home

สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ

"หลังจากที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ออกไปจากอาหารแล้ว ก็จะทิ้งของเสียไว้ในลำไส้และกระแสเลือด หน้าที่ของระบบทางเดินปัสสาวะ คือการกรองของเสียที่มีอยู่ในเลือด และขับออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ เรียนรู้เกี่ยวกับ สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ รวมไปถึงการรักษาสุขภาพและการป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็น ไต ท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ ได้ที่นี่"

ความรู้ทั่วไป

สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ

โรคนิ่วในไต เกิดจากแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ ที่รวมตัวกันเป็นก้อนแข็ง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดที่ไต หากนิ่วในไตไปอุดกั้นที่ท่อไต อาจทำให้ผู้ที่ป่วยปัสสาวะออกมาเป็นเลือด และทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อปัสสาวะได้ บางครั้งนิ่วในไตเหล่านี้ อาจถูกขับออกมาทางปัสสาวะ วันนี้ Hello คุณหมอ มีวิธี จัดการนิ่วในไต แบบง่าย ด้วยวิธีธรรมชาติมาให้อ่านกัน ปัญหา โรคนิ่วในไต ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร นิ่วในไต (Kidney Stones) หรือเรียกอีกอย่างว่า “นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ” ซึ่งเกิดขึ้นจากแร่ธาตุทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น เกลือ แคลเซียมออกซาเลต (Calcium Oxalate) เกิดการตกผลึกในไต จนเป็นก้อนแข็ง ๆ แม้ว่านิ่วเหล่านี้จะก่อตัวขึ้นที่ไต แต่ก็สามารถอยู่ที่ส่วนใดของระบบทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคนิ่วคือ ภาวะขาดน้ำ เมื่อร่างกายขาดน้ำหรือของเหลวที่ไหลผ่านไตน้อย จะเพิ่มโอกาสในการตกผลึกของแร่ธาตุ จนทำให้เกิด โรคนิ่วในไต โดยปกติแล้ว หากนิ่วอยู่ที่ไตมักจะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา จนกว่านิ่วจะอยู่ที่ท่อไต หรือไปอุดกั้นติดอยู่ที่ท่อไต ก็จะขัดขวางการไหลของปัสสาวะ ทำให้ไตเกิดอาการบวม ปวด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้ มีอาการปวดอย่างรุนแรงบริเวณหลังและใต้ซี่โครง ปวดร้าวลงไปยังท้องส่วนล่างและขาหนีบ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ อาจจมีเลือดปนออกมาเมื่อปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ วิธี จัดการนิ่วในไต แบบธรรมชาติ สำหรับผู้ป่วย […]

หัวข้อ สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ เพิ่มเติม

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

เมื่อพูดถึง อาการปัสสาวะเล็ด หลายคนจะมีภาพจำว่าอาการเหล่านี้มักพบได้ในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้ว ปัสสาวะเล็ด สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และยังมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไปด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ มีสาระดี ๆ เกี่ยวกับอาการ ปัสสาวะเล็ด มาฝากค่ะ ปัสสาวะเล็ด (Urinary incontinence) คืออะไร อาการปัสสาวะเล็ด คือ อาการทางสุขภาพที่ไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะของตนเองได้ ซึ่งปกติแล้วเราจะปัสสาวะเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ หรือต้องการปัสสาวะ แต่ผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดจะไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะของตนเองได้ ทำให้ ปัสสาวะเล็ด หรือ ปัสสาวะราด ออกมาในสถานการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ โดยอาจจะปัสสาวะเล็ดเมื่อมีอาการไอหรือจาม หรือปัสสาวะเล็ดออกมาก่อนที่จะไปถึงห้องน้ำ อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะเล็ดอาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรือเรื้อรังก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แตกต่างกันไป อาการปัสสาวะเล็ด เป็นอย่างไร อาการปัสสาวะเล็ด สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท และแต่ละประเภทก็จะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 1. ปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง (Stress incontinence) คือ อาการปัสสาวะเล็ด เนื่องจากมีการออกแรงกดกระเพาะปัสสาวะอย่างกะทันหัน เช่น การไอ การจาม การหัวเราะ การออกกำลังกาย การวิ่ง การกระโดด หรือการยกของหนัก 2. ปัสสาวะราดแบบกะทันหัน (Urge incontinence) […]

ปัญหากระเพาะปัสสาวะ

การปัสสาวะหรือการฉี่ เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรที่คนเราต้องทำทุกวัน โดยปกติแล้ว คนเราจะฉี่วันละประมาณ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 300-500 มิลลิลิตร แต่ในบางครั้ง เราก็อาจปวดฉี่ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น เวลารถติดอยู่บนถนน เวลาที่ไม่มีห้องน้ำในบริเวณโดยรอบ ห้องน้ำในบริเวณนั้นสกปรกจนไม่อยากเข้า ก็ทำให้เราต้องอั้นฉี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราอยากแนะนำว่า หากคุณปวดฉี่ ก็ควรรีบเข้าห้องน้ำทันทีจะดีกว่า เพราะเมื่อใดที่คุณอั้นฉี่บ่อย ๆ จน มีอาการฉี่ไม่ออก นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คุณเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจลุกลามเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรง อย่างไตอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ด้วย ทำความรู้จักกระเพาะปัสสาวะให้ดีขึ้น กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นถุงกล้ามเนื้อ รูปร่างคล้ายบอลลูน อยู่หลังกระดูกหัวหน่าวภายในอุ้งเชิงกราน ในช่วงที่กระเพาะปัสสาวะว่างเปล่า จะมีขนาดประมาณลูกแพร์ แต่เมื่อขยายออก จะกักเก็บปัสสาวะได้ประมาณ 400-600 มิลลิลิตร หากกระเพาะปัสสาวะปกติดี ขณะที่เราฉี่ กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะจะบีบรัดตัว ทำให้หูรูดเปิดออก และฉี่ไหลออกมาได้ โดยที่เราไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คืออะไร โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คือ การอักเสบของกระเพาะปัสสาวะที่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยโรคนี้จัดเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infections หรือ UTI) […]

โรคไต

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวยิ่งต้องดูแลใส่ใจเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ ในแต่ละวันควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และระมัดระวังในการเลือกชนิดอาหาร วันนี้ Hello คุณหมอ นำ  5 อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต มาฝากกันค่ะ รวมถึงอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีอาการแย่ลงกว่าเดิม โรคไต (Kidney disease) โรคไต เกิดจาก ความผิดปกติของไตที่ไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ โดยปกติทั่วไปไตมีหน้าที่คัดกรองสารอาหารต่าง ๆ ภายในเลือดและกำจัดของเสียจากเลือดและน้ำส่วนเกินออกมาในรูปแบบปัสสาวะ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปัสสาวะได้น้อยลง เป็นต้น อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต การรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ นอกจากนี้คุณควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำในการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรค เช่น การจำกัดปริมาณฟอสฟอรัสและแคลเซียม ลดการบริโภคโพแทสเซียม เป็นต้น 5 อาหารเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยโรคไต การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อไต อาจช่วยให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยชะลอและลดความเสื่อมของไต ซึ่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อไต มีดังต่อไปนี้ ปลากะพงขาว ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไต การรับประทานปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยลดระดับไขมันในเลือดและควบคุมความดันโลหิต แต่ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไปเพื่อรักษาระดับฟอสฟอรัสในร่างกาย ปลากะพงขาวสุก ปริมาณ 85 กรัม ประกอบด้วย โซเดียม 74 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 279 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 211 มิลลิกรัม องุ่นแดง นอกจากรสชาติที่อร่อย หวาน ขององุ่นแดงแล้ว ยังอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ […]

