สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism)

ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากต่อมไทรอยด์ ที่ทำงานมากเกินไป ซึ่งฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินได้   คำจำกัดความต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน คืออะไร ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) เป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ต่อมไทรอยด์อยู่ในลำคอและสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย หน้าที่การทำงานบางประการของต่อมไทรอยด์ ได้แก่ ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือด กระตุ้นการเผาผลาญ กระตุ้นการเต้นของหัวใจและระบบประสาท และความคุมความร้อนในร่างกาย แต่ฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากเกินไปส่งผลให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน พบได้บ่อยเพียงใด ต่อมไทรอยด์ทำงานเกินเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป ผู้หญิงมักมีภาวะดังกล่าวได้มากกว่าผู้ชายถึงสามเท่า แต่คุณสามารถลดโอกาสในการเกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินได้ด้วยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการ ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน อาการของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ได้แก่ กระสับกระส่าย มีเหงื่อออก อ่อนเพลีย หัวใจเต้นแรงหรือไม่เป็นจังหวะ หรือความผิดปกติเกี่ยวกับจังหวะการเต้นของหัวใจอื่น ๆ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (Trial fibrillation) อาการอื่น ๆ ได้แก่ ดวงตาระคายเคือง น้ำหนักลด มีความไวต่อความร้อน ขับถ่ายอุจจาระหรือท้องเสียบ่อย ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกรฟส์ (Graves’s disease) มีต่อมไทรอยด์โต (โรคคอพอก) อาจมีตาโปน (Exophthalmos) สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ โปรดปรึกษาคุณหมอ ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากคุณมีน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ หัวใจเต้นเร็ว มีเหงื่อออกผิดปกติ มีอาการบวมที่คอส่วนล่าง หรือมีอาการอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ควรไปพบคุณหมอ และต้องอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลง ที่คุณสังเกตได้โดยละเอียดเนื่องจากสิ่งบ่งชี้และอาการต่าง ๆ ของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน อาจสัมพันธ์กับภาวะอื่นๆ อีกจำนวนมาก หากคุณได้เข้ารับการรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินแล้ว หรือเข้ารับการรักษาในเร็ว ๆ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

รับมือกับ เชื้อดื้อยา ก่อนที่จะสายเกินไป

องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ระหว่างวันที่  12-18 พฤศจิกายน 2561 เป็นช่วงสัปดาห์ Antibiotic Awareness Week หรือ “สัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักการใช้ยาต้านเชื้อแบคทีเรียโลก” เพื่อให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาของ เชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก นพ.ณัฐพงศ์ เดชธิดา มีมุมมองจากประสบการณ์และข้อมูลในเรื่องนี้มาฝาก สถานการณ์ เชื้อดื้อยา ในประเทศไทย ‘เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ’ คือ การที่เชื้อแบคทีเรียที่เคยไวต่อยาปฏิชีวนะมาก่อน เกิดการกลายพันธุ์เป็น เชื้อดื้อยา โดยเมื่อเชื้อดังกล่าวสัมผัสกับยาปฏิชีวนะแล้ว ยาไม่สามารถยับยั้งหรือทำลายเชื้อแบคทีเรียได้เหมือนเดิม ทำให้การรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ทำได้ยาก ต้องใช้ยาร่วมกันหลายขนาน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง เกิดพิษ และผลกระทบข้างเคียงมาก สถานการณ์การเกิดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย มีการเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้จะมีวิวัฒนาการของการพัฒนายา และการระงับการใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่จำเป็น รวมถึงประชาชนก็ตระหนักถึงการใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่จำเป็นมากขึ้นแล้วก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะในไข้หวัดธรรมดา ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส และแผลผิวหนังติดเชื้อระดับที่หนึ่งนั้น เป็นเรื่องไม่จำเป็น จากประสบการณ์ของผู้เขียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าคนไข้ตระหนักมากขึ้นถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และเลือกไม่ซื้อยาปฏิชีวนะที่ร้านขายยาก่อนพบหมอ พฤติกรรมการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นและไม่จำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคดังกล่าว จึงมีแนวโน้มดีขึ้น เชื้อดื้อยากลุ่มหลักในไทย หากแต่สถานการณ์เรื่องเชื้อดื้อยาในโรคที่รุนแรง ก็ยังไม่ลดลงหรือหายไปแต่อย่างใด ในบทความนี้จะกล่าวถึงเชื้อดื้อยา 3 กลุ่มหลัก ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นภาวะวิกฤติของการดื้อยาในประเทศไทย ดังต่อไปนี้ 1.โรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae พบว่าเชื้อดังกล่าวดื้อต่อยา Oxacillin, […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia)

ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) เป็นภาวะที่ส่วนหนึ่งของลำไส้ยื่นเข้าไปในช่องของผนังช่องท้อง ช่องที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากส่วนของผนังหน้าท้องที่อ่อนแอหรือบาง เมื่อการกดจากลำไส้ดันผนังลำไส้ เนื้อเยื่อเกิดการฉีกขาด ทำให้ลำไส้เลื่อนผ่านเข้าสู่ช่องนี้ได้ คำจำกัดความไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ คืออะไร ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) เป็นภาวะเมื่อส่วนหนึ่งของลำไส้ยื่นเข้าไปในช่องของผนังช่องท้อง ช่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากส่วนของผนังหน้าท้องที่อ่อนแอหรือบาง เมื่อการกดจากลำไส้ดันผนังลำไส้ เนื้อเยื่อเกิดการฉีกขาด ทำให้ลำไส้เลื่อนผ่านเข้าสู่ช่องนี้ได้ อาการของโรคไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ จะไม่ได้ดีขึ้นหรือรุนแรงมากขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษา แต่อาจทำให้เกิดปัญหาที่เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ ด้วยเหตุผลนี้ แพทย์จึงแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อรักษาอาการไส้เลื่อนที่เกิดการเจ็บปวดหรือมีขนาดใหญ่ขึ้น โรคนี้ทำให้หน้าท้องนูนขึ้น และทำให้เกิดความเจ็บปวดเมื่อไอ ก้มตัวลง หรือทำกิจกรรมที่ออกแรงมาก หรืออาจขัดขวางการทำงานของระบบย่อยอาหาร ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ พบบ่อยแค่ไหน ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบเป็นโรคที่พบได้บ่อย มักเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และเกิดได้กับคนทุกวัย การรักษาอาการของโรคสามารถทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการของไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ บางครั้งไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบอาจเกิดขึ้น โดยไม่ปรากฎอาการใดๆ หากลำไส้มีขนาดเล็ก คุณอาจไม่สังเกตเห็นหรือไม่รู้สึกเจ็บ ในบางกรณี อาจรู้สึกปวดหรือหน่วงบริเวณขาหนีบ โดยปกติ ลำไส้สามารถกลับสู่ภายในผนังช่องท้องได้ โดยการลดแรงดันที่ผนังช่องท้อง เช่น การเอนหลังหรือนอนราบ ปัญหาอาจเกิดขึ้น เมื่อลำไส้ติดค้างอยู่ที่ผนังช่องท้อง ทำให้เลือดไม่ไหลเวียนในลำไส้ เนื้อเยื่อในลำไส้อาจตาย เนื่องจากไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยง นอกจากนี้ อาจเกิดการอุดตันในระบบขับถ่าย และหากลำไส้อุดตัน จำเป็นต้องรีบเข้ารับการรักษา อาจมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค ควรติดต่อแพทย์ ควรพบหมอเมื่อใด หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ มีอาการผิดปกติหรือสังเกตอาการนูนบริเวณท้อง หากมีอาการปวดขณะก้ม […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia Gravis)

กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดไมแอสทีเนีย กราวิส (Myasthenia Gravis) หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า โรคเอ็มจี (MG) เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองประเภทหนึ่ง คำจำกัดความกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี คืออะไร โรค กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดไมแอสทีเนีย กราวิส (Myasthenia Gravis) หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า โรคเอ็มจี (MG) เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease) ประเภทหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อร่วมประสาท (neuromuscular disorder) โรค กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี ทำให้กล้ามเนื้อในดวงตา ใบหน้า ลำคอ แขน และขาอ่อนแอและอ่อนแรงลง อาการอ่อนแอที่มากที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีแรก แล้วหลังจากนั้นจะอาการของโรค กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี จะพัฒนาไปอย่างช้า ๆ กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี พบได้บ่อยแค่ไหน ทุกคนสามารถเป็น กล้ามเนื้ออ่อนแรง เอ็มจีได้ อย่างไรก็ดี โรคนี้พบได้มากที่สุดในผู้หญิงก่อนช่วงอายุ 40 ปีและในผู้ชายหลังช่วงอายุ 50 ปี คุณสามารถลดโอกาสในการเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจีได้ ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงของคุณโปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการของกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี กล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจีส่งผลให้เกิดอาการที่หลากหลาย ได้แก่ หายใจลำบาก เนื่องจากผนังกล้ามเนื้อหน้าอกอ่อนแรง เคี้ยวหรือกลืนลำบาก […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

กลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammatory Response Syndrome)

คำจำกัดความกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกายคืออะไร กลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammatory Response Syndrome : SIRS) เป็นสัญญาณการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย กล่าวคือ เป็นการตอบสนองต่อการอักเสบโดยทั่วไป ในบางครั้ง เกิดความสับสนระหว่างกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกายกับภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (sepsis) แต่มีความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่าง 2 อาการนี้ คือ การติดเชื้อ กล่าวคือ กลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย อาจเกิดหลังจากการบาดเจ็บ การอักเสบ การขาดเลือด หรือการติดเชื้อ ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (sepsis) เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อการติดเชื้อแสดงอาการ ในขณะที่กลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกายไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บในร่างกาย แต่เป็นความซับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในร่างกาย ในกรณีของการติดเชื้อ กลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกายสามารถกลายเป็นภาวะพิษเหตุติดเชื้อได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที กลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกายพบบ่อยแค่ไหน ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อาการอาการของกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย อาการทั่วไปของกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย มีดังนี้ อุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 100.4 องศาฟาเรนไฮต์ (38 องศาเซลเซียส) หรือต่ำกว่า 96.8 องศาฟาเรนไฮต์ (36 องศาเซลเซียส) อัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่า 90 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจสูงกว่า 20 ครั้งต่อนาที หรือคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดน้อยกว่า 32 มิลลิเมตรปรอท จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวมากกว่า 12,000 เซลล์ หรือน้อยกว่า 4,000 เซลล์ บางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์ ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากพบสัญญาณอาการที่กล่าวไว้ข้างต้น […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

พลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) ตัวการร้าย (แอบ) ทำลายสุขภาพ

พลังงานว่างเปล่า หรือแคลอรี่ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร (Empty Calories) หมายถึง พลังงานที่ร่างกายได้รับจากการกินอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งได้แก่ การกินของหวานหรืออาหารมัน เช่น แป้งทอดกรอบ  เป็นต้น บทความนี้ Hello คุณหมอ พามาดูกันว่า พลังงานว่างเปล่ามีอะไรบ้าง และส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ใครที่ชอบกินเมนูเหล่านี้ จะได้ตั้งสติก่อนกินให้ดี ไม่อย่างนั้น น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้น ปัญหาสุขภาพอาจมาเยือน พลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) คืออะไร พลังงานว่างเปล่า หรือแคลอรี่ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร (Empty Calories) หมายถึง อาหารที่แทบจะไม่มีสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ให้พลังงานหรือมีปริมาณแคลอรี่ที่สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ก่อนเลือกซื้ออาหารใด ๆ มาบริโภค อย่างไรก็ตาม เราควรฉลากผลิตภัณฑ์หรือฉลากอาหาร เพื่อดูว่าอาหารนั้น ๆ จัดอยู่ในประเภทพลังงานว่างเปล่าหรือไม่ โดยให้ตรวจสอบว่า มีปริมาณแคลอรี่ ไขมัน และน้ำตาลสูงหรือเปล่า เนื่องจากแคลอรีที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารส่วนใหญ่อยู่ในอาหาร 2 ประเภท ได้แก่ อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารที่มีน้ำมัน รวมถึงไขมันที่เป็นก้อนแข็ง (Solid Fats) คือไขมันที่จะกลายเป็นก้อนแข็งที่อุณหภูมิห้อง เช่น […]


การทดสอบทางการแพทย์

ทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีน (Clonidine Suppression Test)

ข้อมูลพื้นฐานการทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีน คืออะไร การทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีน (Clonidine Suppression Test) เป็นการทดสอบประเภทหนึ่ง เพื่อทดลองและคัดแยกการวินิจฉัยเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (phaeochromocytoma) ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง และมีความเปลี่ยนแปลงก้ำกึ่งในเมตาโบไลท์พลาสมาแคทีโคลามีน (plasma catecholamines metabolites) หรือยูรินารีแคททีโคลามีน (urinary catecholamine metabolites) ยาโคลนิดีน (Clonidine) เป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง ทำงานที่สมองโดยลดการทำงานของระบบประสาท (sympathetic tone) ซึ่งเป็นความรุนแรงของสัญญาณระบบประสาทไปยังต่อมหมวกไตส่วนใน (Adrenal medulla) ความจำเป็นในการ ทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีน เหตุผลในการทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีน มีดังนี้ เพื่อหาดูว่า ค่าระดับเริ่มต้นของพลาสมาแคทีโคลามีนที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากอะดรีเนอร์จิกมีมากเกินไปโดยไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic hyperadrenergic state) หรือเพราะโรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา ค่าของพลาสมาเมทาเนฟรีน (plasma metanephrines) และ/หรือพลาสมาแคทีโคลามีน ที่เพิ่มสูงขึ้นน้อยกว่า 4 เท่า ของขีดจำกัดสูงสุดของค่าปกติของการทดสอบที่กำหนด ในผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นโรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา หรือชนิดพาราแกงกลิโอมา (paraganglioma) การทดสอบนี้ไม่ได้บ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีค่าผลการตรวจทางชีวเคมีของพลาสมา หรือปัสสาวะเป็นบวกอย่างชัดเจน สำหรับโรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (แคททีโคลามีน หรือเมทาเนฟรีน หรือกรดวานิลลีแมนเดลิค [VMA]) การทดสอบนี้ไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีค่าเริ่มต้นเมทาเนฟรีน และนอร์เมทาเนฟรีน (แยกจากโรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา) ที่ปราศจากพลาสมาเป็นปกติ ข้อควรรู้ก่อนตรวจข้อควรรู้ก่อนทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีน ไม่ควรพิจารณาการทดสอบกดการทำงานของโคลนิดีนเป็นมาตรฐานสูงสุดสำหรับการวินิจฉัยโรค การทดสอบนี้เป็นแค่วิธีหนึ่งที่ช่วยวินิจฉัยโรคเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมาเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลของการทดสอบนี้อาจสร้างความสับสนได้เช่นกัน […]


การทดสอบทางการแพทย์

ตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ (Breast Biopsy)

ตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ (Breast Biopsy) เป็นกระบวนการที่ได้รับการแนะนำจากผู้ดูแลสุขภาพ เพื่อนำเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อเต้านมชิ้นส่วนเล็กๆ ไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินผลบริเวณที่ต้องสงสัยของเต้านม ว่าจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่ ข้อมูลพื้นฐานตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ คืออะไร ตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ (Breast Biopsy) เป็นกระบวนการที่ได้รับการแนะนำจากผู้ดูแลสุขภาพ เพื่อนำเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อเต้านมชิ้นส่วนเล็กๆ ไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินผลบริเวณที่ต้องสงสัยของเต้านม ว่าจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่ โดยกระบวนการตัดชิ้นเนื้อเต้านมเพื่อส่งตรวจนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น การใช้เข็มเจาะตัดเนื้อเยื่อ (Core Needle Biopsy) การเจาะดูดเซลล์ (Fine Needle Aspiration หรือ FNA) การผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อทั้งก้อนออกไปตรวจ (Excisional Biopsy) การตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจจะให้ตัวอย่างของเนื้อเยื่อเต้านม ที่แพทย์สามารถใช้เพื่อระบุและวินิจฉัยความผิดปกติในเซลล์ที่ทำให้เกิดก้อนในเต้านม ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอื่นๆ ของเต้านม ข้อสงสัยหรือข้อกังวลที่พบจากการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) หรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound) โดยผลจากการตรวจชิ้นเนื้อเต้านมจะช่วยให้แพทย์บ่งชี้ได้ว่า จำเป็นต้องมีการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ความจำเป็นในการ ตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ สาเหตุของการตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ มีดังนี้ คุณหรือแพทย์รู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อในเต้านม และแพทย์สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม ผลการตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม แสดงให้เห็นบริเวณที่น่าสงสัยในเต้านม สแกนด้วยอัลตราซาวด์แล้วพบสิ่งต้องสงสัย ตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRI) ที่เต้านมแล้วพบสิ่งต้องสงสัย มีความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติบริเวณหัวนม หรือรอบหัวนม ทั้งตกสะเก็ด ลอก มีรอบบุ๋ม หรือมีสารคัดหลั่งเป็นเลือด ข้อควรรู้ก่อนตรวจข้อควรรู้ก่อนเข้ารับการ ตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ ข้อมูลทั่วไปที่คุณควรทราบก่อนเข้ารับการตัดชิ้นเนื้อเต้านมส่งตรวจ ได้แก่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการตรวจชิ้นเนื้อเต้านม […]


อาการของโรค

อาการเจ็บหน้าอก สัญญาณของหลายโรคร้ายที่ไม่ควรเพิกเฉย

อาการเจ็บหน้าอก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉยด้วยประการทั้งปวง หลายคนมักคิดว่า อาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการของโรคหัวใจ แต่อาการนี้อาจบ่งชี้ถึงอาการโรคอื่นๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น โรคเกี่ยวกับปอด หลอดอาหาร ซี่โครง เส้นประสาท ล้วนนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอกได้ บทความนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บหน้าอก เพื่อที่คุณจะสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาได้ทันท่วงที อาการเจ็บหน้าอก คืออะไร อาการเจ็บหน้าอกอาจเกิดขึ้นได้บริเวณตั้งแต่ลำคอ เรื่อยไปจนถึงหน้าท้องส่วนบน ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ ความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอกมีหลายระดับ คุณอาจรู้สึกเจ็บแปลบ ปวดตื้อๆ แสบร้อน ปวดหรือเจ็บเหมือนถูกแทง นอกจากนี้ คุณอาจมีความรู้สึกแน่นหน้าอก หรือมีความรู้สึกเหมือนถูกบีบที่กลางอก คุณควรเข้าพบหมอ หากเกิดอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่สามารถอธิบายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิดอาการเฉียบพลัน และอาการไม่หายไป แม้จะใช้ยาระงับอาการหรือปรับพฤติกรรมแล้วก็ตาม ในกรณีที่อาการเจ็บหน้าอกเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้ ควรรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินทันที เกิดอาการแน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกบีบบริเวณใต้กระดูกหน้าอก เกิดปัญหาที่กราม แขนข้างซ้าย หรือหลังจากอาการเจ็บหน้าอก เกิดอาการเจ็บแปลบที่หน้าอกพร้อมกับหายใจถี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานาน เจ็บหน้าอกพร้อมกับอาการคลื่นไส้ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นหรือหายใจถี่ มึนงง หน้าซีด เหงื่อออกมากผิดปกติ ความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง หรืออัตราการเต้นของหัวใจต่ำมาก อาการเจ็บหน้าอก อาจเป็นสัญญาณของโรคเหล่านี้ โรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับหัวใจหลายโรคเป็นสาเหตุที่พบกันบ่อยของอาการเจ็บหน้าอก โรคหลอดเลือดหัวใจ สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกแบบปวดเค้น อาการเจ็บหน้าอกประเภทนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ อาจกระจายไปสู่การเจ็บแขน ไหล่ กราม หรือหลังได้ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย เมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ อาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด (Myocardial Infarction) […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ (primary biliary cirrhosis)

ตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ (primary biliary cirrhosis) เป็นโรคที่ท่อน้ำดีในตับค่อยๆ ถูกทำลาย จนมีสารอันตรายสะสมในตับ และนำไปสู่การเกิดตับแข็ง ถือเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างหนึ่ง คำจำกัดความ โรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ คืออะไร ตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ (primary biliary cirrhosis) หรือที่บางครั้งเรียกว่า PBC เป็นโรคที่ท่อน้ำดีในตับค่อยๆ ถูกทำลาย น้ำดีเป็นของเหลวที่ตับผลิตขึ้น มีบทบาทสำคัญในการย่อยอาหาร และช่วยกำจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว คอเลสเตอรอล และสารพิษต่างๆ เมื่อท่อน้ำดีถูกทำลาย อย่างเช่นในกรณีของโรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ สารอันตรายอาจสะสมตัวอยู่ในตับ และบางครั้งก็นำไปสู่แผลเป็นในเนื้อเยื่อตับอย่างถาวร หรือที่เรียกว่าตับแข็ง โรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ ถือเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างหนึ่ง ซึ่งร่างกายจะหันมาโจมตีเซลล์ของตัวเอง นักวิจัยคิดว่ามันถูกกระตุ้นจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม ปกติแล้ว โรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิจะพัฒนาขึ้นมาอย่างช้าๆ และการกินยาสามารถชะลออาการไม่ให้กำเริบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มต้นรักษาแต่เนิ่นๆ โรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิพบบ่อยแค่ไหน โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อาการ อาการของโรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ อาการทั่วไปของโรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิคือ อาการคัน หรือคันอย่างรุนแรง เหนื่อยล้า ผิวเหลือง และบางส่วนของตาเป็นสีเหลือง (โรคดีซ่าน) ปวดท้องส่วนบนขวา ตาและปากแห้ง ช่องคลอดแห้ง หากตับของผู้ป่วยเสียหายอย่างรุนแรง อาจมีโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอาการท่อน้ำดีอักเสบ (Cholangitis) เช่น ของเหลวสะสมอยู่ในท้อง หรือภาวะมีน้ำในเยื่อบุช่องท้อง เลือดออกที่เส้นเลือดใหญ่ในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและทวารหนัก หรือที่เรียกว่า เลือดออกที่หลอดเลือดขอด กระดูกบางก่อนวัยอันควร (โรคกระดูกพรุน) อาจมีอาการที่ไม่ได้ระบุถึงข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์ ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้นหรือมีคำถามอื่นๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ สาเหตุ สาเหตุของโรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดของโรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพิจารณาว่า โรคนี้เป็นโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่ร่างกายโจมตีเซลล์ของตนเอง โรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิเกิดขึ้นได้อย่างไร การติดเชื้อของโรคตับแข็งชนิดบิลิอารีปฐมภูมิ เริ่มต้นเมื่อเม็ดเลือดขาวชนิด T (T cells) […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน