home

สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ

"หลังจากที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ออกไปจากอาหารแล้ว ก็จะทิ้งของเสียไว้ในลำไส้และกระแสเลือด หน้าที่ของระบบทางเดินปัสสาวะ คือการกรองของเสียที่มีอยู่ในเลือด และขับออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ เรียนรู้เกี่ยวกับ สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ รวมไปถึงการรักษาสุขภาพและการป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็น ไต ท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ ได้ที่นี่"

เรื่องเด่นประจำหมวด

หัวข้อ สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ เพิ่มเติม

นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในไต เป็นอาการทางสุขภาพที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณช่วงลำตัวหรือหลัง ถ้าหากปล่อยไว้จนก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม เราสามารถ ป้องกันนิ่วในไต ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันง่าย ๆ แต่จะทำได้ด้วยวิธีใดบ้างนั้น มาติดตามที่บทความนี้จาก Hello คุณหมอ กันเลยค่ะ นิ่วในไต คืออะไร นิ่วในไต เกิดจากแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต (Oxalate) และกรดยูริก (Uric acid) มีปริมาณมากเกินไปจนไม่สามารถที่จะเจือจางออกทางปัสสาวะได้ และตกตะกอนกลายเป็นก้อนคล้ายก้อนหิน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ นิ่ว ซึ่งนิ่วสามารถเกิดขึ้นได้หลายบริเวณเช่น นิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือนิ่วในไต  ป้องกันนิ่วในไต ได้อย่างไร พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันหลายอย่างสามารถส่งผลให้เกิดนิ่วในไตได้ เช่น ไม่ค่อยดื่มน้ำ โรคอ้วน การกินอาหารที่ปรุงรสเค็มจัดหรือหวานจัด หรือโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเราสามารถป้องกัน นิ่วในไต ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้ 1. ดื่มน้ำให้มาก ๆ ป้องกัน นิ่วในไต ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปัสสาวะ […]

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

เมื่อพูดถึง อาการปัสสาวะเล็ด หลายคนจะมีภาพจำว่าอาการเหล่านี้มักพบได้ในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้ว ปัสสาวะเล็ด สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และยังมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไปด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ มีสาระดี ๆ เกี่ยวกับอาการ ปัสสาวะเล็ด มาฝากค่ะ ปัสสาวะเล็ด (Urinary incontinence) คืออะไร อาการปัสสาวะเล็ด คือ อาการทางสุขภาพที่ไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะของตนเองได้ ซึ่งปกติแล้วเราจะปัสสาวะเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ หรือต้องการปัสสาวะ แต่ผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดจะไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะของตนเองได้ ทำให้ ปัสสาวะเล็ด หรือ ปัสสาวะราด ออกมาในสถานการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ โดยอาจจะปัสสาวะเล็ดเมื่อมีอาการไอหรือจาม หรือปัสสาวะเล็ดออกมาก่อนที่จะไปถึงห้องน้ำ อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะเล็ดอาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรือเรื้อรังก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แตกต่างกันไป อาการปัสสาวะเล็ด เป็นอย่างไร อาการปัสสาวะเล็ด สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท และแต่ละประเภทก็จะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 1. ปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง (Stress incontinence) คือ อาการปัสสาวะเล็ด เนื่องจากมีการออกแรงกดกระเพาะปัสสาวะอย่างกะทันหัน เช่น การไอ การจาม การหัวเราะ การออกกำลังกาย การวิ่ง การกระโดด หรือการยกของหนัก 2. ปัสสาวะราดแบบกะทันหัน (Urge incontinence) […]

โรคไต

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวยิ่งต้องดูแลใส่ใจเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ ในแต่ละวันควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และระมัดระวังในการเลือกชนิดอาหาร วันนี้ Hello คุณหมอ นำ  5 อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต มาฝากกันค่ะ รวมถึงอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีอาการแย่ลงกว่าเดิม โรคไต (Kidney disease) โรคไต เกิดจาก ความผิดปกติของไตที่ไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ โดยปกติทั่วไปไตมีหน้าที่คัดกรองสารอาหารต่าง ๆ ภายในเลือดและกำจัดของเสียจากเลือดและน้ำส่วนเกินออกมาในรูปแบบปัสสาวะ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปัสสาวะได้น้อยลง เป็นต้น อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต การรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ นอกจากนี้คุณควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำในการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรค เช่น การจำกัดปริมาณฟอสฟอรัสและแคลเซียม ลดการบริโภคโพแทสเซียม เป็นต้น 5 อาหารเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยโรคไต การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อไต อาจช่วยให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยชะลอและลดความเสื่อมของไต ซึ่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อไต มีดังต่อไปนี้ ปลากะพงขาว ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไต การรับประทานปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยลดระดับไขมันในเลือดและควบคุมความดันโลหิต แต่ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไปเพื่อรักษาระดับฟอสฟอรัสในร่างกาย ปลากะพงขาวสุก ปริมาณ 85 กรัม ประกอบด้วย โซเดียม 74 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 279 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 211 มิลลิกรัม องุ่นแดง นอกจากรสชาติที่อร่อย หวาน ขององุ่นแดงแล้ว ยังอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ […]

โรคไต

หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า การดื่มชานั้นดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะในน้ำชานั้นนอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แล้วยังสามารถดื่มเพื่อให้รู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง เป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ชื่นชอบกาแฟได้ แต่เครื่องดื่มอย่างชาเย็น หากดื่มมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาตอบข้อสงสัยว่า ดื่มชาเย็นมากเกินไป เสี่ยงไตวายได้จริงหรือไม่ ดื่มชาเย็นมากเกินไป เสี่ยงไตวาย จริงเหรอ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2014 มีรายพบงานชายสูงอายุผู้หนึ่ง เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการอ่อนแรง คัน และปวดเมื่อยตามตัว แพทย์ตรวจดูก็พบว่ามีอาการไตวาย และจำเป็นต้องทำการฟอกไต แต่ผู้ป่วยรายนี้ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับไต หรือมีญาติที่มีประวัติเป็นโรคไตมาก่อน เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ จึงได้ทราบว่า ชายคนนี้ดื่มชาเย็นวันละ 16 แก้ว เป็นประจำทุกวัน ในน้ำชา โดยเฉพาะชาดำนั้นจะอุดมไปด้วยสารออกซาเลต (Oxalate) สารประกอบที่สามารถพบได้ในพืชบางชนิด สารออกซาเลตนี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ และร่างกายจะกำจัดสารออกซาเลตส่วนเกินนี้ผ่านทางไตและปัสสาวะ หากเรารับประทานสารออกซาเลตมากเกินไป จะทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดสารออกซาเลตนี้ จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต และนำไปสู่อาการไตวายได้ในที่สุด สารอาหารอะไรบ้างที่อาจเป็นอันตรายต่อไต นอกเหนือไปจากการดื่มชามากเกินไปที่อาจจะส่งผลอันตรายต่อไตได้นั้น ยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก ที่อาจจะส่งผลที่อันตรายต่อไตได้ บทความนี้จะขอยกตัวอย่างมาดังต่อไปนี้ โซเดียม (Sodium) หรือก็คือเกลือที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง โซเดียมนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อความดันโลหิต และความสมดุลของระดับน้ำในร่างกายได้ ร่างกายของเราจะทำหน้าที่ในการกำจัดโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่หากเราบริโภคโซเดียมมากเกินไป จะทำให้ไตไม่สามารถกำจัดโซเดียมออกไปได้หมด แล้วทำให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น […]

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

ฉี่ราด ฉี่รดที่นอน เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในสิ่งที่ต้องเคยเกิดขึ้นกับใครหลายคนในช่วงวัยเด็กอย่างแน่นอน โดยจุดเริ่มต้นของ การฉี่รดที่นอน คนส่วนใหญ่มักจะฝันว่าตัวเองปวดปัสสาวะกำลังเข้าห้องน้ำ แต่ดันปัสสาวะจริงๆ ออกมาเสียอย่างนั้น อาการฉี่ราด เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่หากมีอาการบ่อยครั้ง ติดต่อกันในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้ แต่การ ฉี่รดที่นอน จะส่งผลกระทบและมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้างนั้น วันนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณค่ะ ปัสสาวะรดที่นอน (Bedwetting) หลายคนมักมีอาการปัสสาวะรดที่นอนเนื่องจากไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือที่เรียกว่า ฉี่ราด (Bedwetting) นั่นเอง ส่วนมากมักเกิดขึ้นในขณะหลับช่วงเวลากลางคืน พบได้บ่อยในวัยเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-7 ปี  อย่างไรก็ตามหากพบว่ามี อาการฉี่ราด มากกว่า 2 ครั้งต่อคืน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ ให้คุณมี อาการฉี่ราด อาการฉี่ราด ไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่มีปัจจัยต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการฉี่ราดได้ ดังนี้ ท้องผูกเรื้อรัง ปัญหาท้องผูกเรื้อรังทำให้กล้ามเนื้อที่ทำการควบคุมปัสสาวะและอุจจาระทำงานผิดปกติ ระบบประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะอาจทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โรคเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจึงผลิตปัสสาวะมากขึ้นเพื่อกำจัดน้ำตาลออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยและอาจเกิดอาการฉี่ราดขณะหลับได้ ปัญหาทางอารมณ์  ความเครียดสะสม เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่อาจทำให้เกิดอาการฉี่ราดได้ เช่น ปัญหาในครอบครัว การย้ายบ้าน การย้ายโรงเรียนใหม่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ […]

ปัญหากระเพาะปัสสาวะ

โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นหนึ่งในโรคที่หลายคนมักจะมองข้าม เพราะหลายคนที่เป็นโรคนี้ มักจะไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าอาการของโรคจะอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว แต่คุณรู้ไหมว่า โรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที แต่โชคยังดีที่การรักษาด้วยการผ่าตัด สามารถช่วยให้ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี สามารถหายจากโรคนี้ได้เกือบ 100% ในบทความนี้ Hello คุณหมอ มีคำแนะนำเรื่องการทำหัตถการสำหรับผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี เพื่อการเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนเริ่มทำการรักษาโรคมาฝากคุณแล้ว เราสามารถทำการวินิจฉัย ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้อย่างไร ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะที่ช่วยเก็บกักน้ำดี เพื่อใช้ประโยชน์ในการช่วยย่อยไขมัน ซึ่งมีโอกาสพบโรคนิ่วถุงน้ำดีได้ โดยนิ่วที่พบนั้นจะมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ ไขมัน ส่วนประกอบของสีน้ำดี (Bile pigment) และ หินปูน (Calcium) ที่มีลักษณะเป็นสีน้ำตาล หรือดำ โรคนิ่วในถุงน้ำดีพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในคนอายุระหว่าง 40-60 ปี ผู้ป่วยโรคนี้มากกว่า 50 % อาจไม่มีแสดงอาการอะไรเลยก็ได้ แต่เราสามารถตรวจพบโรคได้ด้วยการเอกซเรย์ช่องท้อง หรือการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasound) อาการของ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง อืดท้อง มีลมมาก หรือมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ (Colicky pain) ที่บริเวณลิ้นปี่ และอาการที่บ่งชี้ได้ชัดเจน คือ อาการปวดท้องจะมากขึ้น […]

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีปัญหาหูรูดกระเพราะปัสสาวะทำงานได้น้อยลงตามวัย จนอาจทำให้ปัสสาวะเล็ดได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้ว อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตาม การทราบสาเหตุของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คืออะไร การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป ความรุนแรงของอาการอาจมีตั้งแต่ปัสสาวะไหลเมื่อมีอาการไอหรือจาม ไปจนถึงรู้สึกต้องการปัสสาวะทันที บางครั้งอาการอาจรุนแรงมากถึงขั้นที่ไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้ทันเวลา โดยปกติแล้ว อาการนี้มักพบในผู้สูงอายุ แต่คนทั่วไปก็สามารถมีอาการนี้ได้เช่นกัน หากอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุและวิธีรักษาที่เหมาะสม สาเหตุของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ไม่ถือว่าเป็นโรคเป็นแค่เพียงอาการเท่านั้น โดยอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดที่ส่งผลให้มีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น และเร่งให้ปวดปัสสาวะได้ อย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม ช็อกโกแลต อาหารรสจัด อาหารวิตามินซีสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ภาวะสุขภาพบางประการก็อาจส่งผลให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้ เช่น กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ ทำให้ปวดปัสสาวะมาก จนไม่สามารถกลั้นไว้ได้ อาการท้องผูก เนื่องจากลำไส้ใหญ่อยู่ใกล้กับกระเพาะปัสสาวะ และมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เมื่อมีอุจจาระแข็งสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่มากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทบริเวณนั้น ทำให้เกิดปวดปัสสาวะบ่อยได้ การตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของทารกในครรภ์ อาจส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้ การคลอด ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดหย่อนคล้อย ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ และอาจทำลายเส้นประสาทบริเวณกระเพาะปัสสาวะและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกราน จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกลั้นปัสสาวะได้ อายุที่มากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น […]