สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

วิธีการแยงโม เปิดเรื่องลับของสาวประเภทสอง

สิ่งที่ปรารถนาและเป็นความสุขที่สุดในชีวิตของสาวประเภทสองหรือ “ผู้หญิงข้ามเพศ” คือ การได้เป็นผู้หญิงอย่างสมบูรณ์แบบทั้งความรู้สึกและรูปลักษณ์ภายนอก ดังนั้น เมื่อมีโอกาสสำหรับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง ข้อปฏิบัติลับ ๆ อย่างหนึ่งที่นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือการ แยงโม ที่เชื่อว่าทั้งสาวแท้และสาวเทียมย่อมอยากรู้กันอย่างแน่นอน วิธีการแยงโม คืออะไร หลังจากที่สาวประเภทสองได้รับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง นอกจากดูแลเรื่องความสะอาดของแผลผ่าตัดแล้ว จะต้องทำการขยายช่องคลอดเทียมด้วยวิธีที่เรียกว่า “การแยงโม” เพื่อขยายช่องคลอดเทียมที่สร้างขึ้นทั้งด้านกว้างและด้านลึก โดยใช้แท่งขยายช่องคลอดเทียมที่มีลักษณะคล้ายกับอวัยวะเพศชาย ตั้งแต่ไซส์ S M และ L ช่วยป้องกันไม่ให้ช่องคลอดเทียมนั้นตีบและตัน ในช่วงครึ่งปีแรกจะต้องทำการแยงโมทุกเช้าเย็นครั้งละ 1 ชั่วโมง เมื่อถึงครึ่งปีหลังจึงค่อยลดเหลือวันละครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง โดยเปลี่ยนขนาดแท่งโมไปเรื่อย ๆ จนถึงไซส์ใหญ่สุด วิธีการแยงโม เจ็บหรือเสียวกันแน่ ข้อนี้น่าจะเป็นคำถามยอดฮิตที่ทุกคนอยากรู้แน่ ๆ ว่า เวลาแยงโมแล้วจะทำให้สาวประเภทสองรู้สึกเจ็บหรือเสียวมากกว่ากัน ซึ่งในช่วงแรกที่ผ่าตัดแปลงเพศเสร็จเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า การแยงโมเพื่อขยายช่องคลอดเทียม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตีบตันและเป็นการรักษาความลึก ต้องทำให้รู้สึกเจ็บอย่างแน่นอน โดยอาจจะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือน – 1 ปี ช่องคลอดเทียมจึงจะเริ่มเข้าที่มากขึ้น มีคำยืนยันจากผู้หญิงข้ามเพศที่ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศกล่าวว่า ช่วง 3 เดือนแรกหลังผ่าตัดจะต้องแยงโมทุกวันและแยงทุกไซส์คาไว้ให้ครบตามเวลาที่แพทย์กำหนด ทำให้รู้สึกเจ็บมากจนบางครั้งถึงกับน้ำตาไหล แต่ก็ต้องอดทนมากที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่าตัดแก้ไขปัญหาช่องคลอดเทียมตีบตันในภายหลัง เปิดเรื่องลับของสาวประเภทสองกับวิธีการแยงโม สำหรับช่วงเวลากลางคืนที่นอนหลับพักผ่อนนั้น […]


อาการของโรค

ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria)

หากคุณลองสังเกตตนเองแล้วพบว่า ในแต่ละครั้งที่คุณปัสสาวะนั้นมีเลือดปะปนออกมา ไม่ว่าจะในปริมาณเล็กน้อย หรือปริมาณมาก ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังมีสัญญาณแรกเริ่มของอาการ ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria) และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย รวมถึงเข้ารับการรักษาโดยด่วนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทันที คำจำกัดความปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria) คืออะไร ปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria) คือภาวะสุขภาพบางอย่าง ที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อเนื่องจากโรคหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เช่น โรคไต โรคมะเร็ง หากมีเลือดปนออกมาในปริมาณมากก็อาจสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่หากมีเลือดปนมาในปริมาณน้อย อาจจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ร่วมให้แน่ชัด ปัสสาวะเป็นเลือด สามารถพบได้บ่อยเพียงใด ภาวะปัสสาวะเป็นเลือด สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อาการอาการของปัสสาวะเป็นเลือด ผู้ที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือดนั้น มักสังเกตอาการได้จากเลือดที่ปะปนออกมาในปัสสาวะ จนอาจทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน สีแดง หรือสีน้ำตาลเข้ม รวมทั้งอาจมีอาการเจ็บแสบอวัยวะเพศร่วมด้วยขณะปัสสาวะ สาเหตุสาเหตุของการเกิด ภาวะปัสสาวะเป็นเลือด การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคที่เกิดจากถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ การบาดเจ็บที่ไต ซึ่งอาจเกิดจากอุบัติเหตุที่กระทบต่อไตโดยตรง นอกจากนี้ยังมียาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) ยาเฮพาริน (Heparin) และยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ที่อาจส่งผลให้เกิด ภาวะปัสสาวะเป็นเลือด ได้อีกด้วย ดังนั้น หากคุณเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ โปรดระบุชนิดยาที่คุณรับประทานอยู่ปัจจุบันให้แพทย์ทราบ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการหาวิธีรักษาได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดปัสสาวะเป็นเลือด ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิด ภาวะปัสสาวะเป็นเลือด มีดังต่อไปนี้ ประวัติทางภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคไต หรือนิ่วในไตของบุคคลในครอบครัว ผู้สูงอายุตั้งแต่ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

แผลถลอกบนผิวหนัง (Skin Abrasions)

แผลถลอกบนผิวหนัง (Skin Abrasions) เป็นอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยมาก คือ รอยถลอกที่เกิดจากการที่ผิวหนังถูกับพื้นบนผิวหยาบ เช่น พื้นถนน โดยส่วนใหญ่รอยถลอกมักเกิดขึ้นกับ ข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า แขน เป็นต้น คำจำกัดความแผลถลอกบนผิวหนัง (Skin Abrasions) คืออะไร แผลถลอกบนผิวหนัง (Skin Abrasions) เป็นอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยมาก คือ รอยถลอกที่เกิดจากการที่ผิวหนังถูกับพื้นบนผิวหยาบ เช่น พื้นถนน โดยส่วนใหญ่รอยถลอกมักเกิดขึ้นกับ ข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า แขน เป็นต้น   พบได้บ่อยเพียงใด  แผลถลอกบนผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาการอาการของแผลถลอกบนผิวหนัง (Skin Abrasions) โดยทั่วไปอาการของแผลถลอกบนผิวหนัง มักจะเกิดขึ้นบริเวณแขนและขา เมื่อผิวหนังถูกับพื้นผิวที่แข็งหรือหยาบ บริเวณต่าง ๆ ของร่างกายเช่น หัวเข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า และข้อศอก มีความเสี่ยงต่อการถลอกได้เช่นกัน  โดยลักษณะของแผลถลอกบนผิวหนังนั้นจะมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้ อาการของแผลถลอกบนผิวหนังระดับแรก  แผลถลอกบนผิวหนังชั้นนอกเป็นชั้นผิวหนังที่ตื้นที่สุด ถือว่าไม่มีอาการรุนแรง และไม่มีเลือดออก อาการของแผลถลอกบนผิวหนังระดับสอง ผิวหนังชั้นนอกและผิวหนังแท้เกิดการถลอก อาจมีเลือดออกเล็กน้อย อาการของแผลถลอกบนผิวหนังระดับสาม การอาการถลอกบนผิวหนังชนิดรุนแรง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ร่างกายปฏิเสธการเจาะ อีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนเจาะร่างกาย

สำหรับบางคนแล้ว การเจาะตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายถือเป็นเรื่องของความสวยความงาม ทั้งยังถือว่าเป็นความชอบส่วนบุคคล แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเจาะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เหมือนกันหมด เพราะบางคนเมื่อเจาะแล้ว ร่างกายปฏิเสธการเจาะ ขึ้นมา ก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นได้ ซึ่งทาง Hello คุณหมอ ได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน ร่างกายปฏิเสธการเจาะ คืออะไร เมื่อเจาะร่างกายมาใหม่ ๆ ร่างกายของคุณจะพยายามรับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่บางครั้งร่างกายอาจจะปฏิเสธและพยายามดันสิ่งแปลกปลอมออก นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ร่างกายปฏิเสธการเจาะ” ในช่วงแรก เมื่อร่างกายปฏิเสธการเจาะ ผิวหนังของคุณจะพยายามดันสิ่งที่เจาะลงไปบนร่างกายออกไปจากผิวหนังของคุณ ภาวะที่ร่างกายปฏิเสธการเจาะนั้นไม่ได้พบได้บ่อยเหมือนภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ คีลอยด์ ผิวหนังอักเสบ โดยปกติแล้ว หากคุณเจาะร่างกายบริเวณเหล่านี้ อาจจะเกิดปฏิกิริยาร่างกายปฏิเสธการเจาะได้ คิ้ว สะดือ เจาะเซอร์เฟส (Surface Piercing) ซึ่งเป็นการเจาะผ่านผิวหนัง ต้นคอ สะโพก อาการเมื่อร่างกายปฏิเสธการเจาะ ร่างกายของเรานั้นมีหน้าที่ในการป้องกันตัวเองจากอันตรายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เมื่อคุณทำร้ายตัวเอง ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มทำงานเพื่อรักษาร่างกายให้หายดีโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาการของร่างกายที่ปฏิเสธการเจาะ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังปกป้องตัวเองจากสิ่งที่เห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม นั่นก็คือ เครื่องประดับ นั่นเอง เมื่อร่างกายปฏิเสธการเจาะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เครื่องประดับจะเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิมอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณเนื้อเยื่อตรงจุดที่ถูกเจาะจะน้อยลง ซึ่งความจริงแล้วควรมีเนื้อเยื่อระหว่างรูอย่างน้อย 1 ใน 4 นิ้ว รูที่เจาะเครื่องประดับลงไปจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เครื่องประดับเริ่มห้อยหรือยานลงมา ผิวหนังที่ถูกเจาะจะมีลักษณะ ผิวเป็นขุย ผิวลอก แดงหรืออักเสบ ผิวหนังบริเวณนั้นดูแข็ง หรือดูยากผิดปกติ ผิวหนังมีลักษณะเกือบใส ทำให้คุณสามารถมองเห็นเครื่องประดับผ่านผิวหนังได้ ร่างกายปฏิเสธการเจาะมักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์แรกและประมาณ […]


อาการของโรค

ภาวะเมแทบอลิก (Metabolic Syndrome) ภัยเงียบที่แฝงตัวมากับความ อ้วนลงพุง

ภาวะเมแทบอลิก (Metabolic Syndrome) เป็นภาวะที่ร่างกายมีปัจจัยเสี่ยง  5 ประการ นอกจากนี้ยังทำให้ อ้วนลงพุง อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีภาวะนี้มักจะมีรอบเอวที่มากกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม รับประทานอาหารมากไป โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะเมแทบอลิก มาให้อ่านกันค่ะ ภาวะเมแทบอลิก (Metabolic Syndrome) คืออะไร การเกิด ภาวะเมแทบอลิก (Metabolic Syndrome) เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง 5 ประการ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งปัจจัย 5 ประการมีดังนี้ ความดันโลหิตสูง (ความดันมากว่า 130/85 mmHg) ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีไขมันส่วนเกินรอบเอว ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ระดับคอเลสเตอรอลดี (HDL) ต่ำ การที่ร่างกายมีปัจจัยเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่ามีภาวะเมแทบอลิก แต่อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยเสี่ยงเพียง 1 ปัจจัยก็สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง 3 ปัจจัยขึ้นไปมีโอกาสในการเกิดภาวะเมแทบอลิกสูงมาก สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเมแทบอลิก สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะเมแทบอลิก คือ อ้วนลงพุง มีไขมันส่วนเกินในร่างกาย และการต้านอินซูลิน ส่งผลทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้ยาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะเมแทบอลิกได้อีก เช่น อายุ มีคนในครอบครัวเคยเกิดภาวะนี้ […]


สุขภาพ

ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)

ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) เป็นภาวะระยาวที่เกิดจากการอุดตันของน้ำเหลือง (น้ำเหลืองไม่่สามารถระบายออกได้) ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ โดยส่วนใหญ่มักพบบริเวณ แขนทั้ง 2 ข้าง หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง อาจได้รับผลกระทบ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบวมที่ศีรษะ อวัยวะเพศ หน้าอก เป็นต้น  คำจำกัดความภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) คืออะไร ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) เป็นภาวะระยาวที่เกิดจากการอุดตันของน้ำเหลือง (น้ำเหลืองไม่สามารถระบายออกได้) ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ โดยส่วนใหญ่มักพบในบริเวณ แขนทั้ง 2 ข้าง หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบวมที่ศีรษะ อวัยวะเพศ หน้าอก เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ภาวะบวมน้ำเหลืองไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถบรรเทาควบคุมอาการได้ พบได้บ่อยเพียงใด ภาวะบวมน้ำเหลืองมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 34 ปี ขึ้นไป รวมถึงในผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วน มีน้ำหนักเกิน โรคไขข้ออักเสบ หรือโรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น  อาการอาการของภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) อาการของภาวะบวมน้ำเหลือง มักเกิดขึ้นที่บริเวณแขนและขา โดยมีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้  มีอาการบวมและรู้สึกหนักบริเวณแขนและขา มีอาการปวด รู้สึกตึงหรือผิวบริเวณที่มีอาการแข็ง  ปวดเมื่อย ไม่สบายตัว เคลื่อนไหวลำบาก  ควรไปพบหมอเมื่อใด หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใด ๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

รู้หรือไม่! ยิ่งหนาว ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งทำให้รู้สึก ปวดปัสสาวะ

สงสัยกันบ้างไหมคะ! ยิ่งเวลาเรารู้วิตกกังวล ตื่นเต้น หรืออยู่สภาพอากาศหนาว ๆ ทีไร เราจะรู้สึก ปวดปัสสาวะ บ่อยมากขึ้น มันเป็นเพราะอะไร? จะส่งผลเสียต่อสุขขภาพหรือไม่? วันนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณค่ะ ทำไมเราถึง ปวดปัสสาวะ บ่อย โดยปกติระบบการขับถ่ายปัสสาวะในวัยผู้ใหญ่จะปัสสาวะอยู่ประมาณ 4-6 ครั้ง ต่อวัน โดยมีปริมาณปัสสาวะเฉลี่ยระหว่าง 3 ถ้วย ถึง 3 ควอร์ต หากมีการปัสสาวะมากกว่า 4-6 ครั้ง ต่อวัน อาจเกิดจากหลายสาเหตุและหลายปัจจัย ดังนี้ โรคเบาหวาน การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ การรับประทานอาหารบางชนิดและเครื่องดื่มสมุนไพร เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาหารรสเค็ม อาศัยอยู่ในที่มีบรรยากาศเย็น ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) อาการนอนไม่หลับ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ที่เกิดจากการสูญเสียแร่ธาตุและอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ที่จำเป็นในปัสสาวะ ทำไมเราถึงรู้สึก ปวดปัสสาวะ เมื่อมีอาการตื่นเต้นหรือรู้สึกกังวล Dr. Tom Chi รองศาสตราจารย์ด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานฟรานซิสโก (University of California, San Francisco) กล่าวว่า ในสถานการณ์ทั่วไป […]


ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

การให้อาหารทางสายยาง ผ่านหน้าท้อง ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย หรือไม่

เมื่อผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะสุขภาพบางอย่าง จนทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารผ่านทางทางได้ตามปกติ การให้อาหารทางสายยาง ผ่านทางหน้าท้อง จึงเป็นอีกเทคนิคที่แพทย์มักเลือกใช้ แต่เทคนิคดังกล่าวนี้มีขั้นตอน และความเสี่ยงอย่างไรต่อผู้ป่วยบ้างนั้น หาคำตอบได้ในบทความของ Hello คุณหมอกันค่ะ ทำความรู้จักกับเทคนิค การให้อาหารทางสายยาง การให้อาหารทางสายยาง (Feeding Tubes) คือ การใส่อุปกรณ์หรือสายยางให้อาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหารผ่านช่องหน้าท้องโดยตรง วิธีการนี้มักใช้เฉพาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคี้ยวหรือกลืนอาหารด้วยตนเองได้ การให้อาหารทางสายยางผ่านทางช่องท้องจำเป็นต้องมีกระบวนการผ่าตัดที่เรียกว่า การใส่สายให้อาหารทางหน้าท้อง (Percutaneous Endoscopic Gastrostomy; PEG) โดยการผ่าตัดเพื่อสอดสายยางและกล้องส่องขนาดเล็กเข้าไปในช่องท้อง เพื่อให้สามารถมองเห็นบริเวณอวัยวะภายในที่ต้องการสอดสายยางเข้าไปยังในกระเพาะได้อย่างแม่นยำ การเตรียมตัวก่อนได้รับการให้อาหารทางสายยาง ขั้นตอนแรก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจมีการ สอบถามประวัติในการใช้ยาปฏิชีวนะ พร้อมตรวจสุขภาพตัวผู้ป่วยร่วมด้วย ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการใช้ยา สุขภาพ และโรคประจำตัวอย่างละเอียด ก่อนเข้ารับการผ่าตัดใส่ สายยางให้อาหาร อาจต้องมีการหยุดใช้ยาบางชนิดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือตามที่แพทย์กำหนด เมื่อถึงวันนัดหมายเข้าผ่าตัดใส่สายยางให้อาหาร ผู้ป่วยก็มีควรงดรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มอย่างน้อยเป็นเวลา 8 ชั่วโมง การให้อาหารทางสายยางมีขั้นตอนอย่างไร ขั้นตอนการผ่าตัดใส่ สายยางให้อาหาร สวมชุดที่เหมาะสมกับการเข้าห้องผ่าตัด ส่วนมากมักเป็นชุดประจำของทางโรงพยาบาล และโปรดถอดเครื่องประดับตามแพทย์ได้ชี้แจงออกให้หมด แพทย์อาจมีการใช้ยากล่อมประสาท ยาบรรเทาอาการปวดเข้าสู่ทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายชั่วครู่ แพทย์จะเริ่มทำการนำกล้องขนาดเล็กที่เรียกกว่า กล้องเอ็นโดสโคป (Endodiscectomy) สอดเข้าผ่านทางช่องปากลงไปยังหลอดอาหาร จนถึงกระเพาะ แพทย์จะกรีดเปิดแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องให้ตรงกับบริเวณที่จะใส่ สายยางให้อาหาร และนำสายยางให้อาหาร PEG ใส่เข้าไปยังบริเวณที่ตรงกับจุดที่แพทย์กำหนด ปิดเย็บแผลบริเวณ พร้อมทำความสะอาด กระบวนการนี้มักใช้ระยะเวลาการผ่าตัดทั้งหมด […]


ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา กับสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเข้ารับการรักษา

รอยลึกใต้ตาสามารถทำให้ดวงตาของคุณดูเหนื่อยล้า รวมถึงอาจทำให้ดูแก่ขึ้นได้ รอยลึกใต้ตามักจะเด่นขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ทำให้หลาย ๆ คนอยากกำจัดรอยลึกใต้ตาออกไป ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดและเห็นผลค่อนข้างชัดเจน ก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แต่ก่อนจะเข้ารับ การฉีดฟิลเลอร์ คุณควรจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน ซึ่งทาง Hello คุณหมอ มีข้อมูลเรื่องนี้มาฝากคุณแล้ว ทำความรู้จักกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มวอลลุ่มใต้เปลือกตา ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุดในการกำจัดรอยใต้ตาก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกรดไฮยาลูโรนิก แม้ว่าอาจจะใช้ส่วนผสมอื่น ๆ ด้วยก็ตาม กรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารคล้ายเจลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายของคุณ เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวหนัง กรดไฮยาลูโรนิกจะเพิ่มความแน่นและลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาปลอดภัยหรือไม่ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างปลอดภัย ทั้งยังมีร่องรอยน้อยกว่าการผ่าตัดเอาถุงใต้ตาออกอีกด้วย ซึ่งรวมไปถึงการปลูกถ่ายไขมันและการเปลี่ยนตำแหน่งไขมัน ผลลัพธ์ของ การฉีดฟิลเลอร์ นั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ซึ่งส่วนมากจะมีอายุประมาณ 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น คุณจะต้องเข้ารับ การฉีดฟิลเลอร์ ซ้ำหลายครั้ง เพื่อรักษาผลลัพธ์ในระยะยาว บางครั้ง การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ก็สามารถทำไปพร้อมกับขั้นตอนอื่น ๆ ได้ เช่น ฉีดโบท็อกซ์ การผลัดผิวด้วยเลเซอร์ การปลูกถ่ายไขมัน การเปลี่ยนตำแหน่งไขมัน การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับใครบ้าง ผู้ที่เหมาะสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ได้แก่ ผู้ที่ใต้ตาหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง ผู้ที่มีผิวที่แข็งแรงและหนา ผู้ที่เข้าใจว่า การรฉีดฟิลเลอร์ มีผลเพียงชั่วคราว ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับคุณก็ได้ ผู้ที่มีผิวบอบบาง ผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินใต้ดวงตา ผู้ที่มีร่องใต้ตาลึกมาก ผู้ที่มีไขมันปูดใต้ตา ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังในบริเวณใต้ตา ผู้ที่มีอาการป่วยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ขั้นตอน การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คุณหมอผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมจะประเมินเปลือกตาล่างของคุณ และตรวจสอบพื้นผิวและความหนาของผิวของคุณด้วย คุณหมอจะกำหนดชนิดของฟิลเลอร์ผิวหนังที่ดีที่สุดสำหรับความต้องการของคุณ จากนั้นจึงเริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้คุณ […]


การทดสอบทางการแพทย์

การตรวจแอลโดสเตอโรน ฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตสูง

สำหรับผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิต จากสาเหตุที่หาได้ยาก แพทย์อาจจะทำการตรวจแอลโดสเตอโรน (Aldosterone Test) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมร่างกายจึงมีความดันโลหิตสูง โดยแพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างเลือดเพียงเล็กน้อย เพื่อวัดปริมาณ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน ในร่างกาย วันนี้ Hello คุณหมอ จึงมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การตรวจแอลโดสเตอโรน มาให้อ่านกันค่ะ การตรวจแอลโดสเตอโรน คืออะไร การตรวจแอลโดสเตอโรน (Aldosterone Test) เป็นการตรวจปริมาณ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (ALD) ซึ่งเป็นที่ผลิตขึ้นจากต่อมหมวกไต มีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต โซเดียม และโพแทสเซียมของร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน มากเกินไปจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง และมีระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ นอกจากนี้หากร่างกายมีปริมาณ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน มากยังอาจทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น หลอดเลือดแดงในไตตีบ โรคหัวใจล้มเหลว โรคตับแข็ง โรคไตบางชนิด วิธีการตรวจฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน การตรวจแอลโดสเตอโรน นั้นจะต้องใช้ตัวอย่าเลือดในการตรวจ เช็ดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อบริเวณแขนหรือมือที่จะเจาะเลือด ใช้ยางรัดที่ต้นแขน เพื่อให้หาเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น ใช้เข็มเจาะเลือด เพื่อเก็บตัวอย่างเลือด โดยอาจจะเก็บมากกว่า 1 หลอด เพื่อตรวจปริมาณ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน ในร่างกาย การตรวจ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน สามารถบอกอะไรได้บ้าง โดยปกติแล้วการตรวจ ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน นั้น […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน