คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

สมุนไพรไทย สรรพคุณ และข้อควรระวังในการบริโภค

สมุนไพรไทย สรรพคุณ และข้อควรระวังในการบริโภค

ประเทศไทย เป็นประเทศเขตร้อนที่อุดมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด โดยเฉพาะพืช สมุนไพรไทย เช่น ว่านหางจระเข้ ขิง รางจืด ซึ่งนิยมใช้เพื่อเป็นยามาแต่โบราณ เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา หากบริโภคเข้าสู่ร่างกายอาจช่วยบรรเทาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคเหงือกอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่สนับสนุนคุณสมบัติต่าง ๆ ของสมุนไพรไทยหลายชนิด

ประโยชน์ต่อสุขภาพของ สมุนไพรไทย

สมุนไพรไทย ประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพของสมุนไพรไทย ดังนี้

  1. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ เป็นพืชเขตร้อนที่พบได้ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยมีต้นกำเนิดมาจากคาบสมุทรอาหรับ ลักษณะโดยทั่วไปของว่านหางจระเข้ คือ ลำต้นเป็นปล้อง ใบอวบหนา ขอบเป็นหยักและมีปลายแหลม และภายในใบมีเนื้อวุ้นและมีเมือกใส ๆ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น หมักผม ขัดผิว พอกหน้า รวมทั้งบริโภคเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ

ว่านหางจระเข้ มีสารกลุ่มแอนทราควิโนน (Anthraquinones) อาทิ อีโมดิน (Emodin) กรดอโลอิติก (Aloetic Acid) อะโลอิน (Aloin) ซึ่งมีประสิทธิภาพต้านจุลชีพ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งพบมากในช่องปาก และเป็นสาเหตุของภาวะเชื้อราในช่องปาก การบริโภคว่านหางจระเข้ จึงอาจช่วยรักษาสุขภาพช่องปากได้

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง เรื่องประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากว่านหางจระเข้ต่อการเกิดคราบพลัคและโรคเหงือกอักเสบในเด็ก ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatric Dental Journal ปี พ.ศ. 2564 นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครซึ่งเป็นเด็กอายุระหว่าง 8-12 ปี จำนวน 17 รายออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มใช้น้ำยาบ้วนปากที่แตกต่างกัน ได้แก่ น้ำยาบ้วนปากว่านหางจระเข้ น้ำยาบ้วนปากที่ผสมยาฆ่าเชื้อคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) และน้ำยาบ้วนปากที่เป็นยาหลอก โดยทดลองใช้เป็นเวลา 12 วันเท่า ๆ กัน เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากแต่ละรูปแบบ พบว่า น้ำยาบ้วนปากว่านหางจระเข้มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงสุขภาพช่องปาก และอาจช่วยป้องกันโรคเหงือกอักเสบในเด็กได้เช่นเดียวกับน้ำยาบ้วนปากที่ผสมยาฆ่าเชื้อคลอร์เฮกซิดีน

  1. ขิง

ขิง เป็น สมุนไพรไทย ชนิดหนึ่ง มีแหล่งกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย ลำต้นอยู่เหนือดิน และมีเหง้าอยู่ใต้ดิน มักนิยมนำเหง้าซึ่งมีเปลือกสีเหลืองอ่อน และเนื้อข้างในสีเหลืองสดมาบริโภคและใช้เป็นยาสมุนไพร

ขิง ประกอบด้วยสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic) หลายชนิด อาทิ จินเจอรอล (Gingerol) โชกาออล (Shogaol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และต้านการอักเสบภายในร่างกาย ดังนั้น การบริโภคขิง จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขมันพอกตับ ภาวะไขมันในเลือดสูง และเนื้องอก

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ว่าด้วยการบริโภคขิงทุกวันเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังในผู้ใหญ่ เผยแพร่ในวารสาร Nutrition ปี พ.ศ. 2560 ได้ทำการทดลองให้อาสาสมัครซึ่งเป็นชายและหญิงอายุระหว่าง 18-77 ปี จำนวน 4,628 ราย บริโภคขิงในปริมาณแตกต่างกัน 0-2 กรัม/วัน, 2-4 กรัม/วัน และ 4-6 กรัม/วัน พบว่า ขิงอาจมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคเรื้อรังบางชนิดได้ อาทิ โรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การบริโภคขิงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้

  1. รางจืด

รางจืด เป็นไม้เถา ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อหรือปล้อง สีเขียวสด และมีดอกสีม่วงหรือคราม

รางจืด มีสรรพคุณกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินของเซลล์ตับอ่อนซึ่งอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเบาหวานของสารสกัดจากน้ำใบรางจืด เผยแพร่ในวารสาร The Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health ปี พ.ศ. 2547 นักวิจัยทดลองให้สัตว์ทดลองืั้เป็นโรคเบาหวาน บริโภคสารสกัดจากน้ำใบรางจืดความเข้มข้น 60 มิลลิกรัม ต่อ น้ำ 1 มิลลิลิตร/วัน เป็นเวลา 15 วัน พบว่า สารสกัดรางจืด อาจมีส่วนช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองลดลง รวมถึงอาจช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับอ่อนที่เสียหายจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้

ทั้งนี้ ยังคงเป็นการทดลองในสัตว์ ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์ เพื่อยืนยันถึงสรรพคุณของรางจืดในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ รางจืดประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมีหลายชนิด เช่น ฟีนอล (Phenols) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) แทนนิน (Tannins) ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบและขับสารพิษออกจากร่างกาย งานวิจัยชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากน้ำใบรางจืด เผยแพร่ในวารสาร International Food Research Journal พ.ศ. 2560 พบว่า สารสกัดจากน้ำใบรางจืดประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แทนนิน โดยช่วยปกป้องสารแคดเมียมเข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกาย แต่ไม่อาจช่วยในการรักษาหรือแก้พิษ อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากน้ำใบรางจืดอย่างปลอดภัย

  1. เอื้องหมายนา

เอื้องหมายนา หรือเอื้องเพชรม้า เป็นพืชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งพบได้ในประเทศจีน และประเทศอินเดีย ลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 1-2 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นเป็นสีแดง และดอกสีขาว ปัจจุบันมักปลูกเป็นไม้ประดับ และสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามสวนสาธารณะ

เอื้องหมายนามีสารต่าง ๆ ที่ออกฤทธิ์ป้องกันโรคตับซึ่งเกิดจากสารพิษ เช่น ซาโปนิน (Saponin) สเตียรอยด์ (Steroid) ไกลโคไซด์ (Glycoside) การบริโภคเอื้องหมายนาจึงอาจช่วยบำรุงตับและลดความเสี่ยงเป็นโรคตับได้

การศึกษาชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับคุณสมบัติของเอื้องหมายนาในการป้องกันการบาดเจ็บที่ตับจากการรับประทานยาพาราเซตามอล ตีพิมพ์ในวารสาร African Journal of Traditional, Complementary and Alternative Medicines ปี พ.ศ. 2561 นักวิจัยได้ทำการทดลองให้สัตว์ทดลองที่ตับได้รับบาดเจ็บจากฤทธิ์ของยาพาราเซตามอล บริโภคสารสกัดจากเอื้องหมายนาในปริมาณ 12 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และให้บริโภคยาพาราเซตามอล 750 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมวันละ 1 ครั้ง ผลปรากฏว่า สุขภาพตับของสัตว์ทดลองที่บาดเจ็บจากยาพาราเซตามอลนั้นแข็งแรงขึ้นเกือบเท่าภาวะปกติ

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า สารสกัดจากเอื้องหมายนา อาจมีฤทธิ์ในการป้องกันการบาดเจ็บที่ตับเนื่องจากการรับประทานพาราเซตามอล

อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นการทดลองในสัตว์ ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์เพื่อยืนยันสรรพคุณของเอื้องหมายนา

ข้อควรระวังในบริโภคสมุนไพรไทย

แม้สมุนไพรแต่ละชนิดจะมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ แต่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในการบริโภค โดยเฉพาะหากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปดังนี้

ว่านหางจระเข้

  • ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด การบริโภคว่านหางจระเข้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน จึงอาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ และอาจเกิดปัญหาสุขภาพได้
  • ว่านหางจระเข้ อาจเป็นสาเหตุของอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะเมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก โดยอาการที่พบได้ ประกอบด้วยปวดท้องหรือท้องร่วง

ขิง

  • ผู้ที่รับประทานยาต้านลิ่มเลือด ควรระมัดระวังเมื่อบริโภคร่วมกับขิง เนื่องจากขิงมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด อาจส่งผลให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดผิดปกติได้
  • หากบริโภคขิงมากเกินไป อาจทำให้รู้สึกแสบร้อนและเกิดแผลในช่องปาก รวมทั้งปวดท้อง แน่นท้อง มีแก๊สในกระเพาะ

รางจืด

  • รางจืดอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ หากแพ้ไม่รุนแรง อาการที่พบจะเป็นผื่นแดงตามผิวหนังและอาการคัน แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดควรระมัดระวังการบริโภครางจืด เพราะอาจมีอาการแพ้รางจืดรุนแรงและเกิดผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจลำบาก

เอื้องหมายนา

  • หากบริโภคเอื้องหมายนามากเกินไป อาจทำให้เวียนศีรษะ อาเจียน หรือท้องร่วงได้
  • ในกรณีที่คุณหมอจ่ายยาแผนปัจจุบันให้รับประทานร่วมกับสารสกัดเอื้องหมายนา ควรรับประทานยาแผนปัจจุบันก่อน จากนั้นรออีก 30 นาที จึงค่อยรับประทานสารสกัดเอื้องหมายนาตาม

หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรบริโภคสมุนไพรไทยด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรบริโภคเพื่อใช้เป็นยาในการบำรุงครรภ์หรือรักษาโรคเพราะอาจเป็นอันตรายต่อครรภ์หรือทารกได้ หากไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยควรปรึกษาคุณหมอก่อนบริโภคสมุนไพรไทย

Verifying...

health-tool-icon

เครื่องคำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงาน (BMR)

ใช้เครื่องมือคำนวณปริมาณแคลอรี่ของเราเพื่อช่วยคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ที่ร่างกายของคุณต้องการในแต่ละวัน โดยพิจารณาจากส่วนสูง น้ำหนัก อายุ และระดับการทำกิจกรรม

เพศชาย

เพศหญิง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Effect of aloe vera mouthwash on dental plaque and gingivitis indices in children: A randomized controlled clinical trial. https://www.researchgate.net/publication/339075204_Effect_of_aloe_vera_mouthwash_on_dental_plaque_and_gingivitis_indices_in_children_A_randomized_controlled_clinical_trial. Accessed June 6, 2022

Evaluation of daily ginger consumption for the prevention of chronic diseases in adults: A cross-sectional study. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28336112/. Accessed June 6, 2022

Anti-diabetic effect of Thunbergia laurifolia Linn. aqueous extract. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/15906635/. Accessed June 6, 2022

Chronic Toxicity of Thunbergia laurifolia Lindl. Extract

https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/139019/103269. Accessed June 6, 2022

HEPATOPROTECTIVE ACTIVITY OF COSTUS SPECIOSUS(KOEN. EX. RETZ.) AGAINSTPARACETAMOL-INDUCED LIVER INJURY IN MICE. https://journals.athmsi.org/index.php/ajtcam/article/view/5006/3091. Accessed June 6, 2022

 

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น แก้ไขล่าสุด 3 สัปดาห์ก่อน
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย Duangkamon Junnet