โรคไต

หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า การดื่มชานั้นดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะในน้ำชานั้นนอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แล้วยังสามารถดื่มเพื่อให้รู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง เป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ชื่นชอบกาแฟได้ แต่เครื่องดื่มอย่างชาเย็น หากดื่มมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาตอบข้อสงสัยว่า ดื่มชาเย็นมากเกินไป เสี่ยงไตวายได้จริงหรือไม่ ดื่มชาเย็นมากเกินไป เสี่ยงไตวาย จริงเหรอ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2014 มีรายพบงานชายสูงอายุผู้หนึ่ง เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการอ่อนแรง คัน และปวดเมื่อยตามตัว แพทย์ตรวจดูก็พบว่ามีอาการไตวาย และจำเป็นต้องทำการฟอกไต แต่ผู้ป่วยรายนี้ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับไต หรือมีญาติที่มีประวัติเป็นโรคไตมาก่อน เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ จึงได้ทราบว่า ชายคนนี้ดื่มชาเย็นวันละ 16 แก้ว เป็นประจำทุกวัน ในน้ำชา โดยเฉพาะชาดำนั้นจะอุดมไปด้วยสารออกซาเลต (Oxalate) สารประกอบที่สามารถพบได้ในพืชบางชนิด สารออกซาเลตนี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ และร่างกายจะกำจัดสารออกซาเลตส่วนเกินนี้ผ่านทางไตและปัสสาวะ หากเรารับประทานสารออกซาเลตมากเกินไป จะทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดสารออกซาเลตนี้ จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต และนำไปสู่อาการไตวายได้ในที่สุด สารอาหารอะไรบ้างที่อาจเป็นอันตรายต่อไต นอกเหนือไปจากการดื่มชามากเกินไปที่อาจจะส่งผลอันตรายต่อไตได้นั้น ยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก ที่อาจจะส่งผลที่อันตรายต่อไตได้ บทความนี้จะขอยกตัวอย่างมาดังต่อไปนี้ โซเดียม (Sodium) หรือก็คือเกลือที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง โซเดียมนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อความดันโลหิต และความสมดุลของระดับน้ำในร่างกายได้ ร่างกายของเราจะทำหน้าที่ในการกำจัดโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่หากเราบริโภคโซเดียมมากเกินไป จะทำให้ไตไม่สามารถกำจัดโซเดียมออกไปได้หมด แล้วทำให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น […]

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

ฉี่ราด ฉี่รดที่นอน เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในสิ่งที่ต้องเคยเกิดขึ้นกับใครหลายคนในช่วงวัยเด็กอย่างแน่นอน โดยจุดเริ่มต้นของ การฉี่รดที่นอน คนส่วนใหญ่มักจะฝันว่าตัวเองปวดปัสสาวะกำลังเข้าห้องน้ำ แต่ดันปัสสาวะจริงๆ ออกมาเสียอย่างนั้น อาการฉี่ราด เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่หากมีอาการบ่อยครั้ง ติดต่อกันในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้ แต่การ ฉี่รดที่นอน จะส่งผลกระทบและมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้างนั้น วันนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณค่ะ ปัสสาวะรดที่นอน (Bedwetting) หลายคนมักมีอาการปัสสาวะรดที่นอนเนื่องจากไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือที่เรียกว่า ฉี่ราด (Bedwetting) นั่นเอง ส่วนมากมักเกิดขึ้นในขณะหลับช่วงเวลากลางคืน พบได้บ่อยในวัยเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-7 ปี  อย่างไรก็ตามหากพบว่ามี อาการฉี่ราด มากกว่า 2 ครั้งต่อคืน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ ให้คุณมี อาการฉี่ราด อาการฉี่ราด ไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่มีปัจจัยต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการฉี่ราดได้ ดังนี้ ท้องผูกเรื้อรัง ปัญหาท้องผูกเรื้อรังทำให้กล้ามเนื้อที่ทำการควบคุมปัสสาวะและอุจจาระทำงานผิดปกติ ระบบประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะอาจทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โรคเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจึงผลิตปัสสาวะมากขึ้นเพื่อกำจัดน้ำตาลออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยและอาจเกิดอาการฉี่ราดขณะหลับได้ ปัญหาทางอารมณ์  ความเครียดสะสม เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่อาจทำให้เกิดอาการฉี่ราดได้ เช่น ปัญหาในครอบครัว การย้ายบ้าน การย้ายโรงเรียนใหม่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ […]

สุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ

คนส่วนใหญ่อาจให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพปอด สุขภาพหัวใจ แต่อาจลืมดูแลอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้กันอย่าง กระเพาะปัสสาวะ วันนี้ Hello คุณหมอ เลยอยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับกระเพาะปัสสาวะให้มากขึ้น พร้อมมีวิธีในการดูแลสุขภาพของกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรงมาฝากด้วย กระเพาะปัสสาวะ สำคัญอย่างไร กระเพาะปัสสาวะและระบบขับปัสสาวะ มีหน้าที่สำคัญในการกรองของเหลวส่วนเกินและของเสียออกจากกระแสเลือด และขับของเหลวและของเสียเหล่านั้นออกจากร่างกาย เมื่อกระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะอื่นๆ ในระบบขับปัสสาวะ ได้แก่ ไต ท่อไต และท่อปัสสาวะ ทำงานเป็นปกติ ก็จะส่งผลดีต่อร่างกาย ดังนี้ ช่วยป้องกันไม่ให้ของเหลวส่วนเกินและของเสียก่อตัวสะสมในร่างกาย ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้อย่างเป็นปกติ ช่วยให้อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) หรือสารละลายของธาตุระดับโมเลกุลที่มีประจุไฟฟ้า เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม อยู่ในระดับปกติ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเป็นปกติ ปัจจัยที่ทำร้ายกระเพาะปัสสาวะของเราได้ สาเหตุที่ทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดปัญหาได้นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ เช่น อาการท้องผูก ทำให้มีอุจจาระส่วนเกินสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ และเพิ่มแรงกดทับให้กับกระเพาะปัสสาวะ จนทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัวได้ไม่มากเท่าที่ควร โรคเบาหวาน สามารถทำลายเส้นประสาทโดยรอบกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งช่วยควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเสียหายได้ การไม่ค่อยออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับการทำงานของกระเพาะปัสสาวะได้ อีกทั้งยังช่วยให้คุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ซึ่งดีต่อสุขภาพโดยรวม หากคุณไม่สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน การขยับเขยื้อนร่างกายบ่อยๆ เช่น ทำงานบ้าน เดินเล่น ก็ดีต่อสุขภาพและกระเพาะปัสสาวะเช่นกัน น้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน สามารถส่งผลเสียต่อกระเพาะปัสสาวะ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาปัสสาวะเล็ดรั่วได้ การสูบบุหรี่ ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะสามารถพบได้บ่อยในผู้ที่สูบบุหรี่ อีกทั้ง การสูบบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน อาจไปรบกวนการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้การขับปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไป หรือทำให้ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะที่มีแย่ลงได้ ยาบางชนิด เช่น ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท […]

ปัญหากระเพาะปัสสาวะ

โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นหนึ่งในโรคที่หลายคนมักจะมองข้าม เพราะหลายคนที่เป็นโรคนี้ มักจะไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าอาการของโรคจะอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว แต่คุณรู้ไหมว่า โรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที แต่โชคยังดีที่การรักษาด้วยการผ่าตัด สามารถช่วยให้ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี สามารถหายจากโรคนี้ได้เกือบ 100% ในบทความนี้ Hello คุณหมอ มีคำแนะนำเรื่องการทำหัตถการสำหรับผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี เพื่อการเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนเริ่มทำการรักษาโรคมาฝากคุณแล้ว เราสามารถทำการวินิจฉัย ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้อย่างไร ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะที่ช่วยเก็บกักน้ำดี เพื่อใช้ประโยชน์ในการช่วยย่อยไขมัน ซึ่งมีโอกาสพบโรคนิ่วถุงน้ำดีได้ โดยนิ่วที่พบนั้นจะมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ ไขมัน ส่วนประกอบของสีน้ำดี (Bile pigment) และ หินปูน (Calcium) ที่มีลักษณะเป็นสีน้ำตาล หรือดำ โรคนิ่วในถุงน้ำดีพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในคนอายุระหว่าง 40-60 ปี ผู้ป่วยโรคนี้มากกว่า 50 % อาจไม่มีแสดงอาการอะไรเลยก็ได้ แต่เราสามารถตรวจพบโรคได้ด้วยการเอกซเรย์ช่องท้อง หรือการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasound) อาการของ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง อืดท้อง มีลมมาก หรือมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ (Colicky pain) ที่บริเวณลิ้นปี่ และอาการที่บ่งชี้ได้ชัดเจน คือ อาการปวดท้องจะมากขึ้น […]

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

อาการ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปกติแล้วมักจะเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ ที่หูรูดไม่ดีแล้ว ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้ง่าย แต่ใครจะไปรู้ว่า จริงๆ แล้ว อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ต้องรอแก่ก็เล็ดได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาการนี้มาให้อ่านกันค่ะ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คืออะไร การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) เป็นอาการที่นับว่าเป็นเรื่องปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่อาจจะสร้างความอับอายให้กับเราได้ ความรุนแรงของอาการนั้น เริ่มจากการที่ปัสสาวะไหลเมื่อมีอาการไอหรือจาม ไปจนถึงมีความรู้สึกต้องการปัสสาวะในทันที บางครั้งก็รุนแรงมากถึงขั้นที่ไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้ทันเวลา โดยปกติแล้วอาการนี้มักจะพบได้มากในผู้สูงอายุ แต่คนทั่วไปก็สามารถมีอาการนี้ได้เช่นกัน หาก อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้นควรที่จะเข้าปรึกษากับแพทย์เพื่อทำการรักษา การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มีสาเหตุมาจากอะไร การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นั้น ไม่ถือว่าเป็นโรค เป็นแค่เพียงอาการเท่านั้น โดยอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดสามารถส่งผลให้มีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น และยังมีผลต่อการเร่งอาการปวดปัสสาวะอีกด้วย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม ช็อกโกแลต อาหารรสจัด และอาหารที่มีวิตามินซีมาก นอกจากนี้ อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ยังสามารถเกิดขึ้นได้จาก กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ ทำให้ร่างกายเกิดอาการปวดปัสสาวะมากๆ จนไม่สามารถกลั้นไว้ได้ อาการท้องผูก เนื่องจากลำไส้ใหญ่นั้นอยู่ใกล้กับกระเพาะปัสสาวะ และมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เมื่อมีอุจจาระที่แข็งและสะสมอยู่บริเวณลำไส้อยู่มาก จนส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทบริเวณนั้น ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะบ่อย สาเหตุอื่น ๆ […]

โรคไต

โรคไตกับยาคลายกล้ามเนื้อ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก เนื่องจากยาคลายกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในยาที่คนเป็นโรคไตมักจะต้องใช้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตที่ต้องทำการฟอกไต (hemodialysis) ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ทำการฟอกไตไม่ต้องทรมานกับอาการปวดกล้ามเนื้อที่มาพร้อมกับการฟอกไตได้ แต่ในขณะเดียวกัน ยานี้ก็อาจนำมาซึ่งอันตรายอื่นๆ ได้เช่นกัน โรคไตกับยาคลายกล้ามเนื้อ มีอะไรบ้างที่ควรระวัง สาเหตุส่วนใหญ่ที่แพทย์สั่งยาคลายกล้ามเนื้อให้ผู้ป่วยที่รับการฟอกไตใช้ เนื่องมาจากอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก นอกจากนี้ยังอาจจะมีสาเหตุมาจากการปวดคอ ปวดหลัง และเป็นตะคริว แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อทั้งๆที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้ใช้ยานั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาคลายกล้ามเนื้อนั้นอาจจะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดที่มาพร้อมกับการฟอกไตเหล่านี้ได้ แต่ยาคลายกล้ามเนื้อนั้นก็ไม่มีได้ปลอดภัยไปเสียทีเดียว มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรคไตที่ที่ทำการฟอกไตและใช้ยาคลายกล้ามเนื้อนั้น จะมีความเสี่ยงในการเกิดการเปลี่ยนแปลงของสติสัมปชัญญะเพิ่มขึ้นกว่า 68% ความเสี่ยงในการหกล้มเพิ่มขึ้นกว่า 29% และความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกกว่า 30% จากข้อมูลในปี 2011 พบว่า ผู้ป่วยโรคไตที่ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ แสดงให้เห็นถึงอาการความผิดปกติทางสติสัมปชัญญะ หกล้ม กระดูกหัก และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าผู้ป่วยโรคไตที่ไม่ได้ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบว่า 1 ใน 25 คนของผู้ป่วยโรคไตถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจาก มีอาการสับสนอย่างรุนแรง และมีอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน หลังจากใช้ยาคลายกล้ามเนื้อที่เรียกว่า ยาแบคโคลเฟน (baclofen) เพียงไม่กี่วัน จากรายงานของ ICES Western, Western University และ and Lawson Health Research Institute ได้ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาผู้ป่วยโรคไตกว่า […]

x