โรคอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนจึงมองหาวิธีลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ซึ่ง “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ทางลัดสำหรับทุกคน และไม่ควรใช้ตามกระแสหรือคำแนะนำในโซเชียล เพราะหากใช้ไม่ถูกต้อง ปรับขนาดยาเอง หรือหยุดยาเองโดยไม่มีแพทย์ดูแล อาจเสี่ยงทั้งผลข้างเคียงและภาวะน้ำหนักดีดกลับแบบ “โยโย่” ได้
บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักว่า ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร มีผลข้างเคียงอะไรที่ควรรู้ และควรใช้อย่างไรให้ปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์
ปากกาฉีดลดน้ำหนักคืออะไร
ปากกาลดน้ำหนัก โดยทั่วไปหมายถึง ยาในกลุ่ม GLP-1 receptor agonist (GLP-1 RA) ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วและลดความอยากอาหาร จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้ในผู้ที่มีข้อบ่งใช้เหมาะสม
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ให้ข้อมูลว่า สำหรับในประเทศไทย ยากลุ่มนี้ได้รับอนุมัติสำหรับการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 และช่วยลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วนเท่านั้น ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักเพื่อความสวยงามในบุคคลทั่วไป
ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร
แม้ปากกาลดน้ำหนักจะช่วยให้น้ำหนักลดได้จริงในบางคน แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยกลุ่มที่เข้าข่ายพิจารณาใช้ปากกาลดน้ำหนัก มีดังนี้
- ผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 27 กก./ม² ขึ้นไปและมีโรคร่วมจากน้ำหนักเกิน
- ผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 30 กก./ม² ขึ้นไป
- ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการปรับพฤติกรรมแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ทางด้านโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังระบุด้วยว่า หากใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ปากกาลดน้ำหนักอาจช่วยให้น้ำหนักลดได้เฉลี่ยประมาณ 10-20% แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล จึงต้องอาศัยการประเมินรายคนจากแพทย์ ไม่ใช่ใช้ตามรีวิวหรือกระแสในโลกออนไลน์
[embed-health-tool-bmi]
ทำไมใช้ผิดแล้วเสี่ยง “โยโย่”
เหตุผลที่ปากกาลดน้ำหนักอาจทำให้เกิดภาวะโยโย่เอฟเฟคเมื่อใช้ผิดวิธี เพราะยาออกฤทธิ์ช่วยลดความหิวและเพิ่มความอิ่มในช่วงที่ใช้อยู่ เมื่อใช้ไม่ถูกต้องหรือหยุดยาเองโดยไม่มีแผนดูแลต่อเนื่อง น้ำหนักจึงอาจดีดกลับได้ อย. เตือนว่าการใช้ตามโซเชียลโดยปรับขนาดยาและวิธีฉีดเอง เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงและอาจก่ออันตรายต่อสุขภาพได้
ข้อมูลจากงานวิจัย เกี่ยวกับภาวะน้ำหนักดีดกลับขึ้นหลังหยุดใช้ยาลดน้ำหนัก ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The BMJ เมื่อปี พ.ศ. 2568 ได้สนับสนุนประเด็นนี้ค่อนข้างชัด โดยจากการศึกษากว่า 37 การศึกษา รวม 9,341 คน พบว่า หลังจากการหยุดใช้ยาน้ำหนัก ผู้ใช้มักมีน้ำหนักดีดกลับขึ้นเฉลี่ย 0.4 กก./เดือน และคาดว่าจะกลับไปใกล้น้ำหนักตั้งต้นภายในประมาณ 1.7 ปี ในขณะที่ตัวชี้วัดสุขภาพ เช่น HbA1c น้ำตาล ไขมัน และความดัน มีแนวโน้มกลับไปใกล้ค่าเดิมภายในประมาณ 1.4 ปี หลังหยุดยา
สำหรับกลุ่มยา incretin mimetics โดยเฉพาะยากลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น semaglutide และ tirzepatide งานวิจัยฉบับเดียวกันประเมินว่าอัตราการกลับขึ้นของน้ำหนักอาจเร็วกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 0.8 กก./เดือน และอาจกลับไปใกล้น้ำหนักตั้งต้นภายในราว 1.5 ปี หลังหยุดยา
งานวิจัยยังพบด้วยว่า การดีดกลับขึ้นของน้ำหนักในผู้ที่หยุดใช้ยา เร็วกว่าผู้ที่หยุดการลดน้ำหนักด้วยการปรับพฤติกรรม ซึ่งสะท้อนว่าโรคอ้วนเป็นภาวะเรื้อรัง และการดูแลระยะยาวยังสำคัญมากกว่าการพึ่งยาเพียงระยะสั้น
ผลข้างเคียงที่ควรรู้
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากปากกาลดน้ำหนัก ได้แก่
- อิ่มเร็ว
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- ท้องผูก
- ท้องเสีย
- ภาวะขาดน้ำ
นอกจากนี้ ทาง อย. ยังเตือนถึงผลข้างเคียงที่อาจรุนแรงได้ เช่น น้ำตาลในเลือดต่ำ ไตวาย ถุงน้ำดีอักเสบ ภาวะซึมเศร้า และกล้ามเนื้อฝ่อลีบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคตับ โรคไทรอยด์ หรือโรคต่อมไร้ท่อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินและติดตามอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
ดังนั้น แม้ยาจะช่วยเรื่องน้ำหนักได้ แต่ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่ซื้อมาใช้เองได้เหมือนอาหารเสริม
การใช้ปากกาลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ ใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งใช้จริง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยต้องใช้ร่วมกับ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรม อย่างเหมาะสม ไม่ควรซื้อมาใช้เอง และควรปรับโภชนาการกับออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเสมอ
ปากกาฉีดลดน้ำหนักช่วยให้น้ำหนักลดได้จริงในผู้ที่เหมาะสม แต่ ไม่ใช่ยาสำหรับความสวยงามในคนทั่วไป และไม่ควรใช้ตามกระแสโซเชียลหรือซื้อมาใช้เอง เพราะหากใช้ผิดหรือหยุดยาเอง อาจเสี่ยงทั้ง โยโย่ และ ผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องให้แพทย์ประเมินข้อบ่งใช้ ติดตามอาการ และวางแผนดูแลร่วมกับการปรับพฤติกรรมเพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน




















