สุขภาพจิต

เมื่อพูดถึงสุขภาพโดยรวมของคน ๆ หนึ่ง จิตใจ ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าร่างกาย ปัญหาสุขภาพจิต เป็นปัญหาที่มักจะถูกมองข้าม ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษา สุขภาพจิต ให้สมบูรณ์แข็งแรง และตระหนักถึงความผิดปกติเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพจิต จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพจิต

8 สัญญาณเตือน "ความเครียดสะสม" ที่หลายคนมองข้าม

ความเครียดเป็นปฏิกิริยาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อร่างกายและจิตใจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น งานที่เร่งรีบ ปัญหาครอบครัว การเงิน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือความเจ็บป่วย ความเครียดในระดับพอดีอาจช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่หากความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน และไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็น ความเครียดสะสม ที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ ความเครียดสะสมอาจไม่ได้แสดงออกมาเป็นความรู้สึกเครียดชัดเจนเสมอไป บางคนอาจยังทำงาน ใช้ชีวิต หรือพูดคุยกับคนรอบข้างได้ตามปกติ แต่ร่างกายและใจเริ่มส่งสัญญาณบางอย่าง เช่น นอนไม่หลับ ปวดหัวบ่อย หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ หรือรู้สึกหมดแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ การรู้จักสังเกต อาการความเครียดสะสม จึงอาจช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้เร็วขึ้น ก่อนที่ความเครียดจะกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ การทำงาน หรือพัฒนาเป็นปัญหาสุขภาพที่รุนแรงมากขึ้น ความเครียดสะสมอาจเกิดจากความกดดันที่ต่อเนื่อง เช่น งาน การเรียน ครอบครัว การเงิน หรือปัญหาสุขภาพ อาการความเครียดสะสมอาจแสดงออกทั้งทางกาย ใจ ความคิด และพฤติกรรม 8 สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ นอนไม่หลับ ปวดหัว หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ กินผิดปกติ ป่วยบ่อย แยกตัว และหมดไฟ […]

หมวดหมู่ สุขภาพจิต เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพจิต

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

ภาวะ Toxic Positivity เมื่อการคิดบวกไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น หากภายในใจยังติดลบ

เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย จนเกิดความวิตกกังวล คิดไปในทางลบต่าง ๆ นานา จนรู้สึกเครียด คนรอบตัวกลับเอาแต่บอกว่า คิดบวกเข้าไว้ ทำตัวร่าเริงเข้าใจจะได้ไม่เครียด ถึงแม้ว่าความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดีจะช่วยลดความเครียด แต่เมื่อเราตกอยู่ในสถาการณ์ที่แย่ การคิดเชิงบวกอย่างเดียว แต่ซ่อนความโศกเศร้าไว้ความคิดเช่นนี้เรียกว่า ภาวะ Toxic Positivity ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตเราได้ ซึ่งใครที่ยังไม่เคยรู้จักอาการนี้ Hello คุณหมอ จะพามาทำความรู้จักกันค่ะ ภาวะ Toxic Positivity คืออะไร เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แน่นอนว่าต้องเกิดทั้งความเครียดและความวิตกกังวล บางครั้งก็ชวนให้เรานั้นคิดไปในทางแย่ ๆ ต่าง ๆ นานา ซึ่งแนวคิดแบบ Toxic Positivity คือการบอกให้เรานั้นมองโลกในแง่ดี คิดบวกเข้าไว้ โดยที่ไม่ได้สนใจปัญหา ปฏิเสธความรู้สึกด้านลบที่ยังคงเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกเหมือน ซ่อน ความคิดลบ ๆ นั้นไว้ภายในใจ แต่สิ่งที่แสดงว่ามีความสุข คิดบวก กลับสวนทางกลับความรู้สึกภายในใจ จนการคิดบวกนั้นทำให้เรารู้สึกแย่กว่าเดิม แนวคิดแบบนี้มองว่าคนที่มีอารมณ์ในทางลบนั้นเป็นเรื่องที่แย่ ทำให้เกิดความเครียด จึงยัดเยียดความสุขและความคิดแบบบวกเข้าไปแทน ซึ่งอาจทำให้เราเข้าสู่สภาวะ ปฏิเสธความจริง (Denial) ซึ่งหลักและหัวใจสำคัญของ Toxic Positivity […]


โรคการกินผิดปกติ

หยุด! ล้วงคอ เพื่อลดน้ำหนัก อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

บางคนอาจมีความเชื่อว่าการ ล้วงคอ หลังรับประทานอาหาร เพื่อทำให้อาเจียนเอาอาหารออกมา อาจช่วยในเรื่องของการ ลดน้ำหนัก   ซึ่งเป็นความเชื่อแบบผิด ๆ วิธีดังกล่าวนี้ไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ แถมยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย เช่น เจ็บคอ ฟันผุ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เป็นต้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวนี้เข้าข่าย “โรคล้วงคอ” หรือ “โรคบูลิเมีย” นั่นเอง [embed-health-tool-bmi] โรคล้วงคอ พฤติกรรมการกินแบบผิด ๆ ที่อาจนำมาซึ่งการเสียชีวิต โรคล้วงคอ (Bulimia nervosa) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า โรคบูลิเมีย เป็นภาวะความผิดปกติของการรับประทานอาหาร เช่น ความรู้ผิดในการรับประทานอาหารปริมาณมากๆ และอยากจะกำจัดออกเพื่อไม่อยากให้ร่างกายรับอาหารที่มีแคลอรี่มาก โดยจะทำการ ล้วงคอ เพื่อให้ตนอาเจียนออกมา หรืออาจมีการใช้ยาระบาย อาหารเสริมลดน้ำหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โรคล้วงคอมักพบในเพศหญิงที่มีอายุในช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ต้น ๆ ที่มีความกังวลในเรื่องของรูปร่าง หน้าตา ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เจ็บคอ ท้องอืด อาเจียน เป็นต้น สาเหตุและปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการล้วงคอ ในปัจจุบันยังไม่มีทราบสาเหตุที่แน่ชัดของพฤติกรรมการล้วงคอ โดยพบว่าอาจเกี่ยวกับปัจจัยทางชีววิทยาและสภาพแวดล้อม ดังนี้ มีความกังวลในเรื่องของรูปร่าง โรคซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล […]


ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

เช็กหน่อย คุณกำลังเป็น โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น (Pistanthrophobia) อยู่รึเปล่า

ความเชื่อใจสร้างได้ก็หมดได้ แต่ถ้าถูกทำลายความไว้วางใจบ่อยครั้ง ก็อาจจะเป็นการยากที่ครั้งต่อไปเราจะมีความเชื่อใจอย่างเต็มร้อยให้กับใครสักคนหนึ่ง แม้กระทั่งตัวของเราเองก็ตาม ฟังดูเหมือนเป็นเพียงความรู้สึกแย่ ๆ กับการที่เราไปพบเจอกับคนไม่ดี แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การที่เราไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกต่อไปนั้น อาจเป็นเพราะเรากำลังเผชิญกับ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น อยู่ก็เป็นได้ แต่โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นเป็นอย่างไร Hello คุณหมอ มีข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับโรคนี้มาฝากค่ะ [embed-health-tool-bmr] โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น คืออะไร โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น (Pistanthrophobia) เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในลักษณะของคนที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนสนิท หรือคนใกล้ชิด แต่โดยมากแล้วอาการเช่นนี้มักพบได้ในผู้ที่มีความสัมพันธ์เชิงคู่รัก กล่าวได้ว่า โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นจึงเป็นความหวาดกลัว ความไม่ไว้ใจ ความไม่เชื่อใจ หรือความหวั่นเกรงว่าจะได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจจากคนใกล้ชิดหรือคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดปัญหานี้จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ และเมื่อสุขภาพจิตใจย่ำแย่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ขาดสมาธิในการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งยังส่งผลต่อการลดความเชื่อมั่นในตนเองลง และรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะก้าวผ่านสถานการณ์เช่นนี้ไปได้ สาเหตุของ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นมักเกิดจากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อใจหรือความไว้ใจ แล้วพบว่าตัวเองถูกหักหลัง หรือรู้สึกว่าตัวเองได้รับการทรยศหักหลัง และเมื่อมีเหตุการณ์ต่อมาที่มีลักษณะคล้ายกับประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต ก็จะทำให้เกิดความกลัวขึ้นมาในใจ  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยโรคกลัวการไว้ใจผู้อื่นทุกคนที่มีผลผวงมาจากประสบการณ์แย่ ๆ ที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายคนที่เป็นโรคนี้โดยที่ไม่เคยประสบกับสถานการณ์แย่ ๆ ที่กระทบต่อความไว้ใจจนกลายเป็นความหวาดกลัว แต่เกิดจากการที่มีความนับถือในตัวเองต่ำ หรือไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเอง จนบังเกิดความกลัวขึ้นมาว่าถ้าคนอื่นรู้ว่าตนเองไม่ได้ดีอย่างที่คิด หรืออย่างที่คาดหวัง จะทำให้ถูกปฏิเสธหรือทรยศ จนในที่สุดก็เก็บเอามาหวาดระแวงว่าทุกคนที่เข้ามาหาล้วนเชื่อใจไม่ได้หรือไม่มีใครจริงใจด้วย อาการของ โรคกลัวการไว้ใจผู้อื่น เป็นยังไง ตามปกติแล้วโรคที่มีผลต่อสภาพจิตใจอย่างความกลัว หรืออาการกลัวสิ่งต่าง ๆ […]


ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

การบำบัดด้วย EMDR ที่ช่วยบำบัดแผลที่เลวร้ายในใจ

บางครั้งเหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตที่เกิดขึ้น ไม่ได้จบลงไปดังเช่นอดีตที่ผ่านพ้นไป แต่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของเรา เมื่อใดที่ถูกกระตุ้น ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานที่ฝังอยู่ ก็จะตามมาหลอกหลอนเราถึงปัจจุบัน จนบางครั้งทำให้เรานั้นเกิดความเครียด วิตกกังวล แม้เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตก็ยังคงอยู่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะชวนทุกคนไปรู้จักกับ การบำบัดด้วย EMDR ซึ่งเป็นการบำบัดที่ช่วยให้ข้ามผ่านความเจ็บปวดในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ออกไปจากสมองของเรา ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้า และใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ การบำบัดด้วย EMDR คืออะไร EMDR เป็นคำที่ย่อมาจาก Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นเทคนิคในการการบำบัด ความเจ็บปวดและความทรงจำที่เลวร้ายในอดีต เพื่อบรรเทาความเครียดทางจิตใจที่เกิดขึ้น แม้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นจะจบลงไปนานแล้ว แต่เมื่อถูกกระตุ้นก็จะทำให้เรานั้นนึกถึงและรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การบำบัดด้วยอีเอ็มดีอาร์ เป็นการบำบัดที่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการทำงานความทรงจำ ความรู้สึก ความเชื่อมั่นในตนเอง และอารมณ์ โดยนักบำบัดจะใช้วิธีการเคลื่อนไหวดวงตา เพื่อช่วยบรรเทาความทรงจำที่เลวร้ายในอดีต ทำให้สมองเกิดความรู้ความเข้าใจใหม่ และยกความทรงจำที่เลวร้ายในอดีตนั้นออกไป เพื่อให้คุณหลุดพ้นจากอดีตที่เลวร้าย หลักการบำบัดด้วย EMDR เป็นอย่างไร การบำบัดแบบอีเอ็มดีอาร์ เป็นรูปแบบการบำบัดโดยธรรมชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าจิตใจของคนเรานั้นสามารถประมวลผลได้ใหม่ โดยการยกเรื่องราวที่เลวร้ายในอดีตออกไปจากความทรงจำได้ และช่วยให้เรานั้นสามารถมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตนั้น สามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองได้ เมื่อสมองได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจหรือเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะลืม สมองจะทำการกักเก็บข้อมูลนี้ไว้ทั้งรูปภาพ ความรู้สึก และอารมณ์ในตอนนั้น การบำบัดด้วยอีเอ็มดีอาร์ […]


ความสัมพันธ์ที่ดี

เอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) บุคลิกภาพของผู้ที่ชื่นชอบการเข้าสังคม เป็นชีวิตจิตใจ

แม้จะเหนื่อยจากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันมากหนักหน่วงเท่าไหร่ก็ไม่หวั่น แถมยังพร้อมเสมอที่จะเข้าร่วมปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้ทุกเมื่อ ซึ่งบุคคลที่รักการเข้าสังคมเช่นนี้ อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) ที่วันนี้ Hello คุณหมอ จะขออาสาพาทุกคนมาร่วมรู้จักกับบุคคล ที่มีบุคลิกดังกล่าวให้มากขึ้น ไปพร้อม ๆ กันค่ะ [embed-health-tool-heart-rate] การใช้ชีวิตแบบ Extrovert คืออะไร บุคคลที่มักมีบุคลิกภาพแบบ เอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) หรือการใช้ชีวิตที่ชื่นชอบการเข้าสังคม นั้น คือกลุ่มบุคคลที่มีบุคลิกตรงกันข้ามกับคนชอบเก็บตัว อย่าง อินโทรเวิร์ต (Introvert) ซึ่งมักความชื่นชอบในการปาร์ตี้สังสรรค์ เพื่อเติมพลังกายที่เหน็ดเหนื่อยมาจากการเผชิญปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งพวกเขายังมีความสดใสในรูปแบบของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องฝืนใด ๆ จึงทำให้บางครั้งพวกเขามักเป็นที่ดึงดูดผู้คนอื่น ๆ ให้เข้ามาร่วมทำความรู้จักกันเป็นพิเศษอีกด้วย ในทางกลับกัน การที่พวกเขามีพฤติกรรมเช่นนี้ ก็อาจถูกผู้คนภายนอกมองไปในทางแง่ลบได้ว่า เป็นคนที่เรียกร้องความสนใจ สร้างจุดเด่นให้คนเข้าหา เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ แต่ทางที่ดีไม่ว่าผู้คนภายนอกที่มองคุณในมุมไหนก็ตาม เพียงแค่ทุก ๆ วัน คุณใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็เป็นพอแล้วค่ะ ลักษณะของผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบ Extrovert คุณสามารถสังเกตจากบุคคลรอบข้างได้อย่างง่ายดาย เพราะพวกเขานั้นอาจเผยพฤติกรรม หรือปฏิกิริยาต่อคนอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ชอบที่จะพูดคุยอยู่เสมอ ในกรณีนี้อาจรวมไปถึงการพูดคุยได้ทั้ง ครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่บุคคลที่พึ่งจะทำความรู้จักได้ไม่นาน และพยายามหาเรื่องมาคุยได้ตลอดเวลา […]


ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า มีความแตกต่างกันอย่างไร

มีผู้คนมากมายที่ต้องเผชิญกับความเศร้าหรือความหดหู่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่บางคนก็อาจคิดว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ความจริงแล้ว ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า มีความแตกต่างกันอยู่ การเข้าไปพบคุณหมอจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ลองมาดูกันดีกว่าว่า ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า แตกต่างกันอย่างไร ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน ทำความรู้จักกับ ภาวะซึมเศร้าและความเศร้า การรับรู้และความเข้าใจในความแตกต่างของทั้ง 2 สิ่งนี้ สามารถช่วยให้บุคคลรับรู้ว่าเมื่อใดที่ควรเข้าพบคุณหมอ เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม ภาวะซึมเศร้า โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นความผิดปกติทางจิตที่มีผลกระทบรุนแรงในหลาย ๆ ช่วงชีวิต ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย ภาวะนี้สามารถส่งผลให้พฤติกรรมและทัศนคติของคนเราเปลี่ยนไปได้ ในปี ค.ศ. 2015 มีผู้คนราว 16.1 ล้านคน ในสหรัฐอเมริกา ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีอาการซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงปีค.ศ. 2014 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6.7 ของผู้ใหญ่ทั้งหมดในประเทศ โดยอาการต่าง ๆ ของภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ความรู้สึกท้อแท้ ความเศร้า ความสิ้นหวัง ขาดแรงจูงใจ การสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่แต่ละคนเคยพบว่าสนุก ในกรณีที่รุนแรงบุคคลนั้นอาจคิดถึงหรือพยายามฆ่าตัวตาย พวกเขาอาจไม่รู้สึกอยากใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอีกต่อไป อาจหยุดทำงานอดิเรก หรือรู้สึกว่าไม่สามารถไปทำงานหรือไปโรงเรียนได้ หากเกิดความรู้สึกสงสัยและมีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์อาจวินิจฉัยว่า บุคคลนั้นเป็นโรคซึมเศร้า (Major Depressive […]


ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ (Teletherapy) สามารถทำได้จริงหรือ?

ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในด้านของกาารสื่อสาร ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการ ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพจิต เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่ประสบกับปัญหานี้คงไม่อยากออกที่จะพบผู้คนจำนวนมาก ให้เกิดเป็นกังวลใจเสียเท่าไหร่นัก วันนี้ Hello คุณหมอ จึงมีทางออกดี ๆ ในการขอคำแนะนำจากแพทย์ที่ทำได้จริงมาฝากทุกคนให้ได้ทราบกันค่ะ ทำความเข้าใจการ ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ กันเถอะ การขอคำปรึกษา หรือพูดคุยกับแพทย์ผ่านทางออนไลน์ (Teletherapy) ถือว่าเป็นการบำบัดที่ค่อนข้างอำนวยความสะดวกอย่างมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่นั้นมักใช้เวลาไปกับภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะเขาเข้าพบกับแพทย์ในโรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งในการเข้าร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบำบัดช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่มักจะมาในรูปแบบการให้คำปรึกษาทางด้านปัญหาต่าง ๆ ของสุขภาพจิต ที่ระบุไว้แยกตามประเภทหัวข้อไว้ในแอพพลิเคชั่นที่ผู้พัฒนาด้านเทคโนโลยีสร้างขึ้นมา อีกทั้งยังสามารถทำให้ผู้ป่วยอาจเลือกแพทย์ รวมไปถึงวัน เวลา ที่ระบุไว้ในแอพพลิเคชั่นได้ด้วยตนเองอีกด้วย มากไปกว่านั้นบางแอพพลิเคชั่นยังให้คุณเลือกพูดคุยกับคุณหมอทั้งในแบบเสียงธรรมดา หรือแบบวีดิโอคอล เพื่อลดอาการวิตกกังวลในการพบเจอ เรียกได้ว่าเป็นการสื่อสารอันก้าวไกลแบบใหม่ที่ตอบสนองแก่การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างมากเลยทีเดียว ข้อดี และข้อเสียในการ ปรึกษานักบำบัดออนไลน์ งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าการพูดคุย หรือขอคำแนะนำจากนักบำบัดทางออนไลน์นั้น มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการนัดพบตัวต่อตัว เพราะเปรียบเสมือนเป็นการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา ที่นักบำบัดนิยมนำมาใช้ในการสร้างความรับรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยด้านสุขภาพจิต แต่เปลี่ยนจากพูดคุยต่อหน้ามาเป็นการพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์แทน ที่สำคัญเทคนิคการรักษาเช่นนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่ผู้ใช้บริการทุกคนล้วนให้ความพึงพอใจเป็นอย่างมาก คือ… ลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าเดินทาง ค่ารักษา แต่อาจยังมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยที่ต้องชำระตามแต่ละแอพพลิเคชั่น หรือคุณหมอได้ระบุไว้ เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ป่วยในการปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงพอสมควร เพราะเนื่องจากบางคนนั้นไม่สามารถที่จะเดินทาง หรือมีเวลามากพอในการเข้าไปพับปะคุณหมอในโรงพยาบาลได้โดยตรง สุขภาพจิตใจ และสุขภาพกายดีขึ้น อย่างที่ทราบกันดีเนื่องจากขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงทำให้การที่จะออกไปข้างนอกแต่ละทีนั้นค่อนข้างได้รับความเสี่ยง จึงทำให้บางคนหันมาใช้แอพพลิเคชั่นที่สามารถพูดคุยกับคุณหมอได้มากขึ้น […]


ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

โรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน อาการป่วยทางจิตที่ควรเร่งรักษา

โรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน เรียกได้ว่าอาจเป็นโรคทางจิตที่ค่อนข้างรุนแรงอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครจะถูกตกเป็นเหยื่อในการกระทำของผู้ป่วยโรคนี้ได้บ้าง ทางที่ดีเราควรศึกษาถึงอาการแรกเริ่มของโรคดังกล่าวไว้ ดังนั้น Hello คุณหมอ จึงได้นำข้อมูลและสาระสำคัญเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ เพื่อให้คุณผู้อ่านได้ใช้เป็นข้อสังเกตในการแจ้งข้อมูลผู้เชี่ยวชาญให้นำพาผู้ป่วยไปรักษาได้อย่างทันท่วงที [embed-health-tool-bmr] โรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน คืออะไร โรคเรียกร้องความสนใจโดยผ่านตัวแทน หรือ กลุ่มอาการ มึนเชาเซน บาย พร็อกซี (Munchausen Syndrome by Proxy ; MSBP) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสุขภาพจิตที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสร้างการกระทำ หรือแสดงกิริยาบางอย่างผ่านบุคคลรอบข้าง เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น โกหกว่ามีคนป่วย หรือแม้แต่เป็นคนลงมือทำร้ายบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อด้วยตนเองแล้วแสร้งว่าพวกเขานั้นมีอาการบาดเจ็บ หรือป่วยด้วยโรคอื่น ๆ เพื่อให้บุคคลที่ได้รับฟังเกิดความสนใจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ตัวแทนหรือเหยื่อที่ผู้ป่วยเลือกกระทำ อาจเป็นได้ตั้งแต่ เด็กเช่น บุตรหลาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้พิการที่อยู่ภายใต้การดูแลของตน สาเหตุที่แท้จริงนั้นเราไม่สามารถชี้ชัดได้เลยว่าเหตุใดจึงก่อให้เกิดโรคดังกล่าวขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญอาจคาดว่าเป็นเพราะผู้ป่วยถูกกระทำบางอย่างที่ทำให้เกิดฝังใจ และเจ็บปวดทางจิตใจมาตั้งแต่อดีต หรือตั้งแต่ช่วงเยาว์วัย เช่น การถูกทอดทิ้ง การถูกล่วงละเมิดทางร่างกาย เลยเกิดเป็นความเครียด วิตกกังวล นำจนไปสู่พฤติกรรม ความคิด ที่อยากมีคนมาให้ความสนใจ เอาใจใส่แก่พวกเขานั่นเอง อาการแรกเริ่ม ของโรคเรียกร้องความสนใจผ่านตัวแทน ถึงแม้การแสดงออกทางพฤติกรรมของผู้ป่วยอาจแตกต่างกันออกไปตามความคิด และอารมณ์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่อยู่ในอาการของโรคนี้ค่อนข้างเหมือนกันอยู่บ้าง ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้ เริ่มมีคำพูดที่โกหกอยู่บ่อยครั้ง […]


ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

คิดว่าตัวเองไร้ค่า เก่งไม่จริง คุณอาจเป็น โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ

เป็นเรื่องปกติที่ความสามารถและความเก่งในด้านต่างๆ ของคนเรามักไม่เท่ากัน แต่สำหรับบางคนมักคิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้นยังไร้ค่า ยังไม่ดีพอ ทั้งที่คนอื่นมองว่าคุณเก่ง หากคุณกำลังมีความคิดแบบนี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คุณอาจจะกำลังเป็น โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ แต่อาการของโรคนี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันในบทความที่ Hello คุณหมอ นำมาฝากกันวันนี้ โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ (Impostor Syndrome) เป็นอย่างไร โรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ (Impostor Syndrome) หมายถึงประสบการณ์ภายในที่เชื่อว่าคุณไม่มีความสามารถอย่างที่คนอื่นมองว่าคุณเป็น แม้คำจำกัดความมักจะถูกใช้กับสติปัญญาและความสำเร็จ แต่ก็มีความเชื่อมโยงกับความสมบูรณ์แบบและบริบททางสังคม พูดง่ายๆ ก็คือ โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ คือประสบการณ์ของความรู้สึกที่เหมือนของปลอม คุณจะรู้สึกราวกับว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณถูกพบว่าเป็นคนหลอกลวง เช่น คุณไม่ได้ไปถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ หรือโชคไม่ดี มันสามารถส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางสังคมพื้นฐาน การทำงาน ระดับทักษะ หรือระดับความเชี่ยวชาญ นักจิตวิทยาได้อธิบายถึงกลุ่มอาการนี้เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1978 จากนั้นยังมีการวิจัยเพิ่มเติมในปีค.ศ. 2011 ชี้ให้เห็นว่า ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนจะมีอาการของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอแอบแฝงอยู่อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต โดยอาการนี้มักจะเป็นที่แพร่หลายอย่างยิ่งในหมู่ผู้หญิงที่ถือว่าประสบความสำเร็จสูง หลายคนอาจจะมีอาการในช่วงเวลาที่จำกัด เช่น ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของงานใหม่เท่านั้น ประเภทของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ Dr.Valerie Young นักพูด นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเกี่ยวกับโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ได้แบ่งชนิดของโรคคิดว่าตัวเองเก่งไม่พอเอาไว้ 5 […]


การเสพติด

บ้างาน เสพติดการทำงาน เช็กด่วน! คุณกำลังมีอาการแบบนี้อยู่รึเปล่า

งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข แต่ทำงานหนักมากไป อาจกลายเป็นคน บ้างาน หรือ เสพติดการทำงาน ได้ ซึ่งการเสพติดงานนั้น ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ แต่…เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังบ้างาน  วันนี้ Hello คุณหมอ มีสัญญาณของการบ้างานมาฝากค่ะ บ้างาน คืออะไร มีอยู่หลายคำจำกัดความทีเดียวที่ใช้เพื่ออธิบายถึงขอบเขตและความหมายของคำว่าบ้างาน หรือ เสพติดการทำงาน (Workaholic) ซึ่งก็มักจะหนีไม่พ้นคำอธิบายที่ว่า การบ้างาน คือสภาวะของบุคคลผู้ซึ่งหมกหมุ่นอยู่กับการทำงานตลอดเวลา ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนักหน่วงในการทำงาน แม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดยาว ก็ยังคงใช้เวลาจดจ่ออยู่กับภาระงาน จนเรียกได้ว่าเป็นการเสพติดงาน อาการ เสพติดงาน นี้ ก็คล้ายกับอาการเสพติดชนิดอื่นๆ คือไม่สามารถที่จะหยุดได้จนกว่าจะประสบความสำเร็จหรือบรรลุผล เป้าหมายของผู้ที่ทุ่มเทในการทำงานอาจเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น เงินเดือนที่มากขึ้น โบนัสที่เพิ่มขึ้น หรือเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ช่างฟังดูเป็นตัวอย่างของความตั้งใจทำงาน และสร้างแรงผลักดันในการบรรลุเป้าหมายเสียจริงๆ แต่ทว่า อาการเสพติดก็มักจะมีผลกระทบที่ไม่ต่างกันสักเท่าไรไม่ว่าจะเป็นการเสพติดการกินหวาน เสพติดยา หรือเสพติดงาน สิ่งที่จะเข้ามาหยุดอาการเสพติดเหล่านี้ได้ ก็คือปัญหาทางสุขภาพ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเริ่มเจ็บป่วยหรือทรุดโทรมลง ผู้ที่ เสพติดการทำงาน ก็จะรู้สึกตัวได้ว่าถึงเวลาแล้วล่ะที่จะต้องหยุดหรือพักงานลงบ้าง สัญญาณที่บอกว่ากำลัง บ้างาน นักวิจัยภาควิชาจิตวิทยาสังคมศาสตร์ (The Department of Psychosocial Science) แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์เกน (University […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน