backup og meta

โรคขาดสารอาหาร สาเหตุ อาการ และการรักษา

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล


เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 25/05/2022

โรคขาดสารอาหาร สาเหตุ อาการ และการรักษา

โรคขาดสารอาหาร เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารต่าง ๆ รวมไปถึงวิตามินและแร่ธาตุ ไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ จนอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย อาจส่งผลให้น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูก ขาดพลังงานในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

คำจำกัดความ

โรคขาดสารอาหาร คืออะไร

โรคขาดสารอาหาร คือ โรคที่เกิดจากการที่ร่างกายขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน หรือเกิดจากความบกพร่องในระบบย่อยอาหาร ที่ไม่สามารถเผาผลาญอาหารและเปลี่ยนเป็นพลังงานให้แก่ร่างกายได้ จึงส่งผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติ

อาการ

อาการของโรคขาดสารอาหาร

อาการของโรคขาดสารอาหาร มีดังนี้

  • น้ำหนักลดลงต่ำกว่าเกณฑ์
  • เหนื่อยล้าง่าย และอาจรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ
  • วิงเวียนศีรษะ
  • ผิวแห้ง
  • ผมร่วง
  • เจ็บป่วยบ่อย และใช้ระยะเวลานานในการฟื้นตัว
  • การทำงานของสมองบกพร่อง ไม่มีสมาธิ
  • หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • แผลหายช้า
  • สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก ปวดข้อต่อ
  • เลือดออกตามไรฟัน
  • ตาแห้ง ตาพร่ามัว โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน
  • รู้สึกเบื่ออาหาร
  • ท้องร่วง

ควรเข้าพบคุณหมอทันทีที่สังเกตว่าน้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคขาดสารอาหาร

สาเหตุของโรคขาดสารอาหาร มีดังนี้

ภาวะทางสุขภาพ

  • ลำไส้ใหญ่บวมหรือเป็นแผล ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในระบบย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร
  • ภาวะสมองเสื่อม ที่อาจส่งผลให้หลงลืมการรับประทานอาหาร
  • ภาวะซึมเศร้าหรือโรคจิตเภท ที่อาจส่งผลกระทบอารมณ์และความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร
  • โรคมะเร็ง ที่อาจทำให้ผู้ป่วยไม่อยากรับประทานอาหาร เนื่องจากอาจมีอาการเจ็บปวดและคลื่นไส้บ่อยครั้ง
  • ปัญหาเกี่ยวกับฟัน เช่น ปวดฟัน ฟันผุ ฟันแตกหักง่าย รวมถึงฟันปลอมหลวม ที่อาจส่งผลต่อการบดเคี้ยวอาหาร ทำให้รับประทานอาหารน้อยลงหรือไม่ยอมรับประทานอาหาร
  • ปัญหาการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่สามารถขยับตัวได้ เป็นอัมพาต หรือผู้ป่วยติดเตียง ที่ส่งผลให้การหุงหาอาหารเป็นเรื่องลำบาก

ยา

เนื่องจากยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาต้านซึมเศร้า ยาลดกรด ยาปฏิชีวนะ อาจส่งผลข้างเคียงให้ความอยากอาหารลดลง เบื่ออาหาร หรือมีอาการท้องร่วง จึงอาจทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อย

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคขาดสารอาหาร

ปัจจัยเสี่ยงของโรคขาดสารอาหาร มีดังนี้

  • ผู้ที่มีรายได้น้อย
  • ผู้ที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว และปัญหาสุขภาพ ที่อาจทำให้จำเป็นต้องอยู่กับที่
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยรุนแรง
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมสารอาหาร
  • ผู้สูงอายุ

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยโรคขาดสารอาหาร

คุณหมออาจสอบถามประวัติสุขภาพ และทำการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และตรวจอัลบูมิน (Albumin) เพื่อทราบค่าโปรตีนและสารอาหารว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ รวมถึงการวัดดัชนีมวลกายเพื่อดูว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

การรักษาโรคขาดสารอาหาร

วิธีการรักษาโรคขาดสารอาหารอาจแตกต่างกันออกไปตามอาการของผู้ป่วย โดยคุณหมอจะวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล ดังนี้

  • อาจวางแผนให้รับประทานอาหาร 3 มื้อ/วัน และอาจให้รับประทานของว่าง 2-3 มื้อ ในระหว่างวัน เช่น ขนมปัง แพนเค้กกับเนย โยเกิร์ต เยลลี่ ผลไม้อบแห้ง บิสกิต เค้ก ซีเรียล
  • เน้นการรับประทานที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ถั่ว
  • เพิ่มปริมาณการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่สูง เช่น เนย ชีส น้ำมันมะกอก ครีม
  • อาจเพิ่มปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ช็อคโกแลตร้อน

นอกจากนี้ คุณหมออาจให้รับประทานอาหารเสริมที่มีแคลอรี่สูง และมีสารอาหารต่าง ๆ ประกอบ เช่น โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ควบคู่กับการรับประทานอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกาย

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ คุณหมออาจให้อาหารผ่านทางสายยางเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรงหรืออาจให้สารอาหารผ่านทางหลอดเลือด

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร

การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร อาจทำได้ดังนี้

  • เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช
  • รับประทานอาหารประเภทแป้ง เช่น ขนมปังขาว ข้าว พาสต้า มันฝรั่ง ในปริมาณที่เหมาะสม อย่างน้อย 130 กรัม/วัน
  • รับประทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมและเนื้อสัตว์ เช่น ปลา ชีส เนย ไข่ ถั่ว
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

พลอย วงษ์วิไล


เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 25/05/2022

advertisement iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

advertisement iconโฆษณา
advertisement iconโฆษณา