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ เพื่อต่อสู้กับอาการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โรคบางโรค เช่น โรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน โรคหอบหืด อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเนื้อเยื่อดีได้ หรือในบางครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันทำให้เกิดการตอบสนองต่อการอักเสบเมื่อไม่มีเชื้อโรคจากภายนอก ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า โรคภูมิต้านตนเองหรือแพ้ภูมิตนเอง อาหารกับการอักเสบเกี่ยวข้องกันอย่างไร อาหารลดการอักเสบในร่างกาย เป็นกระบวนการต่อต้านการอักเสบที่มักเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระที่สะสมมากเกินพอดีเป็นเวลานาน และค่อย ๆ ทำให้เซลล์ในร่างกายเสียหาย จนส่งผลให้เป็นโรคในที่สุด อาหารต้านการอักเสบส่วนใหญ่มักมาจากพืชและผลไม้ เพราะในพืชและผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นโมเลกุลที่ทำปฏิกิริยาในอาหาร มีส่วนช่วยในการลดและกำจัดอนุมูลอิสระที่มีมากเกินไปและช่วยยับยั้งการทำลายเซลล์ อาหารต้านการอักเสบในแต่ละมื้อควรให้มีสมดุลของโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน และควรได้รับวิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ และน้ำ ตามที่ร่างกายต้องการด้วย ปัจจุบัน มีรูปแบบการรับประทานอาหารหลายประเภทที่อาจจัดเป็นอาหารต้านการอักเสบ เช่น การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งประกอบด้วย ปลา ธัญพืช และไขมันที่ดีต่อหัวใจ จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาหารเหล่านี้ สามารถลดผลกระทบของการอักเสบในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ อาหารเสี่ยงเพิ่มการอักเสบที่ควรงดหรือลด […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

อาหารต้านมะเร็งตับ คุณควรกินอะไรบ้าง?

ตับ..มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดีของร่างกาย ตับช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายสำหรับการมีชีวิตและการเจริญเติบโต อย่างไรก็ดี มะเร็งตับพบได้มากในปัจจุบัน แต่หากตรวจพบได้เร็วและรักษาได้ทันเวลา การรักษาก็จะได้ผลถึงร้อยละ 80 วิธีหนึ่งที่สามารถปฏิบัติได้ที่บ้าน เพื่อป้องกันมะเร็งตับก็คือการรับประทาน อาหารต้านมะเร็งตับ ที่มีสรรพคุณในการป้องกันการเกิดมะเร็งตับ ถึงแม้ว่าอาหารจะไม่ได้ผลสำหรับรักษามะเร็งตับ แต่อาหารจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ทำให้สุขภาพดีขึ้น และต้านโรคได้ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับทางโภชนาการบางประการสำหรับผู้ป่วยโรคตับ อาหารต้านมะเร็งตับ คุณควรกินอะไรบ้าง? ผักและผลไม้สด ผักและผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง นอกจากนี้ ผักและผลไม้สดยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากซึ่งช่วยต้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และป้องกันมะเร็งได้ นอกจากนี้ ใยอาหารในผักใบเขียวและผลไม้ยังช่วยลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย ผลไม้บางชนิดดีต่อมะเร็งตับ ได้แก่ สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม และพริกหวานสีแดง ผักที่แนะนำ ได้แก่ ฟักทอง แครอท กะหล่ำปลี และบร็อคโคลี่ ธัญพืชเต็มเมล็ด ธัญพืช เช่น ขนมปัง ข้าว และเส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตสำคัญสำหรับร่างกาย ซึ่งช่วยสร้างน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับเซลล์ ธัญพืชที่แนะนำ ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด และ งา เป็นต้น อาหารไขมันต่ำ อาหารไขมันต่ำบางชนิดมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคตับ ได้แก่ ถั่ว น้ำมันมะกอก และน้ำมันพืช อาหารไขมันต่ำย่อยง่าย ซึ่งช่วยให้ตับและไตทำงานไม่หนักเกินไป เนื้อขาว การศึกษาจำนวนมากจากทั่วโลกเผยว่า การบริโภคเนื้อขาวแทนเนื้อแดง จะช่วยให้ร่างกายต้านมะเร็งตับได้ดีกว่า เนื้อขาวได้จากสัตว์ปีก […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ผงชูรส ส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพของเราบ้าง

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาชี้ว่า ผงชูรส ปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็มีข้อมูลที่ชี้ว่าผงชูรส อาจทำให้เกิดโรคหอบหืด และมีอาการปวดหัว รวมถึงทำลายสมอง นอกจากนี้เวลาไปกินอาหารนอกบ้าน บางร้านก็ติดป้ายว่า ไม่ใส่ผงชูรส จริงๆ แล้วผงชูรสส่งผลต่อร่างกายอย่างไรกันแน่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะชวนมาหาคำตอบกันค่ะ ผงชูรสคืออะไร ผงชูรส คือเกลือกรดชนิดหนึ่งชื่อ โมโนโซเดียมกลูทาเมต (MSG, Monosodium Glutamate) ลักษณะเป็นผลึกรูปเข็ม สีขาว ละลายน้ำได้ดี ใช้ประโยชน์ในการปรุงแต่งรสอาหาร เช่น อาหารจีน ผักกระป๋อง ซุป และเนื้อแปรรูป องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้จัดประเภทผงชูรส ให้เป็นส่วนผสมอาหารที่ “ยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย” แต่การใช้ผงชูรสยังคงเป็นที่ถกเถียง ด้วยเหตุนี้เองเมื่อมีการใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร องค์การอาหารและยาฯ จึงกำหนดให้มีการระบุไว้ในฉลาก ผงชูรส ส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไร ผงชูรสกับสมอง และอาการแพ้ผงชูรส กรดกลูตามิกทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทในสมอง บางข้อมูลจึงอ้างว่า ผงชูรสทำให้มีกลูตาเมตในสมองมากเกินไป และกระตุ้นเซลล์ประสาทมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม การได้รับกลูตาเมตเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน อาจไม่ส่งผลต่อสมอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ จากการกินอาหารที่มีผงชูรส ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่ากลุ่มอาการ เอ็มเอสจี (MSG symptom complex) ได้แก่ ปวดหัว ผิวหนังแดง เหงื่อออก มีแรงกดดันบนใบหน้า มึนงง เป็นเหน็บชา หรือแสบบริเวณใบหน้า […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ทองแดง อีกหนึ่งแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ทองแดง (Copper) เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย พบได้ในเนื้อเยื่อของร่างกาย ทองแดง มีบทบาทในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและรักษาดูแลเซลล์ประสาทและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ ทองแดง ยังช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน ดูดซับธาตุเหล็ก และยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงานให้กับร่างกาย ทองแดง จะพบได้ในตับ สมอง หัวใจ ไต และกล้ามเนื้อลาย การมีทองแดงในร่างกายมากเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง แม้ว่าร่างกายจะต้องการทองแดงเพียงเล็กน้อยแต่ก็เป็นแร่ธาตุที่จำเป็น โดยปริมาณที่แนะนำให้ผู้ใหญ่รับ ทองแดง อยู่ที่ 900 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ถ้าหากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรได้รับในปริมาณมากขึ้นเล็กน้อย 1 มิลลิกรัม หรือ 1.3 มิลลิกรัม ต่อวันตามลำดับ  ทองแดงสามารถทำอะไรได้บ้าง เป็นแหล่งผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ดูดซึมธาตุเหล็ก ป้องกันการอักเสบของต่อมลูกหมาก เสริมสร้างและบำรุงรักษากระดูก เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ เช่น สมองและหัวใจกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แร่ธาตุทองแดง ประโยชน์ต่อร่างกาย สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การมีระดับทองแดงในร่างกายต่ำ ส่งผลให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง นักวิจัยกลุ่มหนึ่งพบว่า การเพิ่มระดับทองแดงในร่างกายทำให้อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวบางรายดีขึ้น การส่งสัญญาณของเซลล์ประสาท จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Chris Chang ในปี 2016 ที่สามารถดูการเคลื่อนไหวเข้าออกเซลล์ประสาทของทองแดงได้โดยผ่านการใช้สารเรืองแสง พบว่าหากปริมาณทองแดงในเซลล์มากจะช่วยลดการส่งสัญญาณของเซลล์ประสาท หากระดับทองแดงในเซลล์ลดลง การส่งสัญญาณก็จะดำเนินต่อไป การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การมีระดับทองแดงในร่างกายต่ำอาจทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Neutropenia) ซึ่งเม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พิษจากสารต่าง ๆ การมีระดับเม็ดเลือดขาวต่ำจะมีแนวโน้มในการเป็นโรคที่ติดเชื้อได้ง่าย โรคกระดูกพรุน การขาดทองแดงอย่างรุนแรงเกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของกระดูก แร่ธาตุในกระดูกที่ต่ำลงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

สุดยอดอาหารบำรุงเลือด กินอย่างไรให้ฮีโมโกลบินเพิ่ม

ฮีโมโกลบินต่ำ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้าย ความผิดปกติของโครงสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง การเพิ่มฮีโมโกลบินก็มีตั้งแต่การกินยา เข้าปรึกษาแพทย์ หรือการกินอาหารเสริมธาตุเหล็กสำหรับคนที่มีภาวะฮีโมโกลบินที่ต่ำมาก ๆ นอกจากนี้การเลือกกินอาหารก็ช่วยได้เช่นกัน วันนี้  Hello คุณหมอ จะพาทุกคนไปดูอาหารที่ช่วยเพิ่ม ฮีโมโกลบิน จะมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านได้ในบทความนี้เลยค่ะ ฮีโมโกลบิน คืออะไร ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นโมเลกุลโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่นำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อของร่างกายและส่งผลให้คาร์บอนไดออกไซด์จากเนื้อเยื่อกลับไปยังปอดเพื่อหายใจเข้า ฮีโมโกลบินประกอบด้วยโมเลกุลโปรตีน 4 ตัวเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ฮีโมโกลบิน ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษารูปร่างของเม็ดเลือดแดง ในรูปแบบธรรมชาติของเม็ดเลือดแดงคล้ายกับโดนัทที่ไม่มีรูตรงกลาง โครงสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติจึงสามารถทำลายรูปร่างของเม็ดเลือดแดงและขัดขวางการทำงานและการไหลผ่านหลอดเลือดได้ ฮีโมโกลบินต่ำ ระดับฮีโมโกลบินต่ำ (Low Hemoglobin) หมายถึง เป็นโลหิตจางหรือมีเม็ดเลือดแดงต่ำ จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ต่ำกว่าปกติจะเรียกว่าภาวะโลหิตจางและระดับฮีโมโกลบินสะท้อนถึงจำนวนนี้ ทางศูนย์การแพทย์ไม่หวังผลกำไรอย่าง Mayo Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดค่าฮีโมโกลบินต่ำ คือระดับที่ต่ำกว่า 13.5 กรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชายหรือ 12 กรัมต่อเดซิลิตรในสตรี ซึ่งโรคโลหิตจางก็มาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบได้โดยทั่วไปของโรคโลหิตจาง ได้แก่ การสูญเสียเลือด (สูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือแผลในกระเพาะอาหาร) การขาดสารอาหาร (ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 โฟเลต) ปัญหาไขกระดูก โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกยับยั้งจากการสังเคราะห์โดยเคมีบำบัดหรือยา ไตวายและโครงสร้างของฮีโมโกลบินผิดปกติ (โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียวหรือธาลัสซีเมีย) การตั้งครรภ์ ปัญหาเกี่ยวกับตับ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้บางคนยังมีปริมาณฮีโมโกลบินต่ำโดยไม่มีสาเหตุใด ๆ หรือคนที่มี ฮีโมโกลบินต่ำ แต่ไม่เคยแสดงอาการใด […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน