โรคติดเชื้อ

ร่างกายของเราเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่เรามองไม่เห็น แม้ว่าโดยปกติสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจไม่เป็นอันตราย แต่ในบางครั้งก็อาจนำไปสู่โรคติดเชื้อที่คุกคามสุขภาพของคุณและคนรอบข้างได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อ ประเภทต่าง ๆ ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคติดเชื้อ

ชุดตรวจ ATK VS PCR: เลือกการตรวจโควิด-19 แบบไหนดี?

กว่าสองปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วทั้งโลกต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังมีการตรวจพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ และการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างเช่นโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็มีการรับรู้ที่มากขึ้นเกี่ยวกับการดูแลและป้องกันตัวเองจากการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 เช่น การล้างมือ การสวมใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทั้งการตรวจด้วย ชุดตรวจแบบแอนติเจน หรือ ชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) และการตรวจโควิด-19 แบบ PCR (Polymerase Chain Reaction) การตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยการใช้ชุดตรวจแบบแอนติเจนหรือ ATK ทำให้การตรวจหาเชื้อเป็นไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการตรวจแบบนี้ยังมีความสำคัญต่อการอัปเดตจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจแบบแอนติเจนจะกลายมาเป็นวิธีที่หลาย ๆ คนเลือกใช้ มีหลากหลายแบรนด์ที่ผลิตชุดตรวจที่ได้รับมาตรฐานออกมาวางจำหน่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ PCR นั้นก็ยังเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเช่นกัน ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดเด่นและข้อดีของชุดตรวจแบบแอนติเจนและการตรวจแบบ PCR จึงสามารถช่วยให้เลือกใช้การตรวจที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับตัวเองได้  [embed-health-tool-vaccination-tool] ชุดตรวจ ATK หรือ Rapid Antigen Test: ความสำคัญของการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเอง จากการที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังพยายามทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเอง โดยการใช้ชุดตรวจ ATK […]

หมวดหมู่ โรคติดเชื้อ เพิ่มเติม

สำรวจ โรคติดเชื้อ

ไวรัสโคโรนา

โควิดสายพันธุ์มิว ไวรัสกลายพันธุ์ เสี่ยงดื้อวัคซีน หลบภูมิคุ้มกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) พบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ โควิดสายพันธุ์มิว (Mu) หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า B.1.621 โดยถูกพบครั้งแรกในประเทศโคลอมเบีย ทวีปอเมริกาใต้ เมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2564  โควิดสายพันธุ์มิว เกิดจากการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง B.1 (ตำแหน่งการกลายพันธุ์ R346K, E484K, N501Y, D614G และ P681H) โดยเกิดจากตำแหน่ง E484K และ N501Y ที่เป็นตำแหน่งกลายพันธุ์ในระดับพันธุกรรม ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าโควิดสายพันธุ์มิวอาจหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานที่ได้จากการฉีดวัคซีนลดลง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังคงต้องทำการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสดังกล่าวนี้ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดในประเทศโคลอมเบีย โควิดสายพันธุ์มิวก็ระบาดไปหลายประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบันโควิดสายพันธุ์มิวได้แพร่ระบาดแล้วใน 39 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่พบในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา โดยในทวีปอเมริกา พบในประเทศโคลอมเบีย ประเทศเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในทวีปยุโรปพบในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศเยอรมนี และล่าสุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พบผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา เมืองซาเวนเทม ใกล้กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เสียชีวิตจากโควิดสายพันธุ์มิวจำนวน 7 คน ถึงแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีอายุระหว่าง 80-90 ปี และสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง  สำหรับทวีปเอเชีย […]


ไวรัสโคโรนา

โควิดสายพันธุ์เดลต้าพลัส แตกต่างจากสายพันธุ์เดลต้าอย่างไร

โควิดสายพันธุ์เดลต้า แพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ทั่วไป และล่าสุดพบว่ามีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์เดลต้าพลัส (Delta Plus) จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้าพลัส แพร่กระจายไปแล้วกว่า 95 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่ประชากรได้รับวัคซีนน้อย แม้จะมีการล็อคดาวน์ หรือมีมาตรการต่าง ๆ ที่แต่ละประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อชะลอการแพร่เชื้อ ก็อาจเสี่ยงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิดสายพันธุ์นี้ได้มากที่สุด สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิดสายพันธุ์เดลต้าพลัส จากการรายงานองค์การอนามัยโลกได้ เผยว่า โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าพลัส แพร่กระจายแล้วกว่า 95 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่อาจมีความเสี่ยงมากที่สุดคือ ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรต่ำ ถึงแม้จะเพิ่มความเข้มงวดในการลดการแพร่เชื้อด้วยการล็อคดาวน์ หรือมีมาตรการต่าง ๆ ที่แต่ละประเทศได้จัดตั้งขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม หากทุกคนไม่มีการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากพอ รวมถึงเพิกเฉยต่อการป้องกันตนเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ และรักษาระยะห่างทางสังคม การระบาดโควิด-19สายพันธุ์เดลต้าพลัส และสายพันธุ์อื่น ๆ ก็คงยังระบาดต่อไปได้  โควิดสายพันธุ์เดลต้าพลัส แตกต่างจากสายพันธุ์เดลต้าอย่างไร ข้อแตกต่างอย่างเดียวของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า และสายพันธุ์เดลต้าพลัส คือ การกลายพันธุ์ของโปรตีนหนาม K417N ทำให้ไวรัสโคโรนา 2019 เกาะตัวกับเนื้อเยื่อบนปอดได้แน่นขึ้น ทั้งยังเพิ่มอัตราการแพร่กระจายได้รวดเร็ว และสามารถหลบเลี่ยงปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าเข้าสู่ร่างกายแล้ว เพราะมักไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมา จนกว่าเชื้อไวรัสจะเริ่มลงปอด […]


ไวรัสโคโรนา

เช็กอาการโควิด-19 เบื้องต้น ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทุกคนในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากในปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วจะช่วยให้เราเช็กอาการตนเองได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด ซึ่งหากพบอาการผิดปกติจะได้รับทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว มาให้ทุกคนได้ศึกษากันค่ะ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter) คืออะไร เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter) หรือเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องเย็บกระดาษขนาดเล็ก ใช้งานโดยการหนีบที่บริเวณปลายนิ้วหรือส่วนอื่นของร่างกาย  มักใช้ในโรงพยาบาลและคลินิก โดยส่วนใหญ่มักนำมาใช้วัดค่าความดันโลหิต หรือวัดอุณหภูมิของร่างกาย รวมถึงติดตามอาการของโรคต่าง ๆ  เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับปอดและโรคหัวใจ  เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว มีความสำคัญต่อผู้ป่วยโควิด-19 อย่างไร ในปัจจุบันพบผู้ป่วยโควิด-19 จำนวนมากที่ไม่มีอาการแสดง แต่กลับมีอาการผิดปกติแฝงอยู่ คือ ภายนอกไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แต่เมื่อวัดค่าออกซิเจนในเลือดกลับพบว่า ค่าออกซิเจนต่ำกว่าปกติ ซึ่งกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว เช่น อาการไอรุนแรง เหนื่อยหอบอย่างรุนแรง หรือระบบอาจหายใจอาจล้มเหลวโดยฉับพลัน แล้วเสียชีวิตหลังจากแสดงอาการไม่นาน โดยอาการดังกล่าวนี้เรียกว่า ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดแบบไม่แสดงอาการ หรือ (Happy hypoxemia) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโควิด-19 สามารถป้องกันตนเองเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวได้ด้วยการ ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เพื่อที่จะได้ติดตามอาการของผู้ป่วย หากพบอาการผิดปกติ จะได้รีบทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที  จะทราบได้อย่างไรว่า […]


ไวรัสโคโรนา

ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดแบบไม่แสดงอาการ ภัยเงียบในผู้ป่วยโควิด-19

ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดแบบไม่แสดงอาการ (Happy hypoxemia) เป็นภัยเงียบที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างมากในผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากผู้ป่วยจะไม่ทราบว่าตนเองมีอาการผิดปกติจนกว่าจะเริ่มมีอาการรุนแรง ซึ่งทำให้ล่าช้าต่อการรักษา และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตทันทีหลังแสดงอาการเพียงไม่กี่วัน แต่เราจะมีวิธีการป้องกันภาวะดังกล่าวนี้ได้อย่างไร วันนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณค่ะ  ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดแบบไม่แสดงอาการ  ภัยเงียบในผู้ป่วยโควิด-19  ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดแบบไม่แสดงอาการ หรือที่เรียกว่า Happy Hypoxemia จัดเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากที่สุด โดยความน่ากลัวของภาวะนี้คือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 จะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนของระบบทางเดินหายใจ จึงทำให้ผู้ป่วยไม่ทันได้สังเกตอาการผิดปกติของตนเอง แต่จะเริ่มทราบอาการผิดปกติก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจหรือมีอาการรุนแรงเกิดขึ้นโดยฉับพลัน เนื่องจากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติ จึงแสดงลักษณะผิดปกติออกมาให้เห็นภายนอกอย่างรวดเร็ว เช่น ไออย่างรุนแรง เหนื่อยหอบอย่างรุนแรง ในผู้ป่วยบางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตหลังเริ่มมีอาการไม่กี่วัน  นอกจากนี้นายแพทย์ริชาร์ด เลวีเทน (Richard Levitan) ซึ่งประจำอยู่ที่ห้องฉุกเฉินและเป็นประธานของ Airway Cam Technologies ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์บทความในสำนักพิมพ์ The New York Times ระบุว่า ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดแบบไม่แสดงอาการส่งผลให้ผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับการรักษาที่ช้าเกินไป และเสี่ยงเสียชีวิตอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณอาการเตือน  อย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันการเกิดภาวะดังกล่าวนี้ด้วยการตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อที่เราจะได้เช็กอาการเบื้องต้นของตนเอง หากมีอาการผิดปกติ จะได้รีบทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที  ลักษณะอาการภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด ที่ผู้ป่วยโควิด-19 ควรรู้ ลักษณะอาการภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยโควิด-19 จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยหลาย […]


ไวรัสโคโรนา

ประเมินอาการโควิด-19 ตามกลุ่มสี

หากผู้ใกล้ชิดหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานที่เดียวกันติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า ตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 มากน้อยแค่ไหน? บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงนำข้อมูลการประเมินความเสี่ยง และ ประเมินอาการโควิด-19 ตามกลุ่มสี มาให้ได้ศึกษากัน แต่จะมีรายละเอียดอย่างไรติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ เช็กด่วน! ตนเองมีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19มากน้อยแค่ไหน? กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขใช้เกณฑ์ในการประเมินผู้ที่มี ความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้ 1. ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง คือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการรับหรือแพร่เชื้อจากผู้ป่วยที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย จะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อและกักตัวอย่างน้อย 14 วัน โดยประเมินจากพฤติกรรมดังนี้ อยู่ใกล้ชิดหรือมีการพูดคุยกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 1 เมตร เป็นเวลานานกว่า 5 นาที โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย สถานที่ที่พูดคุยกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในห้องปรับอากาศ ในรถปรับอากาศ 2. ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ ผู้ที่มีโอกาสต่ำในการรับหรือแพร่เชื้อกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 จะต้องสังเกตอาการตนเองใน 14 วัน (แต่ไม่ต้องตรวจหาเชื้อและกักตัว) โดยประเมินจากพฤติกรรมดังนี้ อยู่ใกล้ชิดหรือมีการพูดคุยกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะมากกว่า 1 เมตร และสวมหน้ากากอนามัยป้องกันอยู่ตลอดเวลา 3. ผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง คือ ผู้ที่ไม่มีโอกาสในรับหรือแพร่เชื้อกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 […]


ไวรัสโคโรนา

ทราบผลว่าติดเชื้อโควิด-19 ควรทำอย่างไร?

เชื่อว่า! หลายคนเมื่อ ทราบผลว่าติดเชื้อโควิด-19 ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หรือต้องโทรแจ้งหน่วยงานไหน บทความนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้ทุกคนค่ะ ขออาสาพาทุกคนมาดูกันค่ะว่าหลังจากติดเชื้อโควิด-19 จะต้องเตรียมตัวและปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ทราบผลว่าติดเชื้อโควิด-19 ควรทำอย่างไร? เมื่อเรา ทราบผลว่าติดเชื้อโควิด-19 ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ เตรียมเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ เช่น บัตรประชาชน ผลตรวจโควิด-19 โทรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งหน่วยงานที่รองรับเพื่อเข้ารับการรักษา เช่น เบอร์ 1330 1669 1668 เป็นต้น งดออกจากที่พักของตนเองหรือเดินทางข้ามจังหวัด หากฝ่าฝืนจะมีโทษผิด พ.ร.บ. โรคติดต่อ ( พ.ศ.2558 มาตรา 34) แนะนำให้อยู่ในห้องกักตัวคนเดียว แยกเป็นสัดส่วน หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัวรวมถึงการพบปะผู้คน (หากห้องน้ำสามารถแยกใช้สำหรับคนเดียวได้ ควรแยกใช้) หากมีไข้ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) และเช็ดตัวบ่อย ๆ เพื่อลดไข้ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาและควรแยกของใช้ส่วนตัว วิธีดูแลตนเองขณะอยู่บ้าน เมื่อติดเชื้อโควิด-19 ก่อนเข้ารับการรักษา เมื่อติดเชื้อโควิด-19 แต่มีความจำเป็นต้องดูแลตนเองอยู่บ้าน ขณะรอการรับการรักษา ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกมาข้างนอกห้องหรือต้องเข้าใกล้ผู้อื่น  ควรมีห้องหรือพื้นที่ส่วนตัวแยกกักตัวจากผู้อื่น และไม่ควรใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น อุปกรณ์รับประทานอาหาร แก้วน้ำ รวมถึงห้องน้ำ หากเป็นไปได้ ไม่ควรใช้ห้องน้ำร่วมกับสมาชิกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ถ้าไม่สามารถแยกใช้ห้องน้ำได้ แนะนำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 […]


ไวรัสโคโรนา

แลมบ์ดา โควิดสายพันธ์ุใหม่ แพร่เชื้อไว กลายพันธ์ุเร็วกว่าเดิม

แลมบ์ดา โควิดสายพันธ์ุใหม่ ในปัจจุบันได้แพร่ระบาดไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนักวิจัยในหลาย ๆ ประเทศได้มีข้อสันนิษฐานว่า โควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาอาจมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ เนื่องจาก สามารถแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว และหลบภูมิคุ้มกันได้ดี ส่งผลให้หลายประเทศต่างวิตกกังวล โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่กำลังอยู่ในช่วงเร่งฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับ โควิดสายพันธุ์แลมบ์ดา มาให้ทำความรู้จักกัน เพื่อที่จะได้รับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างทันท่วงที  แลมบ์ดา โควิดสายพันธ์ุใหม่  โควิดสายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) หรือ C.37  เกิดจากการกลายพันธุ์ในหนามโปรตีนบริเวณตำแหน่ง L452Q และ  D253N  ถูกค้นพบครั้งแรกที่ประเทศเปรู ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราประชากรเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูงแห่งหนึ่งของโลก โดยในปัจจุบันได้แพร่ระบาดไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก จากผลการศึกษาการวิจัยในหลาย ๆ ประเทศ มีข้อสันนิษฐานว่า โควิด-19 สายพันธุ์แลมบ์ดา มีแนวโน้มแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ  และอาจรุนแรงใกล้เคียงกับสายพันธุ์เดลตา หรืออาจจะรุนแรงมากกว่า ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ระบุแน่ชัดเกี่ยวกับเชื้อไวรัสแลมบ์ดา เช่น ความรุนแรงของโรค ความสามารถต่อการหลบหนีภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศไทย แต่ก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น […]


ไวรัสโคโรนา

น้ำกระชายขาว เสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยโควิด-19

การ ดื่มน้ำกระชายขาว ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะสามารถเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้ บทความนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาดูกันค่ะว่า น้ำกระชายขาว เสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยโควิด-19 ได้อย่างไรบ้าง น้ำกระชายขาว เสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยโควิด-19 ดร. ศุภฤกษ์ บวรภิญโญ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้นหาตัวยา กล่าวว่าจากผลการศึกษาการวิจัย พบว่า สารสกัดจากกระชายขาว ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญ 2 ตัว คือสารแพนดูราทินเอ (Pandulatin A) และสารพิโนสโตบิน (Pinostrobin)  มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังสามารถยับยั้งเซลล์ในการผลิตไวรัสได้อีกด้วย ดังนั้นหลายคนจึงหันมาใช้กระชายขาวในรูปแบบของเครื่องดื่มเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาสารสกัดจากกระชายขาวเพื่อใช้เป็นยาสำหรับรักษาโรคโควิด-19 โดยคาดว่าอาจใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี ในการพัฒนาการวิจัยให้สำเร็จลุล่วง สูตรน้ำกระชายขาว เสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยโควิด-19 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำ สูตรน้ำกระชายขาว เสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยโควิด-19 เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยมีส่วนผสมและวิธีทำ ดังต่อไปนี้ ส่วนผสม น้ำสะอาด 1 ลิตร ขิงสด 50 กรัม กระชายสด 200  กรัม ใบหูเสือ 10 ใบ น้ำตาลทรายแดง […]


ไวรัสโคโรนา

ไขข้อข้องใจ กินผักดิบเสี่ยงติดโควิด-19 จริงหรือไม่?

ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ส่งผลให้วิถีชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไปจากเดิม ระมัดระวังใส่ใจดูแลตนเองมากยิ่งขึ้น เช่น การรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้ ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย อาจทำให้เราเกิดความสับสนว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นจริงหรือเท็จแค่ไหน วันนี้ Hello คุณหมอ จึงนำอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนสงสัยอย่างการ กินผักดิบเสี่ยงติดโควิด-19 จริงหรือไม่? มาไขข้อสงสัยให้กับทุกคนค่ะ  ไขข้อข้องใจ กินผักดิบเสี่ยงติดโควิด-19 จริงหรือไม่? ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุแน่ชัดว่าการ กินผักดิบเสี่ยงติดโควิด-19  และไม่มีข้อบ่งชี้ไหนที่ระบุว่าพักดิบเป็นพาหะแพร่เชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผักจะยังไม่มีข้อระบุที่แน่ชัดถึงการติดเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อโรค เราก็ต้องเลือกรับประทานผักให้ถูกสุขอนามัย เช่น ล้างผักให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนนำมารับประทานอาหารหรือก่อนนำไปประกอบอาหารเสมอ  4  พืชผักสมุนไพรไทย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พืชผักสมุนไพรไทยที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีดังต่อไปนี้  พริก มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามินนานาชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับไขมันในเลือดอีกด้วย  กะเพรา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระและเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ และยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ  หอมหัวใหญ่ หอมแดง มีคุณสมบัติช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก กระเทียม อุดมด้วยสารอัลลิซิน (Allicin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ […]


ไวรัสโคโรนา

ทำความรู้จัก ฟาวิพิราเวียร์ ยารักษาโรคโควิด-19

วันนี้ Hello คุณหมอ นำข้อมูลเกี่ยวกับ ฟาวิพิราเวียร์ ยารักษาโรคโควิด-19 มาให้ทุกคนได้ศึกษากันค่ะ จะมีประสิทธิภาพต่อการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้มากน้อยแค่ไหน ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเลย ฟาวิพิราเวียร์ ยารักษาโรคโควิด-19 มีที่มาอย่างไร? ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ผลิตโดยโดยบริษัท ฟูจิฟิล์ม โตยามะเคมิคอล (Fujifilm Toyama Chemical) ในประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2557  เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศญี่ปุ่น และได้มีการนำมาใช้ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสอีโบลา (Ebola virus) ในแถบแอฟริกาตะวันตกช่วง พ.ศ. 2557-2559  ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ประเทศจีนได้รับอนุญาตในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ และอนุญาตให้นำมาศึกษาทดลองทางคลินิกเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในส่วนของประเทศไทยได้นำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 แต่ในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อจากโรคโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์มากถึงวันละ 3 แสนเม็ดหรือเดือนละประมาณ 9 ล้านเม็ด  ศาสตราจารย์แพทย์หญิง นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรมจึงได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศไทย โดยเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากต่างประเทศมาใช้ในการพัฒนาสูตรต้นตำรับ จนขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยยาดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มเข้าสู่ระบบการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน