พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทารกสะอึกแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง

เรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่คงจะหนีไม่พ้นการดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย แน่นอนว่าการใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงจะรู้จักลูกน้อยของตนเองดีกว่าใคร ยิ่งถ้าหากวันไหนลูกเกิดมีอาการผิดสังเกตไปจากปกติ คุณพ่อคุณแม่คงหวั่นใจไม่น้อย หนึ่งในอาการที่มักพบได้บ่อยในเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน คืออาการ “สะอึก”1 คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าอาการสะอึกของลูกปกติดีหรือไม่? ลูกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า? Hello คุณหมอได้รวบรวมคำตอบ พร้อมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการสะอึกของทารก เอาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ลูกสะอึกก็พร้อมรับมือด้วยความมั่นใจได้อย่างแน่นอน ลูกสะอึกแต่ละที สะเทือนไปทั้งตัว แม้ว่าอาการสะอึกจะเกิดขึ้นกับคนได้ทุกวัย ถ้าแก้ไขถูกวิธีแค่ไม่นานก็หาย ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อเด็กทารกสะอึก กลับดูสะเทือนไปทั้งตัว จนคุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้ว่าลูกจะเจ็บตรงไหนหรือรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า ที่จริงแล้วอาการสะอึกไม่ได้รบกวนลูกน้อยแต่อย่างใด ทารกที่สะอึกสามารถกินและนอนได้ตามปกติ หากอาการสะอึกนั้นเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เพียง 5-10 นาที2 สาเหตุที่ทารกสะอึกคืออะไร ทารกสะอึกไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ทารกอิ่มนมแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเพราะดื่มเยอะ ดื่มเร็ว หรือกลืนอากาศเข้าไปด้วย สาเหตุเป็นเพราะนมที่ดื่มเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัว จนเกิดแรงดันส่งไปยังกล้ามเนื้อกะบังลม พอหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลมก็จะหดตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงสะอึกออกมา³ อาการสะอึกของเด็กทารก มักพบได้บ่อยในช่วง 3 เดือนแรก พออายุเข้า 4-5 เดือน อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ลดลง หายไปเอง นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้นแล้ว เหตุผลที่เด็กทารกสะอึกก็อาจมาจากอาการท้องอืด เพราะระบบย่อยอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดก็ได้เช่นกัน3 ทารกสะอึกแบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย     อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าทารกสะอึกจะเกิดขึ้นเพียง 5-10 นาที จากนั้นจะค่อยๆ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ฝึกลูก หย่านมแม่ อย่างไรให้ถูกวิธีและได้ผล

หย่านมแม่ หมายถึง การที่เด็กเปลี่ยนจากดูดนมแม่จากเต้าไปดูดนมขวดหรือรับประทานอาหารอย่างอื่นทดแทน คุณแม่ส่วนใหญ่มักให้ลูกหย่านมหลังจากลูกอายุครบ 1 ขวบ ซึ่งเด็กในวัยนี้จะเริ่มหัดเดิน หัดพูด และกินอาหารหยาบได้มากขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรให้ลูกน้อยดูดนมแม่ไปให้นานที่สุด ตราบเท่าที่คุณแม่และลูกน้อยสบายใจ เมื่อลูกน้อยพร้อมและจะช่วยให้การหย่านมแม่เป็นเรื่องง่ายขึ้น สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกพร้อมหย่านมแม่แล้ว เด็กบางคนอาจไม่ยอมเลิกดูดนมแม่ง่าย ๆ ในขณะที่เด็กบางคนอาจส่งสัญญาณบอกคุณแม่ว่าพร้อมจะหย่านมแล้ว ซึ่งสัญญาณเหล่านั้นได้แก่ ทำท่าทางเหมือนไม่สนใจ หรือไม่อยากดูดนมแม่ ใช้เวลาในการดูดนมแม่น้อยลง ในช่วงที่กำลังดูดนมแม่ ลูกมักมีอาการวอกแวกง่ายขึ้น ไม่จดจ่อกับการดูดนมแม่ ไม่ได้ดูดนมจริงจัง แต่แสดงท่าทางเหมือนกำลังเล่นอยู่มากกว่า เช่น ดึงหรือกัดหัวนมแม่ ซึ่งควรให้ลูกเลิกดูดนมแม่ อมหัวนมไม่ได้ตั้งใจดูดนมให้มีน้ำนมไหลออกมา วิธีฝึกลูก หย่านมแม่ แบบปลอดภัยและเหมาะสม การหย่านมแม่นั้นมีอยู่หลายวิธี ควรเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวคุณแม่และลูกน้อยมากที่สุด ซึ่งมีวิธีต่าง ๆ ดังนี้ เปลี่ยนให้สมาชิกคนอื่นป้อนนม คุณแม่ควรปล่อยให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัว เช่น คุณพ่อ คุณยาย หรือพี่เลี้ยงเด็กป้อนนมจากขวดเมื่อลูกน้อยหิว โดยคุณแม่อาจต้องหลบไปอยู่อีกห้องหนึ่งเพื่อไม่ให้ลูกเห็น ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเด็ก ๆ มักจะมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นเวลาที่ไม่เห็นคุณแม่อยู่ใกล้ ๆ หรือถ้าคุณแม่ป้อนนมขวดเอง ควรเปลี่ยนบรรยากาศจากเคยป้อนนมในห้องนอน อาจเปลี่ยนไปป้อนนมในห้องนั่งเล่นแทน หรือลองเปลี่ยนท่าป้อนนมใหม่ ถ้าใช้วิธีนี้แล้วยังไม่ได้ผล อาจให้ลูกดูดนมแม่เหมือนเดิม ไว้รอหลังจากนั้นสองสามสัปดาห์แล้วค่อยทดลองอีกครั้ง สลับมื้อระหว่างป้อนนมขวดกับดูดนมแม่ วิธีการหย่านมแบบนี้จะค่อยเป็นค่อยไป โดยเปลี่ยนจากให้ลูกดูดนมแม่มาเป็นให้นมขวดในบางมื้อ ซึ่งอาจจะเป็นนมแม่ที่ปั๊มใส่ขวดเอาไว้ นมผงชงใส่ขวด หรือจะเป็นอาหารหยาบก็ได้ ทั้งนี้ […]


โรคเด็กและอาการทั่วไป

โรคติดต่อหน้าฝน ในเด็ก มีอะไรบ้างที่พ่อแม่ควรระวัง

โรคติดต่อหน้าฝน เป็นโรคที่เกิดจากความเปียกแฉะและความอับชื้นของสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม โดยมักทำให้เด็ก ๆ เจ็บป่วยเนื่องจากร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก ๆ ยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลสุขภาพร่างกายของลูก และระมัดระวังให้ร่างกายของลูกแห้งอยู่เสมอเพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] โรคติดต่อหน้าฝน ที่พ่อแม่ควรระวัง โรคติดต่อหน้าฝน ในเด็ก ที่พบได้บ่อยและควรระวัง ได้แก่ โรคต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด ไข้ไทฟอยด์ ภาวะอาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ทำให้ผู้ป่วยท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ ต้องใส่ใจและระมัดระวังกับเรื่องอาหารการกินของลูกมากเป็นพิเศษ คอยตรวจสอบวัตถุดิบที่ใช้ต้องสะอาดสดใหม่ และผ่านการปรุงสุกอย่างดี เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคติดต่อหน้าฝนที่พบบ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขา และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเกิดกับเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม หากเด็ก ๆ ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีหนู หรืออยู่ในพื้นที่ทางการเกษตร […]


โภชนาการเด็กวัยเรียน

น้ำมันปลา เด็กกินได้ไหม มีประโยชน์และข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

น้ำมันปลา อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งอาจมีประโยชน์ทางสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น ช่วยเสริมสุขภาพดวงตา ช่วยเพิ่มไขมันดีในร่างกาย และอาจช่วยด้านความจำ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาข้อควรระวังในการให้ลูกบริโภคน้ำมันปลาให้เข้าใจก่อนให้ลูกกินน้ำมันปลา เพื่อให้ลูกได้รับประโยชน์จากน้ำมันปลาสูงสุด และเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพน้อยที่สุด เด็กแต่ละวันควรบริโภคน้ำมันปลาวันละเท่าไหร่ จากข้อมูลปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำปริมาณในการบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 3 (ชนิด DHA และ EPA) ต่อวัน โดยแบ่งตามช่วงอายุได้ดังนี้ ช่วงอายุ 6 เดือน-2 ปี ควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 10-12 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ช่วงอายุ 2-3 ปี ควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 100-150 มิลลิกรัม/วัน ช่วงอายุ 4-5 ปี ควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 150-200 มิลลิกรัม/วัน ช่วงอายุ 6-8 ปี […]


โรคเด็กและอาการทั่วไป

ลูกปวดหัว อาการแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง

ลูกปวดหัว เป็นภาวะสุขภาพในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม แม้จะปวดหัวเพียงเล็กน้อย เพราะอาการปวดหัวบางครั้งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้โรคบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ควรหมั่นสังเกตอาการปวดหัวของลูกน้อย และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดหัวว่าแบบไหนที่ต้องระวัง และควรปรึกษาคุณหมอหากลูกปวดหัวเรื้อรัง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด [embed-health-tool-vaccination-tool] ลูกปวดหัว แบบไหนที่ควรระวัง 1. ปวดหัวบ่อย จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าลูกมีอาการปวดหัวบ่อย ๆ มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จนกระทบกับชีวิตประจำวัน เช่น ทำการบ้านไม่ได้ เล่นไม่สนุก หรือไม่อยากแม้กระทั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปหาคุณหมอ แม้ว่าอาการปวดหัวอาจจะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แต่หากลูกปวดหัวจนไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ นอกจากนี้ หากลูกปวดหัวนานหลายชั่วโมง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือไม่ควรให้ยารับประทานเอง 2. ลูกปวดหัว จนรบกวนการนอนหลับ เด็ก ๆ อาจจะตื่นนอนกลางดึกได้เป็นปกติ หากแต่ตื่นนอนเพราะปวดหัวควรพาไปพบคุณหมอเพราะวัยเด็กเป็นวัยที่ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต แต่หากต้องตื่นกลางดึกเพราะปวดหัว อาจหมายถึงความผิดปกติหรือความกังวลใจ นอกจากจะทำให้ลูกสุขภาพแย่ลง เพราะนอนไม่เต็มอิ่มแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคไมเกรนในเด็ก โรคเครียด โรคเกี่ยวกับสมอง 3. ปวดหัวและวิงเวียนศีรษะ อยากอาเจียน หรือมีอาการปวดท้องร่วมด้วย หากลูกปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการปวดท้องด้วย อาจเป็นอาการของโรคไมเกรนในเด็ก ซึ่งสามารถเป็นได้ตั้งแต่ทารก หากเด็ก ๆ ร้องไห้ เอามือกุมหัวด้วยความเจ็บปวด […]


โรคทางเดินหายใจในเด็ก

เด็กนอนกรน แบบไหนที่ไม่ปกติ

อาการนอนกรนในเด็ก หรือ เด็กนอนกรน เป็นปัญหาสุขภาพเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามพ่อแม่ เด็กนอนกรน อาจเกิดจากปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น กรามเล็ก วามสามารถของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ทำงานประสานกันได้ไม่ดีตอนนอนหลับ ทำให้ปิดกั้นทางเดินหายใจ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ เด็กนอนกรน เกิดจากอะไร อาการนอนกรนในเด็ก เป็นปัญหาสุขภาพเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจาก อาจเกิดจากปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น กรามเล็ก หรือมีทางเดินหายใจที่แคบตั้งแต่เกิด อีกอย่างหนึ่งคือ ความสามารถของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ทำงานประสานกันได้ไม่ดีตอนนอนหลับ ทำให้ปิดกั้นทางเดินหายใจ แต่สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เด็กนอนกรน คือ ต่อมทอนซิล (Tonsils) มีหน้าที่หลักในการดักจับและกำจัดเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร และต่อมอดีนอยด์ขยาย (Adenoids) ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในส่วนหลังของโพรงจมูก มีโครงสร้างภายในใกล้เคียงกับต่อมทอนซิล มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรค และผลิตเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจจนเกิดเสียงกรนที่เป็นภาวะอันตราย จากการศึกษาพบว่า ปกติแล้ว 11%-12% ของเด็ก ๆ วัย 1-9 ปี มักจะมีอาการกรน โดยจะกรนอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเสียงดังพอที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ยิน หากกรนมากกว่านี้คือเริ่มไม่ปกติแล้ว หากไม่เข้ารับการรักษาอาจทำให้เด็กถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอนกรน แบบนี้ ไม่ดีแน่ กรนเสียงดัง นอนอ้าปากกรน หรือมีอาการสำลัก ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เนื่องจากมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจ […]


โภชนาการเด็กวัยเรียน

ติดน้ำหวาน เป็นอันตรายอย่างไรต่อร่างกายของลูก

เด็กติดน้ำหวาน เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบได้มาก จากข้อมูลของสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย พบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2562 มีจำนวนของเด็กที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนกว่าร้อนละ 1.6-2.3 และเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กว่าร้อยละ 15.3 อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาเด็กติดน้ำหวานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน ทำลายสุขภาพฟัน และอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็ก ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรจัดการกับปัญหาการติดน้ำหวานของเด็กให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ [embed-health-tool-bmi] ติดน้ำหวาน อันตรายอย่างไร อาจทำให้อ้วน มีงานวิจัยมากกว่า 90 ชิ้น ที่บอกว่าน้ำหวานกับปัญหาน้ำหนักตัวของเด็กเกี่ยวข้องกัน การกินน้ำหวานวันละ 1 แก้วหรือ 2 แก้วต่างก็ทำให้เกิดปัญหาได้ การให้ลูกๆ กินน้ำหวาน นอกจากจะแคลอรี่สูงแล้ว ยังไม่ช่วยทำให้อิ่มอีกด้วย เด็กๆ จะรู้สึกอยากกินอย่างอื่นเพิ่มอีกเวลาที่กินน้ำหวาน มีงานวิจัยที่พบว่า เด็กผู้หญิงที่กินน้ำหวานมากๆ ในวัย 3-9 ขวบ ตอนที่อายุ 13 ปี เด็กผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าเพื่อนๆ แถมยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะเด็กๆ มีรอบเอวหนา มีความดันสูง และมีไขมันดี […]


สุขภาพวัยรุ่น

คุยกับเด็กเรื่องเซ็กส์ เริ่มต้นอย่างไร ควรพูดอะไรบ้าง

คุยกับเด็กเรื่องเซ็กส์ อาจไม่ใช่หัวข้อที่ผู้ปกครองต้องการคุย ทั้งที่จริงแล้ว หากเด็กรู้สึกว่าพ่อกับแม่ไม่เปิดใจที่จะพูดคุยหรือรับฟังเวลาที่เขาต้องการใครสักคน อาจทำให้เด็กไม่กล้าที่จะคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ จนต้องหันหน้าไปพึ่งคนนอกครอบครัว หรือหาข้อมูลด้วยตนเองซึ่งอาจไม่น่าเชื่อถือหรือทำให้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ หากพ่อแม่ช่วยให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมในการดูแลสุขภาพทางเพศและการมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย อาจช่วยลดปัญหาเรื่องเพศในสังคมได้ [embed-health-tool-bmi] ทำไมต้องคุยกับเด็กเรื่องเซ็กส์   พ่อกับแม่คือคนที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด คำแนะนำที่ดีสามารถกระตุ้นให้ลูกรู้จักดูแลร่างกายของตนเอง และกระตุ้นจิตสำนึกที่จะเกิดความนับถือตัวเอง หากไม่มั่นใจว่าจะสามารถให้คำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับเซ็กส์แก่ลูกได้หรือไม่ อาจหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ หรือปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ การสอนลูกและพูดคุยกับลูกให้มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเพศ และแสดงถึงความเข้าใจในตัวของลูก จะช่วยให้ลูกเข้าใจเรื่องเซ็กส์ มีสุขภาพทางเพศที่ดี รู้จักดูแลและป้องกันตนเอง หรือหากมีปัญหา ลูกรู้สึกอุ่นใจว่ามีพ่อกับแม่พร้อมรับฟังและเป็นที่พึ่ง คุยกับเด็กเรื่องเซ็กส์เวลาไหนดีที่สุด ในช่วงอายุ 8 – 12 ปี เด็ก ๆ มักจะเริ่มสงสัยในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าปกติหรือเปล่า และอาจเริ่มถามคำถาม ที่อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกอึดอัดที่จะพูดคุยเรื่องนี้กับลูก และพยายามหลีกเลี่ยง แต่จริง ๆ แล้ว การพูดคุยกับลูกอย่างเปิดใจ และตรงไปตรงมา จะช่วยให้ลูกจะเข้าใจเรื่องเพศ และสามารถตัดสินใจเรื่องเพศได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีที่ดีทีสุดคือการรับฟังและตอบข้อสงสัยของลูก แทนการสั่งสอนหรืออบรมเพียงฝ่ายเดียว ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคุยเรื่องเซ็กส์นั้นไม่มีขอบเขตหรือกำหนดเวลาที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น หากคุณแม่หรือคนในครอบครัวตั้งครรภ์ และเด็กสงสัยว่าทารกเข้าไปอยู่ในท้องของผู้หญิงได้อย่างไร หรือหากมีโฆษณาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ๋อนเร้นผู้หญิง หรือผ้าอนามัย อาจชวนคุยเรื่องการมีประจำเดือน และการดูแลความสะอาดช่องคลอด หรือโฆษณาถุงยางอนามัย อาจชวนคุยเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สถานการณ์เหล่านี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการพูดคุยเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องปกติ ทำให้กล้าปรึกษากับพ่อแม่ได้โดยไม่เขินอาย  คุยกับเด็กเรื่องเซ็กส์ ควรคุยเรื่องอะไรบ้าง เมื่อลูกมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ พ่อแม่ควรรับฟัง ให้คำปรึกษา […]


การเติบโตและพัฒนาการ

ท่าทางเด็ก แบบไหนที่เรียกว่า ท่าทางผิดรูป

ท่าทางเด็ก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตให้ดี ผิดรูป หมายถึง การที่เด็กหรือทารกอาจมีท่าทางในการวางแขน ขา ศีรษะ หรืออวัยวะต่าง ๆ ที่ผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพเมื่อเด็กโตขึ้น รวมทั้งอาจเป็นอาการของภาวะสุขภาพ รูปร่างกระดูก การขาดสารอาหาร หรือความผิดปกติทางพัฒนาการ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตท่าทางและหากไม่แน่ใจว่าผิดปกติหรือไม่อาจปรึกษาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำหรือรับการตรวจวินิจฉัยต่อไป [embed-health-tool-vaccination-tool] สาเหตุที่ทำให้ ท่าทางเด็ก ผิดรูป สำหรับเด็กเล็กและทารกที่มีการวางท่าทางผิดรูป อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ร่างกายขาดสารอาหารที่ไปพัฒนาอวัยวะในส่วนนั้น ๆ มีพัฒนาการที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น คลาน เดิน วิ่ง เร็วหรือช้ากว่าช่วงวัย พันธุกรรมหรือเป็นโรคบางอย่าง สำหรับเด็กในวัยเรียนและวัยรุ่น ที่มีการวางท่าทางผิดรูป อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ โรคอ้วน อาจทำให้การเดิน ยืน หรือนั่ง ผิดปกติไปจากเด็กที่ไม่มีปัญหาน้ำหนักส่วนเกิน มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่กระตือรือร้น ขาดการออกกำลังกาย หรืออยู่กับที่มากเกินไป จนทำให้การวางท่าทาง ผิดรูป หรือผิดปกติ เพราะอวัยวะบางอย่างอาจจะไม่ได้ใช้งานจนผิดรูปไป เลียนแบบท่าทางจากเด็กคนอื่นที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง เด็กอายุ 3-5 ปีมักจะเลียนแบบคนอื่น และท่าทางก็เป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ ดังนั้น หากเด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบอาจทำให้มีท่าทาง ผิดรูป หรือมีท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย หรือลักษณะทางกายภาพของตนเอง แบกกระเป๋าเรียนที่หนักจนเกินไป ทำให้ร่างกายแบกรับน้ำหนักเกินตัวจนส่งผลต่อรูปร่างของกระดูกหลัง […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทารกแรกเกิดตัวใหญ่ ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ อัตราของ ทารกแรกเกิดตัวใหญ่ เพิ่มสูงขึ้นสูงมาก นอกเหนือจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งกรรมพันธุ์ อายุครรภ์ หรือภาวะสุขภาพของมารดา ยังมีเหตุผลเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ สำหรับความเชื่อที่แพร่หลายว่า ยิ่งทารกมีน้ำหนักแรกคลอดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ ส่งผลต่อสุขภาพดีหรือร้ายมากกว่ากัน [embed-health-tool-due-date] ทารกแรกเกิดตัวใหญ่ ดีอย่างไร ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Federation of American Societies for Experimental Biology ที่มีจุดประสงค์เพื่อชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะต่าง ๆ ของครรภ์มารดา กับน้ำหนักของทารกแรกเกิด และความเสี่ยงของการเป็นโรคต่าง ๆ ในอนาคต นักวิจัยพบว่าทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดมาก จะมีรูปแบบดีเอ็นเอที่ต่อสู้กับโรคได้ดีกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย การค้นพบครั้งใหม่นี้ตามที่ ดร.แคลร์ ควิลเตอร์ แห่งภาควิชาพยาธิวิทยาของมหาวิทยาลัย ได้พิสูจน์ถึงความเชื่อมโยงที่ปฏิเสธไม่ได้ ระหว่างขนาดตัวของเด็กแรกเกิด กับแนวโน้มในการเกิดโรคต่าง ๆ ในอนาคต หรือถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้นก็คือ เด็กที่มีขนาดตัวโตกว่า จะมีโอกาสในการเป็นโรคในช่วงวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่น้อยกว่า ผลการเรียนดีกว่า งานวิจัยจากประเทศอังกฤษชิ้นหนึ่งที่ประเมินชายและหญิงกว่า 3,900 คน ใน 5 ช่วงวัยของชีวิต ได้แก่ ช่วงแรกเกิด อายุ 8 ปี อายุ 11 […]


การเติบโตและพัฒนาการ

ลูกไม่กินข้าว สาเหตุ และวิธีการฝึกให้ลูกกินข้าว

ลูกไม่กินข้าว เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความลำบากใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัย 1–7 ปี เนื่องจากอาจทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของร่างกาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการฝึกให้ลูกกินข้าว เพื่อช่วยดูแลให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสมต่อวัย ลูกไม่กินข้าว เกิดจากอะไร ลูกไม่กินข้าว อาจทำให้ลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งความวิตกกังวลนี้อาจเกิดจากความไม่รู้หรือเข้าใจผิด ของคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องกินและน้ำหนักตัวของลูก ดังนี้ คุณพ่อคุณแม่มีค่านิยมที่ผิด ๆ มองว่า เด็กอ้วนคือสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แข็งแรงและน่ารัก ทำให้มองเด็กที่น้ำหนักปกติว่า เป็นเด็กผอมเกินไป และพยายามยัดเยียดเรื่องกินมากขึ้น เข้าใจผิดว่าลูกน้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นในชั้นเดียวกันที่มีน้ำหนักเกิน  ซึ่งในปัจจุบันมีเด็กอ้วนในบ้านเราอยู่ถึงร้อยละ 15-20 ไม่รู้ว่าเด็กหลังอายุ 1 ขวบ อาจสนใจการกินน้อยลง เด็กอายุขวบปีแรกจะกินเก่งเพราะเป็นช่วงที่เติบโตเร็ว ซึ่งเด็กจะมีน้ำหนักเพิ่มถึง 3 เท่าตัว คือ น้ำหนักแรกเกิดประมาณ 3 กิโลกรัม จะเพิ่มเป็น 9 กิโลกรัม เมื่ออายุ 1 ขวบ จึงมีความต้องการสารอาหารมากตามธรรมชาติและหิวบ่อย กินเก่ง แต่เมื่ออายุ 1 ปี จนถึง 10 ปี จะมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละ 2 กิโลกรัม ทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารน้อยลง […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน