พริกไทยดำ ประโยชน์ต่อสุขภาพ และข้อควรระวังในการบริโภค

    พริกไทยดำ ประโยชน์ต่อสุขภาพ และข้อควรระวังในการบริโภค

    พริกไทยดำ เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่นิยมใช้ประกอบอาหารและใช้เป็นยาสมุนไพรกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต บรรเทาอาการปวดท้อง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มาช้านาน พริกไทยดำมีกลิ่นฉุนและมีรสเผ็ดร้อน ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีแดง และเมื่อแห้งทั้งเปลือกจะกลายเป็นเม็ดสีดำ อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 โพแทสเซียม แคลเซียม จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านโรคมะเร็ง และช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด

    คุณค่าทางโภชนาการของ พริกไทยดำ

    ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture หรือ USDA) ระบุว่า พริกไทยดำสด ประมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 251 กิโลแคลอรี่ และอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุ เช่น

    • คาร์โบไฮเดรต 64 กรัม (แบ่งเป็นไฟเบอร์หรือใยอาหาร 25.3 กรัม ส่วนที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น เช่น น้ำตาล แป้ง)
    • โปรตีน 10.4 กรัม
    • เถ้า (Ash) 4.49 กรัม
    • ไขมัน 3.26 กรัม
    • โพแทสเซียม 1,330 มิลลิกรัม
    • แคลเซียม 443 มิลลิกรัม
    • แมกนีเซียม 171 มิลลิกรัม
    • ฟอสฟอรัส 158 มิลลิกรัม

    นอกจากนี้ ในพริกไทยดำยังมีแมงกานีส ซีลีเนียม สังกะสี ทองแดง เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 โฟเลต โคลีน รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระอย่างสารไพเพอร์รีน (Piperine) ซึ่งเป็นสารอัลคาลอยด์ (สารประกอบอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก) ที่ให้กลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน มีส่วนช่วยต้านการอักเสบและบรรเทาปวด

    ประโยชน์ต่อสุขภาพของ พริกไทยดำ

    พริกไทยดำอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพของพริกไทยดำ ดังนี้

    อาจช่วยเพิ่มการดูดซีมสารอาหารได้

    พริกไทยดำมีสารไพเพอร์รีนที่อาจช่วยกระตุ้นการดูดซึมอาหารเข้าสู่กระแสเลือด และอาจช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบทางเดินทางอาหารได้ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Foods เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ศึกษาเกี่ยวกับผลของการบริโภคขมิ้นชันต่อสุขภาพมนุษย์ โดยการรวบรวมและทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า โดยปกติแล้ว ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารจากขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก แต่เมื่อรับประทานขมิ้นชัน 2 กรัมร่วมกับสารไพเพอร์รีนจากพริกไทยดำ 20 มิลลิกรัม พบว่า ร่างกายสามารถดูดซึมสารเคอร์คูมิน (Curcumin) จากขมิ้นขันเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้นถึง 2,000% ภายในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงหลังบริโภค โดยไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ในมนุษย์

    อาจเป็นพรีไบโอติกที่มีประโยชน์

    สารไพเพอร์รีนในพริกไทยดำช่วยควบคุมความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และเสริมสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Food Science เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 ศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพในการเป็นพรีไบโอติก องค์ประกอบทางเคมี และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหารหลายชนิด พบว่า พริกไทยดำมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค ช่วยควบคุมความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

    อาจต้านมะเร็งได้

    พริกไทยดำมีสารบีตา-แคริโอฟิลลีน (b-caryophyllene) ซึ่งเป็นสารเทอร์พีน (Terpenes) จำพวกน้ำมันหอมระเหยที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่อาจเป็นประโยชน์ในการบรรเทาปวด ป้องกันการเสียหายของเซลล์ และรักษาโรคเรื้อรังอย่างโรคมะเร็งที่เกิดจากการอักเสบได้

    งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Medicine เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านมะเร็งและแก้ปวดของสารบีตา-แคริโอฟิลลีน พบว่า สารบีตา-แคริโอฟิลลีนกระตุ้นการตายและยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง รวมทั้งลดระดับของการสร้างเส้นเลือดใหม่ของเนื้องอกมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการทดลองในสัตว์ จึงควรศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์ต่อไปเพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งของพริกไทยดำ

    ข้อควรระวังในการบริโภค พริกไทยดำ

    ข้อควรระวังในการบริโภค พริกไทยดำ อาจมีดังนี้

    • ควรบริโภคพริกไทยดำในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่เกิน 1-2 ช้อนโต๊ะ/วัน หากบริโภคมากเกินไป อาจทำให้ระคายเคืองและแสบร้อนในลำคอและกระเพาะอาหาร ปวดท้อง และอาหารไม่ย่อยได้
    • สารไพเพอร์รีนในพริกไทยดำมีฤทธิ์ทำให้เลือดแข็งตัวช้า การบริโภคพริกไทยดำมากเกินไปจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะตกเลือดหรือเลือดตกในได้ หากเลือดออกผิดปกติ
    • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน ไม่ควรบริโภคพริกไทยดำมากเกินไป เพราะอาจทำให้มีกรดในหลอดอาหารเพิ่มขึ้น ระคายเคืองทางเดินอาหาร และทำให้อาการของโรคแย่ลงได้
    • หากบริโภคพริกไทยดำแล้วมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ผิวหนังระคายเคือง คันผิวหนัง ผิวหนังบวมแดง อาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้พริกไทยดำ ควรหยุดบริโภคและไปพบคุณหมอ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    แหล่งที่มา

    What Are the Health Benefits of Black Pepper?. https://health.clevelandclinic.org/benefits-of-black-pepper/. Accessed September 2, 2022

    Curcumin: A Review of Its’ Effects on Human Health. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5664031/. Accessed September 2, 2022

    Prebiotic Potential and Chemical Composition of Seven Culinary Spice Extracts. https://ift.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/1750-3841.13792. Accessed September 2, 2022

    β‐caryophyllene and β‐caryophyllene oxide—natural compounds of anticancer and analgesic properties. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5083753/. Accessed September 2, 2022

    Chronic diseases, inflammation, and spices: how are they linked?. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5664031/. Accessed September 2, 2022

    Spices for Prevention and Treatment of Cancers. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27529277/. Accessed September 2, 2022

    Black Pepper And White Pepper – Uses, Side Effects, and More. https://www.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-800/black-pepper-and-white-pepper#:~:text=Bleeding%20conditions%3A%20Piperine%2C%20a%20chemical,in%20people%20with%20bleeding%20disorders. Accessed September 2, 2022

    Spices, pepper, black. https://fdc.nal.usda.gov/fdc-app.html#/food-details/170931/nutrients. Accessed September 2, 2022

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย แก้ไขล่าสุด 21/09/2022
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย เนตรนภา ปะวะคัง