พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ลูกอ้วนควรกังวลไหม? สัญญาณเตือนโรคอ้วนในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กอ้วนขึ้นนิดหน่อย หลายครอบครัวอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวโตขึ้นก็ยืดและผอมลงเอง แต่ความจริงคือ โรคอ้วนในเด็กเป็นภาวะสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลายอย่างตั้งแต่วัยเด็ก และยังเพิ่มโอกาสที่จะมีโรคอ้วนต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ CDC, NHLBI และ NIDDK ต่างระบุว่า เด็กที่มีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ปัญหาข้อและกระดูก ปัญหาการหายใจ รวมถึงผลกระทบด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความมั่นใจต่ำ หรือการถูกล้อเลียน ดูจาก “การเติบโต” มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ในเด็ก เราไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับผู้ใหญ่ เพราะร่างกายยังเติบโตอยู่ การประเมินจะใช้ค่า BMI ตามอายุและเพศ หรือที่เรียกว่า BMI-for-age percentile โดย CDC และ NHLBI ระบุว่า เด็กที่มีค่า BMI อยู่ช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ถึงต่ำกว่า 95 ถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน และถ้าอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 95 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ดังนั้นเด็กบางคนที่พ่อแม่รู้สึกว่า “ยังดูไม่อ้วนมาก” อาจเริ่มมีความเสี่ยงแล้วหากดูจากแนวโน้มการเติบโต อีกจุดที่ควรสังเกตคือ น้ำหนักที่ขึ้นเร็วต่อเนื่อง เสื้อผ้าคับเร็วขึ้น รอบเอวชัดขึ้น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

ช่วงวัยเรียน

การเล่นเสริมพัฒนาการเด็กวัยเรียน ได้อย่างไร

การเล่นเสริมพัฒนาการเด็กวัยเรียน จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในหลายด้านทั้งทางกายภาพและพัฒนาการทางปัญญา นอกจากนี้ การเล่นยังอาจช่วยเตรียมความพร้อมของเด็กในการเข้าสู่สังคมโรงเรียนได้อีกด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเล่นเสริมสร้างพัฒนาการเด็กวันเรียน เพื่อจะได้เสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างเหมาะสม การเล่นเสริมพัฒนาการเด็กวัยเรียน สำคัญอย่างไร เด็กวัยเรียน ในช่วงอายุ 6-9 ปี จะเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น การเสริมสร้างพัฒนาการในช่วงนี้การเล่นจึงอาจเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เด็กวัยเรียนพัฒนาได้หลายด้าน ดังนี้ การเล่นเกมที่มีกฎง่าย ๆ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้และคุ้นเคยเกี่ยวกับกฎเกณฑ์มากขึ้น การเล่นเกมกับเพื่อนยังช่วยให้เด็กได้สร้างสัมพันธ์กับเพื่อน รู้จักการผลัดกันเล่น และประนีประนอมกันผู้อื่น พัฒนาความสนใจใหม่ ๆ และงานอดิเรกผ่านการเล่น เช่น เด็กอาจจะเริ่มอ่านหนังสือในเรื่องที่สนใจมากขึ้น สนุกกับความท้าทายในการเล่น เช่น การปีนต้นไม้ การปั่นจักรยานด้วยความเร็ว ความท้าทายเหล่านี้สร้างความสนุกและความตื่นเต้นให้กับเด็ก อีกทั้งสร้างทักษะทางกายภาพ การใช้กล้ามเนื้อ การทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และสายตา ช่วยพัฒนากระบวนการแก้ปัญหา พัฒนาการเรียนรู้ ช่วยให้เด็กรู้ถึงขีดจำกัดทางร่างกายและอารมณ์ การเล่นกับเพื่อนจะช่วยให้เด็กรู้จักการสร้างมิตรภาพไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศกัน โดยคุณพ่อคุณแม่ควรร่วมเล่นหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเด็ก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว เช่น เตะฟุตบอลในสนามหน้าบ้าน ทำอาหารร่วมกัน การเล่นกับเพื่อน หรือการผจญภัยที่โรงเรียนอาจเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กวัยเรียนได้ แต่เด็กยังคงต้องการคำแนะนำและความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อช่วยจัดการกับความกังวลต่าง ๆ การเล่นกับเด็กอาจเป็นช่องทางในการสื่อสารที่ดี การเล่นกับพัฒนาการทางปัญญาในวัยเรียน การเล่นนอกจากจะให้ประโยชน์ทางกายภาพแล้วยังช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจของเด็กวัยเรียน ในเรื่องของความสามารถในการคิด เข้าใจ สื่อสาร จดจำ […]


ช่วงวัยเรียน

พัฒนาการด้าน การเข้าสังคมของเด็กวัยเรียน

พัฒนาการด้าน การเข้าสังคมของเด็กวัยเรียน เป็นกระบวนการที่เด็กเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พัฒนาทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ อีกทั้งยังสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเข้าสังคมของเด็กวัยนี้ให้ดี เพื่อจะได้ช่วยฝึกฝนทักษะของเด็กให้เป็นไปตามวัย สาเหตุที่ทำให้เด็กวัยเรียนปฏิเสธการเข้าสังคม เด็กวัยเรียน บางคนอาจจะปฏิเสธการเข้าสังคมหรือปฏิเสธการไปโรงเรียน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุดังต่อไปนี้ ความรู้สึกไม่ดี เด็กอาจกำลังพยายามหลีกเลี่ยงบางสิ่งที่โรงเรียนเหรือเพื่อนทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือรู้สึกลำบากใจ เช่น การแกล้งกัน การถูกทำร้าย หลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เด็กอาจมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาการสร้างมิตรภาพกับเพื่อน หรืออาจไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อเจอกับเหตุการณ์นั้น มีความสนใจนอกโรงเรียน เด็กอาจสนใจทำกิจกรรม เล่นเกม ดูทีวีอยู่ที่บ้านมากกว่าการมาโรงเรียน ติดพ่อแม่ เด็กอาจติดพ่อแม่ ไม่ชอบที่จะแยกจากพ่อแม่จึงทำให้เกิดการปฏิเสธสังคมขึ้น การเข้าสังคมของเด็กวัยเรียน ส่งผลต่อเด็กอย่างไร ประสบการณ์การใช้ชีวิตประจำวันกับผู้ปกครองเป็นสิ่งพื้นฐานในการพัฒนาการเข้าสังคมของวัยเรียน พ่อแม่ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาความสัมพันธ์ พูดคุย โต้ตอบกัน เป็นแบบอย่างที่เด็กสามารถจดจำ และนำไปใช้โต้ตอบกับคนรอบข้างได้ เด็กที่อายุ 5 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีพัฒนาการทางสังคม เด็กวัยเรียน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาทั้งวันไปกับการพูดคุย เล่น กับเด็กคนอื่น ๆ ดังนี้ สร้างมิตรภาพ พยายามทำให้เพื่อนพอใจ หรือพยายามทำตามเพื่อน เรียนรู้การสร้างสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น ๆ รับรู้ถึงการถูกรังแก กลัวการรังแก หรือเริ่มทำตัวรังแกผู้อื่น เด็กบางคนที่มีอายุ 10 ขวบขึ้นไป อาจเริ่มปฏิเสธความคิดเห็นของพ่อแม่ […]


ช่วงวัยเรียน

การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน อาจเกิดขึ้นได้ทั้งทางร่างกายและสมอง โดยแต่ละช่วงวัยก็จะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ เพศก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงของเด็กแตกต่างกัน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน เพื่อช่วยให้เด็กมีการพัฒนาทางร่างกายที่ดีซึ่งจะส่งผลไปถึงพัฒนาการทางสมองและสติปัญญา การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน สำหรับการเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน อาจแบ่งออกได้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงทางสมอง โดยการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อาจมีดังนี้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเด็กวัยเรียน เด็กวัยเรียน ในช่วงอายุตั้งแต่ 5-12 ปี อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหลายส่วน ดังนี้ เด็กวัยเรียนมักมีพัฒนาทางความสูงของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กวัยเรียนมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นด้วย เด็กวัยเรียนอาจมีการพัฒนาด้านความสมดุลของร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหว และการทรงตัว มวลกล้ามเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนแปลง และมีความแข็งแรงมากขึ้น เด็กเริ่มพัฒนาลักษณะทางเพศมากขึ้น เช่น เด็กผู้หญิงเริ่มมีพัฒนาการของเต้านม มีขนตามร่างกาย ส่วนเด็กผู้ชายอาจเริ่มมีขนตามร่างกาย การเจริญเติบโตของอัณฑะและองคชาต ตัวอย่างพัฒนาการทางกายภาพแต่ละช่วงอายุ อาจมีดังนี้ 5 ขวบ การทรงตัวดีขึ้น ยืนบนเท้าข้างเดียวได้นานอย่างน้อย 10 วินาที กระโดดข้ามสิ่งของได้ ตีลังกา ใช้ช้อนส้อมได้ ควบคุมการขับถ่ายและใช้ห้องน้ำได้เอง 6-8 ขวบ กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น มีความสมดุลและความอดทนของร่างกายมากขึ้น ลักษณะทางกายภาพเริ่มพัฒนามากขึ้น 9-12 ขวบ ลักษณะทางกายภาพพัฒนาขึ้น มีพัฒนาทางกายภาพเพิ่มขึ้น เช่น หน้าอกใหญ่ขึ้น มีขนตามร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของเด็กผู้ชาย […]


ทารกคลอดก่อนกำหนด

ภาวะแทรกซ้อนของทารกคลอดก่อนกำหนด ที่ส่งผลต่อสุขภาพลูกน้อย

ทารกคลอดก่อนกำหนด คือทารกที่คลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงก่อนที่การตั้งครรภ์จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนของทารกคลอดก่อนกำหนด ที่อาจส่งผลในระยะสั้นหรือในระยะยาวขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของทารกและการดูแล รักษาอย่างใกล้ชิด Hello คุณหมอ จึงขอนำเสนอ ภาวะแทรกซ้อนของทารกคลอดก่อนกำหนด เพื่อให้คุณได้ทราบถึงภาวะที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อย [embed-health-tool-vaccination-tool] ภาวะแทรกซ้อนของทารกคลอดก่อนกำหนด มีอะไรบ้าง การที่ทารกคลอดเร็วกว่าที่กำหนดอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาภายหลังได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ยิ่งทารกเกิดเร็วเท่าใดยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นเท่านั้น ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น ภาวะแทรกซ้อนของทารกคลอดก่อนกำหนดในช่วงสัปดาห์แรก อาจมีดังต่อไปนี้ ปัญหาการหายใจ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากปอดยังไม่แข็งแรง และขาดสารลดแรงตึงผิวที่ช่วยให้ปอดขยายตัว ทำให้ปอดไม่สามารถขยายและหดตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ทารกมีอาการหายใจลำบาก นอกจากนี้ทารกบางรายก็อาจมีอาการหยุดหายใจเป็นเวลานาน ที่เรียกว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัญหาหัวใจ ปัญหาหัวใจที่พบบ่อยที่สุดใน ทารกคลอดก่อนกำหนด คือ โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน (PDA) หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดปัญหาหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยยา การถ่ายเลือด หรือการผ่าตัด ปัญหาสมอง ยิ่งทารกเกิดเร็วมากเท่าใด ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมองมากขึ้นเท่านั้น อาการเลือดออกในสมองสามารถหายขาดได้เอง แต่ทารกบางคนอาจมีอาการรุนแรงจนทำให้สมองได้รับบาดเจ็บได้ ปัญหาการควบคุมอุณหภูมิ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะสูญเสียความร้อนในร่างกายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผิวหนังบาง ร่างกายยังไม่มีไขมันเก็บสะสมไว้ ทำให้ไม่สามารถกักเก็บความร้อนไว้ในร่างกายได้ และทำให้อุณภูมิร่างกายลดต่ำลง ภาวะอุณหภูมิลลดต่ำกว่าปกติอาจนำไปสู่ปัญหาการหายใจและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ในช่วงแรกจึงต้องอยู่ในตู้อบเพื่อรักษาอุณภูมิจนกว่าร่างกายจะโตพอและสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายเองได้ ปัญหาทางเดินอาหาร ทารกคลอดก่อนกำหนด ระบบทางเดินอาหารยังไม่แข็งแรง ส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลำไส้เน่าอักเสบ (Necrotizing enterocolitis NEC) […]


ทารกคลอดก่อนกำหนด

ไขข้อสงสัย พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด มีอะไรบ้าง

การคลอดก่อนกำหนดอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อ พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากร่างกายและสมองของทารกอาจไม่ได้มีเวลาพอที่จะพัฒนาอย่างเต็มที่ เมื่อทารกคลอดออกมาจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ บทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับพัฒนาการของลูกน้อยมาฝากคุณแล้วที่นี่เลย [embed-health-tool-vaccination-tool] พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด มีอะไรบ้าง? พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการที่เหมือนกับเด็กที่คลอดตามปกติ แต่ยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดมากเท่าใด ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสการมีปัญหาทางพัฒนาการมากขึ้นเท่านั้น ทารกคลอดก่อนกำหนด น้อยกว่า 36 สัปดาห์ อวัยวะของทารกในช่วงนี้มีการพัฒนาอย่างเต็มที่ แต่ยังคงต้องมีการพัฒนาของสมองเพิ่มเติม ทารกที่คลอดในช่วงนี้อาจมีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิดปัญหาด้านพัฒนาการและการหายใจ ในช่วงแรกอาจต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อเพิ่มน้ำหนัก และให้อาหารผ่านอุปกรณ์ช่วยเหลือ ทารกที่คลอดก่อนกำหนด น้อยกว่า 28 สัปดาห์ ทารกมักจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัม อวัยวะต่างๆยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาพัฒนาการด้านต่าง ๆ และความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีภาวะแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วยในระหว่างการดูแลของแพทย์ พัฒนาการทางภาษาของ ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่ อาจมีพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าเด็กที่คลอดปกติ และอาจมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหาการเรียนรู้ การคิด หรือการได้ยินเสียง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถทางด้านภาษาของเด็กเป็นอย่างมาก พัฒนาการทางร่างกายของ ทารกคลอดก่อนกำหนด โดยปกติเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีพัฒนาทางร่างกายเป็นไปตามลำดับ เพียงแต่อาจจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่าหรือมีน้ำหนักที่น้อยกว่า และมีปัญหาผิดปกติของกล้ามเนื้อเล็กน้อย เช่น ปัญหาเรื่องการจับดินสอ การเดินรอบสิ่งกีดขวาง การวาดรูป การถือแก้วโดยไม่ให้น้ำหก ทารกคลอดก่อนกำหนด มีแนวโน้มมีปัญหาเรื่องฟัน เช่น เคลือบฟันผิดปกติ ฟันอาจมีสีเทาหรือน้ำตาล ผิวไม่เรียบ ฟันอาจขึ้นช้ากว่าปกติ หรือรูปร่างของฟันอาจส่งผลต่อการกัด พัฒนาการทางประสาทสัมผัส การได้ยิน ทารกคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสมากที่จะมีปัญหาหูหนวกหรือหูตึง การมองเห็น […]


การดูแลทารก

ดูแลทารกแรกเกิด ให้แข็งแรงปลอดภัย ทำอย่างไร

การ ดูแลทารกแรกเกิด สำหรับคุณแม่มือใหม่หลายคนอาจเป็นเรื่องยาก เพราะทารกพูดไม่ได้จึงแสดงออกได้เพียงการร้องไห้หรือส่งเสียง การหมั่นสังเกตท่าทางและพฤติกรรมเพื่อตีความหมายในสิ่งที่ทารกต้องการได้อย่างถูกต้องอาจช่วยได้  นอกจากนั้น การดูแลทำความสะอาดร่างกายลูกน้อยอย่างถูกวิธี การอุ้ม การกอด การสัมผัสจากคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกในครอบครัว ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ลูกน้อยแข็งแรงสุขภาพดีและปลอดภัย [embed-health-tool-vaccination-tool] พื้นฐานในการดูแลทารกแรกเกิด เนื่องจากอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรง และผิวของทารกยังค่อนข้างบอบบาง จึงอาจติดเชื้อหรือบาดเจ็บได้ง่าย พื้นฐานการดูแลเด็กทารกแรกเกิด ควรปฏิบัติ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาด ก่อนจับตัวทารก ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งเพราะทารกยังไม่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย รองรับศีรษะและคอทารก ขณะอุ้มทารกควรใช้มือรองรับศีรษะและประคองคอทารกเนื่องจากบริเวณคอและศีรษะยังไม่แข็งแรง อย่าเขย่าทารกแรกเกิด การสั่นสะเทือนอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองของทารกแรกเกิดได้ ระวังความปลอดภัย เมื่อใช้รถเข็นเด็กควรยึดทารกให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดการเด้งของตัวทารก และไม่ควรเล่นกับทารกด้วยความรุนแรง ดูแลทารกแรกเกิด ต้องใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ รวมทั้งสมาชิกครอบครัว หรือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลทารกแรกเกิด เรื่องที่ควรต้องระวังเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ของทารก ได้แก่ การอุ้มและการกอด ในช่วงแรกทารกยังต้องการความอบอุ่นจากการอุ้มและกอด โดยเฉพาะจากมารดา เนื่องจากเป็นสภาวะแวดล้อมที่ใกล้เคียงเหมือนตอนอยู่ในครรภ์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งและเชื่อมต่ออารมณ์ความรู้สึกกับทารก และส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และพัฒนาการด้านอื่น ๆ ได้ด้วย คุณพ่อและคุณแม่ควรอุ้มเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ทารกอยู่เสมอ ผ้าอ้อมและกระดาษชำระแบบเปียก ปัจจุบันนี้ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทุกบ้านควรเตรียมให้เพียงพอเพราะทารกมีการขับถ่ายบ่อย อาจมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน ที่สำคัญคือการเช็ดทำความสะอาดผิวหนังของทารก ด้วยกระดาษชำระแบบเปียก หลังจากนั้น ควรซับเบา ๆ ด้วยผ้าอ้อมที่เป็นผ้าแห้ง และควรใช้ครีมทาผิวก่อนใส่ผ้าอ้อม ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดผื่นผ้าอ้อมในทารกได้ การอาบน้ำ เตรียมอุปกรณ์อาบน้ำให้พร้อมสำหรับทารกให้เรียบร้อยก่อนอาบน้ำ ทั้งผ้าขนหนูอาบน้ำ ผ้าขนหนูเช็ดตัว […]


การดูแลทารก

วิธีห่อตัวทารก ประโยชน์ และความเสี่ยงของการห่อตัวทารก

วิธีห่อตัวทารก ที่เหมาะสม คือ ไม่ควรห่อตัวทารกจนแน่นเกินไป แต่ควรห่อให้กระชับพอดี ทำให้ทารกไม่รู้สึกอึดอัด การห่อตัวทารกเป็นวิธีที่อาจช่วยให้ทารกนอนหลับได้สบายมากขึ้น ช่วยเพิ่มความอบอุ่น และทำให้ทารกรู้สึกปลอดภัย เหมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตาม การห่อตัวทารกอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้ทารกรู้สึกไม่สบายตัว และอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเคลื่อนไหวของทารกได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ประโยชน์ของการห่อตัวทารก ประโยชน์ของการห่อตัวทารกจะช่วยลดปฏิกิริยาการตื่นตกใจเมื่อนอนหลับ โดยอาจสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีอาการกระตุกหรือตกใจตื่นขณะหลับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ การห่อตัวจึงมีประโยชน์ช่วยลดการสะดุ้งตกใจเพราะเหมือนเป็นการช่วยปลอบประโลมและทำให้ทารกรู้สึกปลอดภัย การห่อตัวยังทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ที่มีพื้นที่ให้เคลื่อนไหวได้น้อย รู้สึกเหมือนกำลังถูกกอด ช่วยให้ทารกรู้สึกสงบนอนหลับสบายมากขึ้น และร้องไห้น้อยลง วิธีห่อตัวทารก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้ผ้าอ้อมทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ เนื้อผ้านิ่มสบายไม่เป็นขุย ระบายอากาศได้ดี และซักทำความสะอาดเรียบร้อย โดยวิธีห่อตัวทารกอย่างปลอดภัยขณะทารกหลับ มี 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ พับผ้าห่อตัวเป็นสามเหลี่ยมจากนั้นพับมุมด้านหนึ่งลงมาประมาณ 6 นิ้ว วางทารกลงบนผ้าอย่างนุ่มนวลและจัดท่าให้ศีรษะอยู่เหนือรอยพับและลำตัวเหยียดตรง จากนั้นนำผ้าทางด้านซ้ายห่อแขนซ้ายและหน้าอกของทารก แล้วนำมุมผ้าสอดไว้ใต้ลำตัวด้านขวาของทารกโดยไม่ปิดแขนขวา พับมุมด้านล่างขึ้นปิดเท้าของทารกแล้วสอดเก็บไว้ใต้คางของขอบผ้าด้านบน สุดท้ายจับแขนขวาทารกให้ชิดกับลำตัวนำผ้าด้านขวาพาดปิดแขนแล้วสอดปลายผ้าไว้ใต้ตัวด้านซ้าย ข้อควรระวัง ผ้าห่อตัวควรกระชับพอดีกับตัวทารก ไม่รัดแน่นจนเกินไป ผ้าห่มรอบสะโพกของทารกก็ควรหลวมพอดีเพื่อให้ทารกขยับขาได้อย่างอิสระใต้ผ่าห่อตัว ถ้าหากลูกน้อยต้องการเหยียดแขน ก็สามารถปล่อยแขนทารกออกมาหนึ่งหรือสองข้างก็ได้ หรือถ้าหากลูกดิ้นมากเกินไป ก็อาจต้องปล่อยให้ลูกน้อยอยู่อย่างอิสระ เพราะไม่ใช่ทารกทุกคนที่จะชอบการห่อตัว ลองเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตามความชอบของทารก ความเสี่ยงของการห่อตัวทารก คุณพ่อคุณแม่แม่หลายคนอาจไม่เคยรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับการห่อตัวทารก การห่อตัวอาจทำให้ทารกนอนหลับยาวนานขึ้น ตื่นยากขึ้น และลดการตื่นตัวในทารก ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกเสียชีวิตด้วยโรคไหลตายในทารก หรือโรค SIDS ได้ ดังนั้น จึงควรเลือกผ้าฝ้ายแผ่นบาง ๆ […]


ทารกคลอดก่อนกำหนด

วิธี ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หมายถึง ทารกที่คลอดก่อนสัปดาห์ที่ 38 ของการตั้งครรภ์ โดยปกติทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักจะยังมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์และมีร่างกายที่อ่อนแอ จึงควรมีการ ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ทารกมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดีสมวัยต่อไป [embed-health-tool-vaccination-tool] ทำไมทารกจึง คลอดก่อนกำหนด ยังไม่เป็นที่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมทารกจึงคลอดก่อนกำหนด ในบางครั้งอาจเป็นเพราะสุขภาพของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ แม่บางคนอาจเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหรือไต การติดเชื้อที่ถุงน้ำคร่ำหรือทางเดินปัสสาวะ หรืออาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด ดังนี้ เลือดออกจากรกเกาะต่ำ หรือรกแยกตัวออกจากครรภ์ ครรภ์ไม่ปกติ อุ้มท้องเด็กมากกว่า 1 คน ในครั้งเดียว มีน้ำหนักน้อยในระหว่างตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด หรือดื่มสุราขณะตั้งครรภ์ ใช้ยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ ข้อควรรู้สำหรับ ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด อาจต้องเพิ่มการดูแลเป็นพิเศษ ในเบื้องต้นคุณหมอจะพิจารณาดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดที่โรงพยาบาล เมื่อร่างกายทารกสมบูรณ์แล้วจึงสามารถกลับบ้านได้ ซึ่งวิธีดูแลทารกนั้นมีดังนี้ ทารกคลอดก่อนกำหนดอาจมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย ต้องการความอบอุ่นและการเลี้ยงดูเป็นพิเศษ ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีภาวะแทรกซ้อน ทารกที่ติดเชื้อต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ทารกบางรายอาจไม่หายใจหรือหายใจเหนื่อย จึงจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือโดยด่วนโดยใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อเพิ่มออกซิเจน เครื่องอุ่นสำหรับทารก ทารกคลอดก่อนกำหนดบางรายจำเป็นต้องใช้เครื่องอุ่นเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายในขณะเฝ้าติดตามอาการ เครื่องส่องไฟเพื่อรักษาอาการตัวเหลือง เนื่องจากทารกแรกเกิดจะมีความเสี่ยงของภาวะตัวเหลืองมากกว่าเด็กคลอดครบกำหนดจากหลายกลไก เมื่อร่างกายของทารกคลอดก่อนกำหนด แข็งแรงขึ้นและได้รับคำยืนยันจากคุณหมอว่าสามารถกลับบ้านได้ จึงนำทารกกลับไปเลี้ยงดูที่บ้านได้ซึ่งต่างมีความสำคัญเช่นกัน สิ่งสำคัญในการ ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด การ ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ อุณหภูมิ อุณภูมิสำหรับทารกต้องสบายและปลอดภัย ควรปรับอุณภูมิในบ้านให้พอเหมาะด้วยเครื่องปรับอากาศ […]


การดูแลทารก

ดูแลทารกผิวแห้ง ทำได้อย่างไร เพื่อให้ผิวลูกชุ่มชื้น

ผิวแห้ง เป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่พบบ่อยในทารก การ ดูแลทารกผิวแห้ง จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสนใจ เนื่องจาก ผิวของทารกนั้นบอบบางและแพ้ง่าย เมื่อทารกผิวแห้งอาจทำให้เกิดอาการคัน ผื่น รวมถึงผิวลอก ซึ่งอาจสร้างความรำคาญใจ หรืออาจทำให้ทารกไม่สบายตัวได้ บางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การดูแลผิวทารกให้กลับมาชุ่มชื้นนั้น อาจช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ทารกผิวแห้ง เกิดจากอะไร ทารกผิวแห้งมักมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม สภาพผิวที่บอบบางของทารกแรกเกิด หรือโรคบางชนิด เช่น โรคผิวหนัง กลาก โรคสะเก็ดเงิน นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ สภาพอากาศ ผิวแห้งอาจเกิดขึ้นได้ในฤดูหนาว เมื่ออุณภูมิและความชื้นลดลง ความร้อนหรือความเย็น การที่ลูกต้องเผชิญสภาพอากาศร้อน หรืออยู่ในห้องที่อากาศเย็นจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ อาจเป็นตัวลดความชื้นและทำให้ผิวแห้งได้ การอาบน้ำ การอาบน้ำอุ่นเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ทารกผิวแห้งได้ หรือการว่ายน้ำในสระที่มีคลอรีนก็อาจทำให้ผิวแห้งด้วยเช่นกัน สบู่ ผงซักฟอก หรือแชมพูบางชนิด อาจดึงเอาความชุ่มชื้นออกจากผิวได้ สภาพผิว ผู้ที่เป็นโรคผิวหนัง กลาก โรคสะเก็ดเงิน อาจมีแนวโน้มทำให้ผิวแห้ง เวอร์นิกซ์ (Vernix) เป็นสารสีขาวเคลือบปกปิดผิวของทารกเมื่ออยู่ในครรภ์ ในทารกบางคนอาจมีเวอร์นิกซ์ติดร่างกายออกมาด้วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายและสามารถล้างออกได้ ในช่วงแรกเมื่อทารกสูญเสียเวอร์นิกซ์อาจทำให้เกิดผิวลอกในช่วงสัปดาห์แรก ดูแลทารกผิวแห้ง […]


โภชนาการสำหรับทารก

อาหารที่ทารกไม่ควรกิน มีอะไรบ้าง

การเรียนรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมกับทารก เช่น อาหารที่ทารกไม่ควรกิน ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเมื่อต้องดูแลเด็กทารก เพราะอาหารส่งผลต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย กล้ามเนื้อ และสมอง การหลีกเลี่ยงอาหารที่ทารกไม่ควรกิน และให้ทารกกินอาหารที่เหมาะสม เช่น น้ำนมแม่ จะช่วยให้ทารกเจริญเติบโตสมวัย และลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพบางประการได้ เช่น ภูมิแพ้อาหาร ท้องร่วง อาหารที่ทารกไม่ควรกิน มีอะไรบ้าง นมวัว เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 เดือนไม่ควรดื่มนมวัวประเภท UHT หรือนมวัวพาสเจอร์ไรส์เป็นอาหารหลัก เนื่องจากมีสารอาหารโปรตีน โซเดียม และโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจทำให้ไตของเด็กทำงานหนักเกินไป อีกทั้งนมวัวยังมีสารอาหารน้อยกว่านมแม่อีกด้วย แต่หากคุณแม่ไม่มีน้ำนม หรือไม่สามารถให้นมแม่ได้ แนะนำให้กินนมผงชนิดชงสำหรับทารก และควรปรึกษานักโภชนาการหรือกุมารแพทย์ก่อนเสมอ เครื่องดื่มรสหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ไม่เหมาะสำหรับเด็กทารก เนื่องจากมีน้ำตาลสูงและอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะฟันผุได้ นอกจากนี้ การให้เด็กกินน้ำหวานมากยังอาจทำให้เด็กติดน้ำหวาน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคอ้วนในเด็กได้อีกด้วย น้ำผึ้ง น้ำผึ้งอาจมีสปอร์ของแบคทีเรียและสารบางชนิด เช่น โบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum toxin) ที่เป็นอันตรายต่อทารก คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีกินน้ำผึ้ง เกลือ ไม่ควรใส่เกลือลงไปในอาหารของทารก เนื่องจากเกลืออาจทำให้ไตที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ของทารกเสียหายได้ เด็กควรได้รับเกลือจากแหล่งธรรมชาติอย่างนมแม่เท่านั้น อาหารที่มีปริมาณเกลือสูง ไม่ควรให้ทารกกิน เช่น เบคอน ไส้กรอก […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน