การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

เด็กวัยเรียน เป็นวัยที่พัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งยังมีทักษะอีกหลายด้านที่พวกเขาต้องเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น เช่น ทักษะการเข้าสังคม ว่าแต่ การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน จะมีอะไรบ้าง และคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการเติบโตสมวัยได้อย่างไร ไปลองดูกันเลย

เรื่องเด่นประจำหมวด

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่น มีอะไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่น เป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นเมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มักเริ่มต้นเมื่อลูกอายุประมาณ 8-14 ปี ไปจนถึงอายุ 18 หรือ 20 ต้น ๆ ช่วงวัยนี้เป็นช่วงรอยต่อจากเด็กไปเป็นผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลอย่างเหมาะสม เช่น ดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน เสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูก สอนให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อร่างกายตัวเอง สอนการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เพื่อให้วัยรุ่นมีพัฒนาการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และการเข้าสังคม อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่พบว่า ลูกวัยรุ่นมีปัญหาพัฒนาการทางร่างกาย ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อจะได้หาวิธีรักษา ซึ่งอาจช่วยให้วัยรุ่นมีพัฒนาการและการเติบโตที่เหมาะสมตามวัย การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่น ในช่วงนี้ลูกมีพัฒนาการทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เนื่องจากระดับฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ฮอร์โมนเพศหญิงได้แก่ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่น เช่น น้ำหนักและส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ความแข็งแรงที่เพิ่มมากขึ้น เสียงแตกหนุ่ม การมีประจำเดือน ส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก่อนผู้ชาย โดยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่นผู้ชายและผู้หญิงที่พบได้ อาจมีดังนี้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวัยรุ่นผู้ชาย ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ชายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตอนอายุประมาณ 9-16 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่มักช้ากว่าผู้หญิงประมาณ 2 ปี […]

หัวข้อ การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน เพิ่มเติม

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด อย่างไรจึงจะดีมากกว่ากัน

เนื่องจากการเป็นพ่อแม่คนนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด บางครั้งเมื่อลูกทำผิดก็อาจจะต้องมีการอบรบสั่งสอน และเข้มงวดให้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเชื่อว่าคุณก็อยากให้ลูกรักย่อมมีการเรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตนเองจนปล่อยปะละเลย วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอนำข้อแตกต่างระหว่าง การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด มาฝากให้ทุกครอบครัวได้นำไปพิจารณา เพื่อปรับการเลี้ยงลูกรักให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กันค่ะ ข้อแตกต่าง การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และแบบเข้มงวด แน่นอนว่าการเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 รูปแบบนี้ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการเลี้ยงลูกแบบอิสระเป็นการปล่อยให้ลูกรักตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยตนเอง โดยไม่มีข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ทางผู้ปกครองตั้งไว้ ส่งผลให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจ สุขภาพจิตดีขึ้น และกล้าจะเข้าสังคมใหม่ ๆ ในอนาคตที่ต้องพบเจอ แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เด็ก ๆ ไร้วินัย ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ที่เหล่าบรรดาวัยรุ่นนิยม เป็นต้น ส่วนการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด ถึงแม้จะถูกผู้คนมองว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ไม่สมควรมากนัก เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบไม่รับฟังความคิดเห็นของเด็กเสียเท่าไหร่ อีกทั้งยังมีกฏเกณฑ์มากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจพวกเขาในเชิงลบได้ แต่ทว่า เมื่อเด็ก ๆ ถูกเข้มงวดมากขึ้นบางครั้งก็อาจทำให้เกิดระเบียบมีวินัย ไม่กล้าจะประพฤติผิด เพราะเกรงกลัวว่าจะถูกผู้ปกครองลงโทษ จนนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตดั่งเป้าหมายในอนาคต เรียกได้ว่า การเลี้ยงลูกทั้งแบบอิสระ และแบบเข้มงวด ย่อมให้ข้อดีข้อเสียไม่แพ้กัน เพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุดนั้น คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงผู้ปกครองทุกคน ควรศึกษาจากลักษณะนิสัยของเด็ก […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

ฝึกลูกนอนคนเดียว แบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยวิธีไหนดี

ฝึกลูกนอนคนเดียว เป็นการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อกับแม่เสมอไป รวมทั้งทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาส่วนตัว แต่การฝึกลูกนอนคนเดียวนั้นอาจไม่ง่ายนัก ต้องค่อยเป็นค่อยไป สื่อสารให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลและให้เวลาลูกปรับตัวเพื่อจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือรู้สึกว่าโดนกีดกันออกจากพ่อกับแม่ ยังคงความรักและความเข้าใจในครอบครัว ฝึกลูกนอนคนเดียว ดีอย่างไร การฝึกให้ลูกรู้จักเข้านอนคนเดียวโดยไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่คอยตามประกบเข้านอนด้วยนั้น เป็นผลดีต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ รู้จักจัดการกับความรู้สึก การฝึกลูกนอนคนเดียว เป็นการฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะการอยู่คนเดียวในตอนกลางคืนหรือท่ามกลางความมืดอาจเป็นเรื่องน่ากลัว หากคุณพ่อคุณแม่ยังต้องนอนกับลูกทุกครั้งอาจจะเป็นการจำกัดความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกตัวเองของลูก การฝึกลูกนอนคนเดียว จะช่วยให้เขารับมือกับความกลัว เพื่อเรียนรู้ที่จะรับมือและจัดการกับความรู้สึกอื่น ๆ ด้วยตัวเองต่อไป เข้าใจสิทธิความเป็นส่วนตัว เมื่อลูกเรียนรู้ที่จะเข้านอนคนเดียวในห้องนอนของตัวเอง เท่ากับเรียนรู้ว่าทุก ๆ คนต่างต้องการความเป็นส่วนตัว เมื่อเด็กมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการนึก คิด หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักที่จะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย เสริมสร้างความมั่นใจ  การฝึกให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเอง ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาทำได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการนอนคนเดียว การใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง การไปโรงเรียนเอง หรือการล้างจานเอง ทำให้รู้จักการตัดสินใจด้วยตัวเอง นำมาซึ่งความภูมิใจที่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองจนสำเร็จ เปิดโอกาสการทำกิจกรรมได้มากขึ้น เมื่อลูกโตพอที่จะต้องทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว แต่ถ้ายังติดการนอนกับพ่อแม่อยู่ ก็อาจกลายเป็นการจำกัดกิจกรรมบางอย่าง เช่น การไปพักค่ายค้างแรม เพราะหากไม่มีพ่อกับแม่คอยช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ แบบตอนอยู่ที่บ้านแล้ว ก็อาจทำให้รู้สึกไม่สนุก กังวล ไม่เต็มที่กับการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งปัญหานอนไม่หลับ เป็นการตัดโอกาสที่จะทำให้ลูกเติบโตและเรียนรู้กิจกรรมที่มีประโยชน์รวมทั้งการเข้าสังคมอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย เทคนิคการ ฝึกลูกนอนคนเดียว คุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่กำลังประสบปัญหาการฝึก ลูกนอนคนเดียว แต่ยังไม่ได้ผล อาจลองใช้เทคนิคง่าย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ และวิธีการดูแลลูกที่เป็นอัจฉริยะ

เด็กอัจฉริยะ หมายถึงเด็กที่มีความสามารถสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นทั้งความอัจฉริยะทางด้านวิชาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถทางด้านกีฬา หรือแม้กระทั่งความสามารถทางด้านการเข้าสังคม หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีลักษณะของเด็กอัจฉริยะ ก็อาจจำเป็นต้องวางแผนการสนับสนุนเลี้ยงดูลูก เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กโดยเฉพาะ เด็กอัจฉริยะ คืออะไร เด็กอัจฉริยะ หมายถึงเด็กที่มีความสามารถเหนือกว่าเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด การเป็นอัจฉริยะนั้น อาจจะมีลักษณะที่โดดเด่นในทุก ๆ ทาง หรือโดดเด่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น ทางด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ ความสามารถทางด้านกีฬา หรือทักษะความรู้ทางวิชาการด้านใดด้านหนึ่ง เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาตรส์ ภาษาศาสตร์ การจะบ่งบอกจำนวนของเด็กอัจฉริยะทั่วโลกนั้นคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเกณฑ์การวัดที่จะบ่งบอกว่าเด็กคนไหนเป็นอัจฉริยะหรือไม่นั้น อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ เด็กอัจฉริยะแต่ละคนใช่ว่าจะมีการแสดงออกที่เหมือนกัน พรสวรรค์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีนิสัยหรือพฤติกรรมแบบใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือการที่พ่อแม่ควรรับรู้ว่าลูกของตัวเองเป็นเด็กอัจฉริยะ เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนลูกให้ดีที่สุด จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ ลักษณะของเด็กอัจฉริยะนั้นอาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่าย ๆ เนื่องจากเด็กแต่ละคนก็จะมีการแสดงออก ลักษณะนิสัย การจัดการกับปัญหา และการแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกันไป พ่อแม่อาจสามารถให้ลูกทำการทดสอบ IQ เพื่อวัดความฉลาดทางทางสติปัญญาได้ แต่ค่า IQ นี้ก็ไม่ใช่ตัวการที่จะวัดว่าลูกเป็นเด็กอัจฉริยะหรือไม่ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความเป็นอัจฉริยะนั้นไม่ใช่ผลทางสถิติ แต่อยู่ที่การแสดงออก การทดสอบวัดความสามารถเพียงครั้งหนึ่ง ไม่สามารถระบุได้ว่าลูกเป็นอัจฉริยะหรือไม่ แต่ความเป็นอัจฉริยะนั้นจะแสดงออกมาผ่านทางการกระทำ ความคิด คำพูด และการแสดงออกต่าง ๆ ลักษณะเด็กอัจฉริยะที่พบได้บ่อย สามารถเรียนรู้คำศัพท์ […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

ประโยชน์ของการสมาธิในเด็กวัยเรียน และวิธีฝึกสมาธิในเด็ก

ประโยชน์ของการสมาธิในเด็กวัยเรียน อาจมีทั้งช่วยในเรื่องของพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น สามารถเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ดียิ่งขึ้น และอาจช่วยให้มีความจำที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสุขภาพของเด็ก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกให้ลูกทำสมาธิ เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งสุขภาพร่างกายและการเรียน การสมาธิในเด็กวัยเรียน การทำสมาธิ ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน นอกจากนั้นยังช่วยทำให้ร่างกาย สามารถป้องกัน และรักษาโรคได้ด้วย จากการศึกษาในสถานศึกษา การทำสมาธิ ยังทำให้เด็ก มีความสนใจในห้องเรียนยิ่งขึ้น และปรับพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นตามลำดับด้วย อ้างอิงจากผลงานวิจัย ยังแสดงให้เห็น ถึงประโยชน์ของการฝึกสมาธิ ที่มีประโยชน์ต่อ โรคสมาธิสั้น (ADHD) ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ผลการเรียน การนอนหลับ ปัญหาพฤติกรรม และความผิดปกติในการรับประทานอาหาร โดยทดลองกับ เด็กมัธยม อย่างน้อยจำนวน 300 ราย ด้วยการใช้การเรียน การสอน แบบใช้สมาธิเข้ามาร่วมด้วย ผลปรากฏว่า การทำงานทางด้านจิตใจดีขึ้น นอกจากนั้น สมาธิยังมีประโยชน์ ต่อระบบประสาท ในเรื่องของการช่วยลดฮอร์โมนความเครียดของเด็ก ประโยชน์ของการสมาธิในเด็กวัยเรียน การฝึกสมาธิ มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกาย ดังนี้ ลดความวิตกกังวล ลดภาวะซึมเศร้า เพิ่มทักษะการเผชิญปัญหา ลดความหงุดหงิดและความเครียด ปรับปรุงความสามารถในการเรียนรู้ ปรับปรุงความสามารถในการจำ […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ของเล่น ผู้ชาย ทำให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าวได้หรือไม่

ของเล่น ผู้ชาย เช่น ปืนพลาสติก มีด ดาบ อาวุธของเล่นต่างๆ อาจสร้างความกังวลใจให้พ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่าของเล่นชนิดอื่นๆ เนื่องจากพ่อแม่เชื่อว่า ของเล่นชนิดนี้มักส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรง แต่แท้จริงแล้ว ของเล่นประเภทนี้ไม่อาจส่งผลโดยตรงทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวในชีวิตจริง แต่เป็นผลมาจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย ของเล่นเด็กผู้ชาย ทำให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าวได้หรือไม่ การเล่นของเล่นเด็กผู้ชายอย่าง ปืนพลาสติก อาจนำไปสู่การใช้ปืนในวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่เคยเล่นปืนพลาสติกในวัยเด็ก อาจไม่เคยเกี่ยวข้องกับกระทำความผิดทางอาชญากรรมเมื่อโตขึ้น นอกจากนี้ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกว่า การเล่นเกมเกี่ยวกับสงครามของเด็ก จะทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวในชีวิตจริง  การเล่นของเล่นที่มีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เช่น การต่อสู้กับสัตว์ประหลาด การใช้ปืนของเล่น อาจไม่ใช้ความรุนแรงเสมอไป สิ่งสำคัญคือคำสอนของคนใกล้ตัว โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสอนให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปกครอง ความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงการแพ้-ชนะได้ ยิ่งไปกว่านั้น การเล่นยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการทางความคิดและสังคม ทั้งยังทำให้เด็กได้แสดงความกลัว รวมถึงความปรารถนาของพวกเขาออกมา สำหรับเด็กผู้ชาย การเล่นของเล่น ผู้ชายที่เป็นอาวุธ เช่น ปืนพลาสติก อาจทำให้เด็กรู้สึกมีพลังและกล้าหาญ สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ควรสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ควรชักชวนหรือเบี่ยงเบนให้ลูกเล่นของเล่นอย่างอื่นแทน สื่อที่มีเนื้อหารุนแรง อาจส่งผลต่อความก้าวร้าวของเด็ก อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากของเล่น ผู้ชาย ปัจจัยอื่นที่อาจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมหรือแนวคิดที่รุนแรง สื่อต่างๆ ที่นำเสนอความรุนแรง อาจทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กได้ โดยเฉพาะภาพข่าวหรือสื่อต่างๆ ที่นำเสนอเกี่ยวกับปืนหรืออาวุธสงคราม โดยปกติแล้ว เด็ก […]


กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!


ผู้เชี่ยวชาญด้าน การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon