ชาดำ เป็นชาจากการนำใบชาสายพันธุ์ Camellia sinensis ไปหมักบ่มแล้วนำไปตากแห้งหรืออบแห้ง จนได้ชาที่มีลักษณะเป็นสีแดงเข้มไปจนถึงเกือบดำ และมีรสขมเล็กน้อย ชาดำมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อาจช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจและลำไส้ และอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม ชาดำอาจมีคาเฟอีนสูง การดื่มชาดำมากเกินไปจึงอาจส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเร็ว นอนหลับยาก เพื่อความปลอดภัยจึงควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
ชาดำมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อาจช่วยป้องกันการอักเสบจากอนุมูลอิสระที่อาจส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ ยังอาจมีสารประกอบต่าง ๆ ดังนี้
ชาดำมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของชาดำในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้
ชาดำมีคาเฟอีนและกรดอะมิโนแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) ที่อาจช่วยทำให้ร่างกายและสมองตื่นตัว ทำให้มีสมาธิมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตของสารประกอบในชาอย่าง คาเฟอีนและแอล-ธีอะนีน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrition Reviews ปี พ.ศ. 2551 พบว่า การดื่มชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจช่วยให้มีสมาธิ สามารถจดจ่อกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้น แต่ควรดื่มในปริมาณที่พอดี เพราะหากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป อาจส่งผลให้นอนหลับยาก กระสับกระส่าย วิตกกังวล หัวใจเต้นเร็วได้
ชาดำมีฟลาโวนอยด์ที่อาจช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่หลอดเลือดได้ จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ปี พ.ศ. 2558 ที่ได้ทำการทดสอบในกลุ่มตัวอย่าง 19 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งดื่มชาดำ 129 มิลลิกรัม อีกส่วนหนึ่งได้รับยาหลอก วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 วัน พบว่า การบริโภคชาดำอาจช่วยลดความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic blood pressure) ที่เป็นแรงดันเลือดในขณะที่หัวใจคลายตัว และอาจช่วยลดความดันโลหิตตัวบน (Systolic blood pressure) ที่เป็นแรงดันเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว ดังนั้น การดื่มชาดำเป็นประจำจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ชาดำเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีไขมันอิ่มตัว และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงอาจช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ซึ่งทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ และอาจช่วยลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในเลือด การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Nutrition เมื่อปี พ.ศ. 2546 ที่ได้ทำการทดสอบในผู้ใหญ่จำนวน 15 คน แบ่งเป็นผู้หญิง 8 คน และผู้ชาย 7 คน ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยทดสอบแบบสุ่มให้ดื่มชาดำ 5 มื้อ/วัน ในขณะที่รับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักร่วมด้วยเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่า การดื่มชาดำอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลโดยรวมและไขมันไม่ดีในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลให้ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
ช่วยปรับปรุงการทำงานของลำไส้
ภายในลำไส้จะมีแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส ที่อาจช่วยควบคุมความสมดุลการทำงานของลำไส้ การดื่มชาดำที่มีโพลีฟีนอลที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงอาจช่วยลดการอักเสบจากสารอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดีภายในลำไส้ได้ จากการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Reviews international ปี พ.ศ.2554 ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโพลีฟีนอลในอาหารและจุลชีพในลำไส้ของมนุษย์ พบว่า โพลีฟีนอลอาจทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดี และอาจช่วยยับยั้งการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella) และเอชไพโลไร (Helicobacter pylori; H. pylori) ที่ส่งผลให้อาเจียน กระเพาะอาหารอักเสบ และท้องร่วงได้
อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
ชาดำมีโพลีฟีนอลที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อาจช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเทส (Aromatase enzyme) ซึ่งมีบทบาทกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้องอก จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร EJC European Journal of Cancer ปี พ.ศ. 2547 พบว่า โพลีฟีนอลในชาดำอาจช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะโรมาเทส ที่อาจนำไปสู่การเกิดฮอร์โมนดีเอชอีเอ (Dehydroepiandrosterone) และพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งเต้านมได้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ชาดำเพื่อช่วยในการรักษาเนื้องอกในเต้านม
ข้อควรระวังในการบริโภคชาดำ
เนื่องจากชาดำมีคาเฟอีนสูง การดื่มชาดำในปริมาณมากกว่า 4-5 ถ้วย/วัน อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ดังนี้
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- หัวใจเต้นผิดปกติ
- หายใจเร็ว
- กระสับกระส่ายและนอนหลับยาก
- ลำไส้แปรปรวน ท้องเสีย
- ปัสสาวะบ่อยขึ้น
- ความดันโลหิตสูง ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันตาสูงและต้อหิน
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโลหิตจาง โรคกระดูกพรุน และอาการชัก
ชาดำอาจทำปฏิกิริยากับยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) เอฟีดรีน (Ephedrine) และยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจส่งผลให้คาเฟอีนอยู่ในร่างกายนานกว่าปกติหรือลดประสิทธิภาพของยาลง เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาคุณหมอก่อน