home

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

ปัญหาสุขภาพจิตนั้นมีด้วยกันหลายรูปแบบ หากคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น เช่น การจัดการกับความโกรธ เทคนิครับมือกับความเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคกลัวต่าง ๆ หาคำตอบได้ที่นี่เลย!

ความรู้ทั่วไป

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็เผยว่า เราควรหาเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามลำพัง หรือใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้าง เพราะการอยู่คนเดียวนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด ว่าแต่ ข้อดีของการอยู่คนเดียว จะมีอะไรบ้าง แล้วเราควรเริ่มทำกิจกรรมอะไรตามลำพังดี บทความนี้ของ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณแล้ว อยู่คนเดียว ไม่ได้เท่ากับ “เหงา” การอยู่คนเดียว ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรู้สึกเหงาเสมอไป ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ชี้ว่า การใช้เวลาคุณภาพ (Quality Time) ตามลำพังในระยะเวลาที่เหมาะสม ก็จัดเป็นการมีสุขภาวะที่ดีเช่นกัน ซึ่งคำว่า “สุขภาวะ” (Well-Being) ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) หมายถึง สภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต และทางสังคม มิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการและไม่เป็นโรคเท่านั้น อีกทั้งนักวิจัยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยิ่งหากเราทำกิจกรรมนั้น ๆ ตามลำพัง โดยปราศจากสิ่งรบกวน ความคิดเห็น หรืออิทธิพลจากบุคคลอื่น ก็ยิ่งจะดีต่อสุขภาพของเรามากขึ้นไปอีก และต่อให้ใครจะบอกว่าไม่ชอบอยู่คนเดียว หรือเป็นคนชอบเข้าสังคมแค่ไหน แต่ลึก ๆ แล้วคนเหล่านั้นก็อยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองตามลำพังบ้างอยู่ดี ในทางตรงกันข้าม คนที่มีโลกส่วนตัวสูง ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา แต่ควรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือเข้าสังคมบ้าง สิ่งสำคัญคือคุณต้องจำให้ขึ้นใจว่า […]

หัวข้อ ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น เพิ่มเติม

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

ความเชื่อใจสร้างได้ก็หมดได้ แต่ถ้าถูกทำลายความไว้วางใจบ่อยครั้ง ก็อาจจะเป็นการยากที่ครั้งต่อไปเราจะมีความเชื่อใจอย่างเต็มร้อยให้กับใครสักคนหนึ่ง แม้กระทั่งตัวของเราเองก็ตาม ฟังดูเหมือนเป็นเพียงความรู้สึกแย่ ๆ กับการที่เราไปพบเจอกับคนไม่ดี แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การที่เราไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกต่อไปนั้น อาจเป็นเพราะเรากำลังเผชิญกับ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น อยู่ก็เป็นได้ แต่โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นเป็นอย่างไร Hello คุณหมอ มีข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับโรคนี้มาฝากค่ะ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น คืออะไร โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น (Pistanthrophobia) เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในลักษณะของคนที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนสนิท หรือคนใกล้ชิด แต่โดยมากแล้วอาการเช่นนี้มักพบได้ในผู้ที่มีความสัมพันธ์เชิงคู่รัก กล่าวได้ว่า โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นจึงเป็นความหวาดกลัว ความไม่ไว้ใจ ความไม่เชื่อใจ หรือความหวั่นเกรงว่าจะได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจจากคนใกล้ชิดหรือคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดปัญหานี้จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ และเมื่อสุขภาพจิตใจย่ำแย่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ขาดสมาธิในการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งยังส่งผลต่อการลดความเชื่อมั่นในตนเองลง และรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะก้าวผ่านสถานการณ์เช่นนี้ไปได้ สาเหตุของ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นมักเกิดจากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อใจหรือความไว้ใจ แล้วพบว่าตัวเองถูกหักหลัง หรือรู้สึกว่าตัวเองได้รับการทรยศหักหลัง และเมื่อมีเหตุการณ์ต่อมาที่มีลักษณะคล้ายกับประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต ก็จะทำให้เกิดความกลัวขึ้นมาในใจ  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยโรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นทุกคนที่มีผลผวงมาจากประสบการณ์แย่ ๆ ที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายคนที่เป็นโรคนี้โดยที่ไม่เคยประสบกับสถานการณ์แย่ ๆ ที่กระทบต่อความไว้ใจจนกลายเป็นความหวาดกลัว แต่เกิดจากการที่มีความนับถือในตัวเองต่ำ หรือไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเอง จนบังเกิดความกลัวขึ้นมาว่าถ้าคนอื่นรู้ว่าตนเองไม่ได้ดีอย่างที่คิด หรืออย่างที่คาดหวัง จะทำให้ถูกปฏิเสธหรือทรยศ จนในที่สุดก็เก็บเอามาหวาดระแวงว่าทุกคนที่เข้ามาหาล้วนเชื่อใจไม่ได้หรือไม่มีใครจริงใจด้วย อาการของ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น เป็นยังไง ตามปกติแล้วโรคที่มีผลต่อสภาพจิตใจอย่างความกลัว หรืออาการกลัวสิ่งต่าง ๆ […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

บางครั้งเหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตที่เกิดขึ้น ไม่ได้จบลงไปดังเช่นอดีตที่ผ่านพ้นไป แต่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของเรา เมื่อใดที่ถูกกระตุ้น ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานที่ฝังอยู่ ก็จะตามมาหลอกหลอนเราถึงปัจจุบัน จนบางครั้งทำให้เรานั้นเกิดความเครียด วิตกกังวล แม้เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตก็ยังคงอยู่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะชวนทุกคนไปรู้จักกับ การบำบัดด้วย EMDR ซึ่งเป็นการบำบัดที่ช่วยให้ข้ามผ่านความเจ็บปวดในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ออกไปจากสมองของเรา ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้า และใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ การบำบัดด้วย EMDR คืออะไร EMDR เป็นคำที่ย่อมาจาก Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นเทคนิคในการการบำบัด ความเจ็บปวดและความทรงจำที่เลวร้ายในอดีต เพื่อบรรเทาความเครียดทางจิตใจที่เกิดขึ้น แม้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นจะจบลงไปนานแล้ว แต่เมื่อถูกกระตุ้นก็จะทำให้เรานั้นนึกถึงและรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การบำบัดด้วยอีเอ็มดีอาร์ เป็นการบำบัดที่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการทำงานความทรงจำ ความรู้สึก ความเชื่อมั่นในตนเอง และอารมณ์ โดยนักบำบัดจะใช้วิธีการเคลื่อนไหวดวงตา เพื่อช่วยบรรเทาความทรงจำที่เลวร้ายในอดีต ทำให้สมองเกิดความรู้ความเข้าใจใหม่ และยกความทรงจำที่เลวร้ายในอดีตนั้นออกไป เพื่อให้คุณหลุดพ้นจากอดีตที่เลวร้าย หลักการบำบัดด้วย EMDR เป็นอย่างไร การบำบัดแบบอีเอ็มดีอาร์ เป็นรูปแบบการบำบัดโดยธรรมชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าจิตใจของคนเรานั้นสามารถประมวลผลได้ใหม่ โดยการยกเรื่องราวที่เลวร้ายในอดีตออกไปจากความทรงจำได้ และช่วยให้เรานั้นสามารถมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตนั้น สามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองได้ เมื่อสมองได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจหรือเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะลืม สมองจะทำการกักเก็บข้อมูลนี้ไว้ทั้งรูปภาพ ความรู้สึก และอารมณ์ในตอนนั้น การบำบัดด้วยอีเอ็มดีอาร์ […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

มีผู้คนมากมายที่ต้องเผชิญกับความเศร้าหรือความหดหู่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่บางคนก็อาจคิดว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ความจริงแล้ว ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า มีความแตกต่างกันอยู่ การเข้าไปพบคุณหมอจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ลองมาดูกันดีกว่าว่า ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า แตกต่างกันอย่างไร ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน ทำความรู้จักกับ ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า การรับรู้และความเข้าใจในความแตกต่างของทั้ง 2 สิ่งนี้ สามารถช่วยให้บุคคลรับรู้ว่าเมื่อใดที่ควรเข้าพบคุณหมอ เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม ภาวะซึมเศร้า โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นความผิดปกติทางจิตที่มีผลกระทบรุนแรงในหลาย ๆ ช่วงชีวิต ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย ภาวะนี้สามารถส่งผลให้พฤติกรรมและทัศนคติของคนเราเปลี่ยนไปได้ ในปี ค.ศ. 2015 มีผู้คนราว 16.1 ล้านคน ในสหรัฐอเมริกา ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีอาการซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงปีค.ศ. 2014 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6.7 ของผู้ใหญ่ทั้งหมดในประเทศ โดยอาการต่าง ๆ ของภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ความรู้สึกท้อแท้ ความเศร้า ความสิ้นหวัง ขาดแรงจูงใจ การสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่แต่ละคนเคยพบว่าสนุก ในกรณีที่รุนแรงบุคคลนั้นอาจคิดถึงหรือพยายามฆ่าตัวตาย พวกเขาอาจไม่รู้สึกอยากใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอีกต่อไป อาจหยุดทำงานอดิเรก หรือรู้สึกว่าไม่สามารถไปทำงานหรือไปโรงเรียนได้ หากเกิดความรู้สึกสงสัยและมีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์อาจวินิจฉัยว่า บุคคลนั้นเป็นโรคซึมเศร้า (Major Depressive […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในด้านของกาารสื่อสาร ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการ ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพจิต เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่ประสบกับปัญหานี้คงไม่อยากออกที่จะพบผู้คนจำนวนมาก ให้เกิดเป็นกังวลใจเสียเท่าไหร่นัก วันนี้ Hello คุณหมอ จึงมีทางออกดี ๆ ในการขอคำแนะนำจากแพทย์ที่ทำได้จริงมาฝากทุกคนให้ได้ทราบกันค่ะ ทำความเข้าใจการ ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ กันเถอะ การขอคำปรึกษา หรือพูดคุยกับแพทย์ผ่านทางออนไลน์ (Teletherapy) ถือว่าเป็นการบำบัดที่ค่อนข้างอำนวยความสะดวกอย่างมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่นั้นมักใช้เวลาไปกับภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะเขาเข้าพบกับแพทย์ในโรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งในการเข้าร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่มักจะมาในรูปแบบการให้คำปรึกษาทางด้านปัญหาต่าง ๆ ของสุขภาพจิต ที่ระบุไว้แยกตามประเภทหัวข้อไว้ในแอพพลิเคชั่นที่ผู้พัฒนาด้านเทคโนโลยีสร้างขึ้นมา อีกทั้งยังสามารถทำให้ผู้ป่วยอาจเลือกแพทย์ รวมไปถึงวัน เวลา ที่ระบุไว้ในแอพพลิเคชั่นได้ด้วยตนเองอีกด้วย มากไปกว่านั้นบางแอพพลิเคชั่นยังให้คุณเลือกพูดคุยกับคุณหมอทั้งในแบบเสียงธรรมดา หรือแบบวีดิโอคอล เพื่อลดอาการวิตกกังวลในการพบเจอ เรียกได้ว่าเป็นการสื่อสารอันก้าวไกลแบบใหม่ที่ตอบสนองแก่การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างมากเลยทีเดียว ข้อดี และข้อเสียในการ ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าการพูดคุย หรือขอคำแนะนำจากนักบำบัดทางออนไลน์นั้น มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการนัดพบตัวต่อตัว เพราะเปรียบเสมือนเป็นการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา ที่นักบำบัดนิยมนำมาใช้ในการสร้างความรับรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยด้านสุขภาพจิต แต่เปลี่ยนจากพูดคุยต่อหน้ามาเป็นการพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์แทน ที่สำคัญเทคนิคการรักษาเช่นนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่ผู้ใช้บริการทุกคนล้วนให้ความพึงพอใจเป็นอย่างมาก คือ… ลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าเดินทาง ค่ารักษา แต่อาจยังมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยที่ต้องชำระตามแต่ละแอพพลิเคชั่น หรือคุณหมอได้ระบุไว้ เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ป่วยในการปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงพอสมควร เพราะเนื่องจากบางคนนั้นไม่สามารถที่จะเดินทาง หรือมีเวลามากพอในการเข้าไปพับปะคุณหมอในโรงพยาบาลได้โดยตรง สุขภาพจิตใจ และสุขภาพกายดีขึ้น อย่างที่ทราบกันดีเนื่องจากขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงทำให้การที่จะออกไปข้างนอกแต่ละทีนั้นค่อนข้างได้รับความเสี่ยง จึงทำให้บางคนหันมาใช้แอพพลิเคชั่นที่สามารถพูดคุยกับคุณหมอได้มากขึ้น […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

โรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน เรียกได้ว่าอาจเป็นโรคทางจิตที่ค่อนข้างรุนแรงอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครจะถูกตกเป็นเหยื่อในการกระทำของผู้ป่วยโรคนี้ได้บ้าง ทางที่ดีเราควรศึกษาถึงอาการแรกเริ่มของโรคดังกล่าวไว้ ดังนั้น Hello คุณหมอ จึงได้นำข้อมูลและสาระสำคัญเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ เพื่อให้คุณผู้อ่านได้ใช้เป็นข้อสังเกตในการแจ้งข้อมูลผู้เชี่ยวชาญให้นำพาผู้ป่วยไปรักษาได้อย่างทันท่วงที โรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน คืออะไร โรคเรียกร้องความสนใจโดยผ่านตัวแทน หรือ กลุ่มอาการ มึนเชาเซน บาย พร็อกซี (Munchausen Syndrome by Proxy ; MSBP) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสุขภาพจิตที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสร้างการกระทำ หรือแสดงกิริยาบางอย่างผ่านบุคคลรอบข้าง เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น โกหกว่ามีคนป่วย หรือแม้แต่เป็นคนลงมือทำร้ายบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อด้วยตนเองแล้วแสร้งว่าพวกเขานั้นมีอาการบาดเจ็บ หรือป่วยด้วยโรคอื่น ๆ เพื่อให้บุคคลที่ได้รับฟังเกิดความสนใจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ตัวแทนหรือเหยื่อที่ผู้ป่วยเลือกกระทำ อาจเป็นได้ตั้งแต่ เด็กเช่น บุตรหลาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้พิการที่อยู่ภายใต้การดูแลของตน สาเหตุที่แท้จริงนั้นเราไม่สามารถชี้ชัดได้เลยว่าเหตุใดจึงก่อให้เกิดโรคดังกล่าวขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญอาจคาดว่าเป็นเพราะผู้ป่วยถูกกระทำบางอย่างที่ทำให้เกิดฝังใจ และเจ็บปวดทางจิตใจมาตั้งแต่อดีต หรือตั้งแต่ช่วงเยาว์วัย เช่น การถูกทอดทิ้ง การถูกล่วงละเมิดทางร่างกาย เลยเกิดเป็นความเครียด วิตกกังวล นำจนไปสู่พฤติกรรม ความคิด ที่อยากมีคนมาให้ความสนใจ เอาใจใส่แก่พวกเขานั่นเอง อาการแรกเริ่ม ของโรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน ถึงแม้การแสดงออกทางพฤติกรรมของผู้ป่วยอาจแตกต่างกันออกไปตามความคิด และอารมณ์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่อยู่ในอาการของโรคนี้ค่อนข้างเหมือนกันอยู่บ้าง ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้ เริ่มมีคำพูดที่โกหกอยู่บ่อยครั้ง บอกรายละเอียดถึงปัญหาต่าง ๆ […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

เป็นเรื่องปกติที่ความสามารถและความเก่งในด้านต่างๆ ของคนเรามักไม่เท่ากัน แต่สำหรับบางคนมักคิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้นยังไร้ค่า ยังไม่ดีพอ ทั้งที่คนอื่นมองว่าคุณเก่ง หากคุณกำลังมีความคิดแบบนี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คุณอาจจะกำลังเป็น โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ แต่อาการของโรคนี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันในบทความที่ Hello คุณหมอ นำมาฝากกันวันนี้ โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ (Impostor Syndrome) เป็นอย่างไร โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ (Impostor Syndrome) หมายถึงประสบการณ์ภายในที่เชื่อว่าคุณไม่มีความสามารถอย่างที่คนอื่นมองว่าคุณเป็น แม้คำจำกัดความมักจะถูกใช้กับสติปัญญาและความสำเร็จ แต่ก็มีความเชื่อมโยงกับความสมบูรณ์แบบและบริบททางสังคม พูดง่ายๆ ก็คือ โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ คือประสบการณ์ของความรู้สึกที่เหมือนของปลอม คุณจะรู้สึกราวกับว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณถูกพบว่าเป็นคนหลอกลวง เช่น คุณไม่ได้ไปถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ หรือโชคไม่ดี มันสามารถส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางสังคมพื้นฐาน การทำงาน ระดับทักษะ หรือระดับความเชี่ยวชาญ นักจิตวิทยาได้อธิบายถึงกลุ่มอาการนี้เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1978 จากนั้นยังมีการวิจัยเพิ่มเติมในปีค.ศ. 2011 ชี้ให้เห็นว่า ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนจะมีอาการของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอแอบแฝงอยู่อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต โดยอาการนี้มักจะเป็นที่แพร่หลายอย่างยิ่งในหมู่ผู้หญิงที่ถือว่าประสบความสำเร็จสูง หลายคนอาจจะมีอาการในช่วงเวลาที่จำกัด เช่น ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของงานใหม่เท่านั้น ประเภทของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ Dr.Valerie Young นักพูด นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเกี่ยวกับโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ได้แบ่งชนิดของโรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอเอาไว้ 5 […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคไบโพลาร์ (Bipolar) เกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์  ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จึงมักมีอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย บทจะดีก็อารมณ์ดีตื่นตัวผิดปกติ บทจะร้ายก็ก้าวร้าว มีอารมณ์รุนแรง หรืออาจมีอาการซึมเศร้าอย่างหนัก บทความนี้ Hello คุณหมอ ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ  ภาวะแมเนีย หรือที่เรียกว่า ภาวะอารมณ์ดีผิดปกติ เป็นอีกหนึ่งภาวะทางอารมณ์ของโรคไบโพลาร์ จะมีลักษณะและอาการอย่างไร ติดตามอ่านในบทความนี้ค่ะ ทำความรู้จัก ภาวะแมเนีย (Mania) ภาวะแมเนีย (Mania หรือ Hypomania) หรือ ภาวะอารมณ์ดีผิดปกติ พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ โดยเกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ดีผิดปกติ มีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ที่อยู่ในภาวะแมเนีย อาจเกิดขึ้นสลับกับภาวะซึมเศร้า หรือมีอารมณ์ก้าวร้าว รุนแรง หากปล่อยไว้เนิ่นนานโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแล้วยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอีกด้วย ภาวะแมเนียเกิดจากสาเหตุอะไร   ถึงแม้ว่าภาวะแมเนีย อาจเป็นภาวะหนึ่งในอาการของโรคไบโพลาร์ แต่ภาวะแมเนียอาจเกิดจากสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ ได้ดังนี้ การใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการนอนหลับ อาการซึมเศร้า มีระดับความเครียดสูง ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด อาการของภาวะแมเนีย ในผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ภาวะแมเนียส่งผลให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ดีผิดปกติ มีการตื่นตัวตลอดเวลา รวมถึงอาการอื่น ๆ  ดังนี้ มีพลังมากมาย ฟุ้งซ่านได้ง่าย พูดเร็ว ตัดสินใจเร็ว ขนาดการยับยั้งชั่งใจ มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดผลกระทบภายหลัง พูดเยอะผิดปกติ หรือมีความรู้สึกกดดันว่าต้องพูดต่อไป นอนน้อยกว่าปกติ มีพลังมาก ไม่รู้สึกง่วงนอน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น การพูดคำหยาบ การแต่งกาย รู้สึกมีแรงผลักดันอย่างมาก […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารที่สามารถพบได้ตามอาหาร เครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เมื่อร่างกายได้รับสารคาเฟอีนแล้ว จะไปเพิ่มสารเคมีในสมอง ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว ต่อสู้กับอาการเมื่อยล้า ด้วยเหตุนี่หลายๆ คนจึงหันมาดื่มกาแฟ เพื่อเป็นตัวช่วยในการทำงานของเช้าวันใหม่ แต่สำหรับบางคนที่ดื่มกาแฟในปริมาณเท่าเดิม แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองได้น้อยลง วันนี้ Hello คุณหมอ มีบทความที่น่าสนใจ ที่จะช่วยอธิบาย ภาวะดื้อคาเฟอีน ว่าคาเฟอีนนั้นตอบสนองต่อร่างกายของคนเราอย่างไร และตอบสนองต่อความทนทานต่อคาเฟอีนของร่างกายลดลงจริงหรือไหม ภาวะดื้อคาเฟอีน (Caffeine tolerance) คืออะไร คาเฟอีนเป็นสารที่ไม่ได้ผลิตขึ้นมาเองจากร่างกาย ตามธรรมชาติ แต่เป็นสารที่เราต้องบริโภคเข้าไป ร่างกายจึงจะได้รับสารนี้ ดังนั้นผู้ที่ได้รับคาเฟอีนในครั้งแรก หรือไม่ได้บริโภคคาเฟอีนติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายจะตอบสนองต่อกรบริโภคคเฟอีนได้ดีที่สุด คาเฟอีนจะทำงานได้ดีที่สุด ดังนี้ รู้สึกสบายตัว ตื่นตัว เพิ่มพลังงาน มีสมาธิในการทำงาน แต่การบริโภคคาเฟอีนในขนาดและปริมาณเท่าเดิมเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้อคาเฟอีน เป็นภาวะที่ร่างกายจะตอบสนองต่อคาเฟอีนที่ได้รับน้อยลง จนกระทั่งรู้สึก ปกติ แม้ว่าจะบริโภคคาเฟอีนในปริมาณเท่าเดิมก็ตาม เมื่อร่างกายเกิดภาวะดื้อคาเฟอีน หากไม่ได้รับปริมาณคาเฟอีนที่มากขึ้น จะทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้น ภาวะดื้อคาเฟอีน ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ภาวะดื้อคาเฟอีนเป็นภาวะที่ ร่างกายสามารถทนทานต่อผลกระทบของคาเฟอีนได้ ทำให้คาเฟอีนนั้นออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ภาวะดื้อคาเฟอีนนั้นสามารถเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ จริงๆ แล้วคาเฟอีนนั้นทำหน้าที่เสมือน ยาเสพติด เมื่อร่างกายเสพติดคาเฟอีนจนรู้สึกขาดมันไม่ได้ จนเกิดภาวะดื้อคาเฟอีน […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

คุณเคยรึเปล่า มองเห็นกรอบรูปที่เบี้ยว ผ้าปูโต๊ะที่ไม่ตรง แล้วรู้สึกหงุดหงิด อยากจะเข้าไปจัดการให้มันตรง หรือพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้งานมันออกมาสมบูรณ์แบบ แต่พอมีอะไรขัดข้อง ไม่เป็นไปดังที่หวัง ก็ล้มเลิก ไม่ทำต่อเสียอย่างนั้น อาการเหล่านี้ อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คุณกำลังเข้าข่าย เพอร์เฟคชั่นนิสต์ อยู่ก็ได้ อาการเพอร์เฟคชั่นนิสต์นั้นเป็นอย่างไร และเป็นอันตรายหรือไม่ มาหาคำตอบร่วมกันกับ Hello คุณหมอ เลยค่ะ เพอร์เฟคชั่นนิสต์ คืออะไร ผู้ที่เป็น เพอร์เฟคชั่นนิสต์ (Perfectionist หรือ Perfectionism) นั้นไม่ได้หมายถึงแค่ การเป็นคนเจ้าระเบียบ หรือจุกจิกจู้จี้เพียงเท่านั้น แต่หมายถึงลักษณะนิสัยของผู้ที่ รักความสมบูรณ์แบบ หรือ ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนหรือคำนวณไว้แล้วแบบเป๊ะๆ การเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์นั้นสามารถส่งผลได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ สำหรับเด็กและวัยรุ่น การเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์อาจหมายถึงการพยายามเรียน ทำการบ้าน และกิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่นกีฬา การแข่งขัน คะแนนสอบ ให้ดีกว่าคนอื่นๆ ส่วนในวัยผู้ใหญ่ ก็อาจจะเป็นความต้องการความสมบูรณ์แบบในหน้าที่การงาน ความรัก และการประสบความสำเร็จ ลักษณะของ “ความสมบูรณ์แบบ” นี้อาจจะแบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภทคือ ความสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานส่วนบุคคล หมายถึงการที่บุคคลได้สร้างมาตรฐานที่ตัวเองต้องการเอาไว้ แล้วยึดมาตรฐานนั้นเป็นหลักว่าต้องทำให้ได้ตามที่ตั้งไว้ โดยส่วนใหญ่แล้วมาตรฐานเหล่านี้มักจะสูงกว่ามาตรฐานของคนปกติทั่วไป ความสมบูรณ์แบบแบบวิจารณ์ตัวเอง เพอร์เฟคชั่นนิสต์เหล่านี้มักจะโทษตัวเอง […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon
x