home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ วัคซีนโรตา ทางเลือกในการปกป้องลูกน้อย จากเชื้อไวรัสในของเล่น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ วัคซีนโรตา ทางเลือกในการปกป้องลูกน้อย จากเชื้อไวรัสในของเล่น

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อ ไวรัสโรตา (Rotavirus) กันสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าไวรัสนี้จะเป็นไวรัสอันตราย ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อยในวัยทารกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องกังวลกันไปค่ะ เพราะว่ามีวัคซีนโรตาที่สามารถช่วยปกป้องลูกน้อยจากไวรัสอันตรายเหล่านี้ได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ ข้อควรรู้ก่อนการฉีด วัคซีนโรตา ให้คุณพ่อคุณแม่ได้พิจารณากันนะคะ

วัคซีนโรตา สำคัญอย่างไร

วัคซีนโรตาหรือวัคซีนป้องกันไวรัสโรตานั้น มีจุดประสงค์หลักคือการป้องกันร่างกายของผู้รับวัคซีน ไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโรตา ไวรัสที่อาจทำให้ทารกและเด็กเล็ก เกิดอาการท้องเสียและอาเจียน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และมีไข้สูงได้ หากไม่ได้รับการรักษาดูแลอย่างถูกต้องและทันท่วงที

ไวรัสโรตา (Rotavirus) นั้นเป็นไวรัสที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วมาก โดยเรามักจะสามารถพบไวรัสเหล่านี้ได้ในอุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ และอาจไม่ระวังเรื่องความสะอาด อาจทำให้เชื้อโรคนี้ปนเปื้อนไปสู่พื้นผิวต่างๆ เช่น โต๊ะ ประตู ลูกบิด และของเล่นเด็ก ที่เด็กอาจจะนำเข้าสู่ปาก ทำให้ติดเชื้อเป็นรายต่อไปได้

ทั่วโลกนั้นจะพบผู้ป่วยฉุกเฉินที่ติดเชื้อไวรัสโรตากว่า 2 ล้านราย และส่งผลให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโรตานี้ไม่ต่ำกว่า 500,000 รายต่อปี ในทางกลับกัน เด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสโรตา อาจจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่า แต่ก็ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปให้ผู้อื่นได้อยู่ดี

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ได้ให้คำแนะนำว่า เด็กทารกควรจะได้รับวัคซีนโรตาเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรตา โดยมักจะเริ่มต้นให้วัคซีนเมื่อทารกมีอายุครบ 2 เดือน แล้วอาจจะต้องให้เพิ่มอีก 2-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนโรตา

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวัคซีนโรตา

โดยปกติแล้ว เด็กทารกส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนโรตานั้นจะไม่มีผลข้างเคียงอะไร แต่บางคนก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงในระดับเบา และมักจะหายไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างใด ส่วนในกรณีหายาก ก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้

ผลข้างเคียงในระดับเบา

  • มีอาการหงุดหงิด งุ่นง่าน อยู่ไม่สุข
  • ท้องเสียเล็กน้อย
  • อาเจียน

ผลข้างเคียงในระดับรุนแรง

  • โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) เป็นภาวะลำไส้อุดตันชนิดหนึ่ง จำเป็นต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล และอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง อย่างภาวะลำไส้กลืนกันนั้นมีค่อนข้างน้อย โดยปกติแล้วมักจะเกิดภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากได้รับวัคซีนโรตาครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 โดยมีความเสี่ยงที่ประมาณ 1 ใน 20,000-100,000 คน

ใครบ้างที่ไม่ควรได้รับวัคซีนนี้

แม้ว่าวัคซีนโรตานี้จะเป็นวัคซีนสำคัญ ที่ทารกส่วนใหญ่ควรได้รับ แต่ก็มีบางเงื่อนไขที่อาจทำให้ทารกคนนั้นไม่เหมาะกับการได้รับวัคซีนโรตาได้ ก่อนพาลูกไปรับวัคซีนโรตา อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนว่าลูกของคุณเหมาะที่จะได้รับวัคซีนโรตาหรือไม่

ทารกที่ไม่ควรได้รับวัคซีนโรตา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง หลังจากได้รับวัคซีนโรตาในรอบแรก
  • ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง ต่อส่วนประกอบในวัคซีนโรตา เช่น แพ้ยาง โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับวัคซีนโรตาว่าลูกของคุณมีอาการแพ้อะไรบ้าง
  • หากทารกนั้นมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอหรือผิดปกติ เช่น มีเชื้อเอชไอวี หรือใช้ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
  • หากทารกคนนั้นเคยมีภาวะลำไส้กลืนกันมาก่อน

ทารกที่กำลังป่วยหนัก หรือป่วยรุนแรงในระดับปานกลาง ควรรอให้หายดีก่อนแล้วจึงค่อยรับวัคซีน ทารกที่มีอาการป่วยในระดับเบาสามารถรับวัคซีนได้ตามปกติ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล เมื่อ 24/08/2020
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x