home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

อยากเป็นคนที่ดีขึ้น กว่าเดิม ควรต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

อยากเป็นคนที่ดีขึ้น กว่าเดิม ควรต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ อยากเป็นคนที่ดีขึ้น แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าการเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมนั้น จะต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร ขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นมีมากมายขนาดไหน ทาง Hello คุณหมอ จึงได้นำเรื่องนี้มาฝาก เพื่อให้ผู้ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น ได้ศึกษาและลองปฏิบัติตาม

อยากเป็นคนที่ดีขึ้น ต้องทำอย่างไร

เราทุกคนต่างก็อยากที่จะเป็นคนที่ดีที่สุด แต่หลายคนสงสัยว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะสามารถเป็นคนที่ดีขึ้นได้หรือไม่ แน่นอนว่าถ้าอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ หากเราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นได้ เราก็ต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตัวเอง และผลประโยชน์สูงสุดของผู้อื่น ดังนั้น ถ้าคุณอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ควรทำตามวิธีเหล่านี้

อยากเป็นคนที่ดีขึ้น ต้องปล่อยวางความโกรธ

เราทุกคนมักจะต้องพบเจอกับความโกรธในชีวิต ความโกรธที่ไม่สามารถควบคุมได้จะสร้างปัญหาให้กับความสัมพันธ์และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่ความเครียดและปัญหาอื่น ๆ ได้ ความโกรธจะทำให้ชีวิตซับซ้อนมากขึ้นและทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ถ้า อยากเป็นคนที่ดีขึ้น คุณก็ต้องการเรียนรู้ที่จะจัดการและปล่อยวางความโกรธ

การระบายความโกรธไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ขั้นตอนแรกคือ การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรู้ความโกรธและรู้ว่าควรทำอย่างไร เมื่อคุณมีความรู้สึกโกรธเกิดขึ้น การรับรู้ความโกรธมักเป็นเรื่องง่าย หากคุณพยายามสังเกตว่า เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกไม่พอใจและตัดสินใจที่จะจัดการกับความรู้สึกนี้ แทนที่จะจัดการกับความรู้สึกโกรธด้วยการบอกปัดหรือตะคอกใส่ผู้อื่น ลองมุ่งเน้นไปที่การสังเกตว่า คุณรู้สึกโกรธเมื่อไหร่ ทำไมถึงรู้สึกโกรธ เมื่อคุณรู้แล้วว่ามีความแตกต่างกันระหว่างความรู้สึกโกรธและการแสดงความโกรธออกมา จะทำให้คุณสามารถเลือกได้ว่าจะจัดการกับความโกรธที่เกิดขึ้นอย่างไร

พยายามเตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่า บางคนที่ตัดคุณออกจากการติดต่อสื่อสาร อาจเสียสมาธิจากสิ่งที่ท้าทายในชีวิตของพวกเขาเอง หากเพื่อคนหนึ่งดูเหมือนจะหยาบคายใส่คุณ ลองถามเขาว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้างในวันนี้ และพยายามดูว่ายังมีอะไรอีกที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เขาตัดคุณออกจากการสื่อสาร

นอกจากนี้ คุณยังสามารถมุ่งเน้นไปที่ ตัวกระตุ้น ที่ทำให้คุณรู้สึกโกรธและกำจัดสิ่งเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เช่น หากคุณพบว่าตัวเองหงุดหงิดและโกรธ เมื่อต้องเร่งรีบที่จะจัดการบางอย่างให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้มีเวลาว่างเพิ่มขึ้น จนทำให้คุณไม่พูดคุยกับคนอื่น หรืออาจจะพูดมากไปก็ตาม คุณต้องพยายามกำจัดสิ่งกระตุ้นนั้นออกไป หากใครบางคนกำลังพยายามทำให้คุณโกรธ ควรพยายามจำกัดบทบาทของพวกเขาในชีวิตของคุณ หากยังไม่ได้ผลคุณควรจะต้องพูดคุยกับพวกเขา

สิ่งสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ที่จะละทิ้งความเสียใจและความโกรธที่เหลืออยู่ในแต่ละวัน อย่าตื่นขึ้นมาด้วยความเสียใจตั้งแต่คืนก่อน พยายามมุ่งเน้นไปที่การให้อภัย แม้ว่า คุณยังไม่สามารถจำกัดบทบาทของคนที่ทำผิดและมีบทบาทสำคัญในชีวิตของคุณได้ พยายามอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด

การฝึกผ่อนคลายความเครียด เช่น การทำสมาธิ สามารถช่วยให้คุณคลายความโกรธได้ จงมุ่งเน้นไปที่การปล่อยวางเรื่องในอดีต ให้ความสนใจกับเรื่องในปัจจุบัน ซึ่งทำได้ง่ายกว่าทีจะหลีกเลี่ยงการครุ่นคิดและการอยู่ในสถานที่ที่ดี

ช่วยเหลือผู้อื่น

การช่วยเหลือผู้อื่นอาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผู้ที่ อยากเป็นคนที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้ว หากพูดถึง “คนดี” ทุกคนมักจะนึกถึงคนที่ยอมเสียสละเพื่อคนอื่น นั่นเพราะการทำความดีการเชื่อมโยงระหว่างความบริสุทธิ์ใจและความสุขทางอารมณ์ จึงสามารถทำให้เราเป็นคนที่ขึ้นได้

การวิจัยจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้พบว่า อาจเป็นเรื่องจริงที่ว่าการเป็นผู้ให้มักดีกว่าการเป็นผู้รับ ดังนั้น ในขณะที่คุณอาจรู้สึกเครียด ยุ่ง และกังวลเกี่ยวกับปัญหาของตัวเอง ลองหันเหความสนใจในตัวคุณไปยังความต้องการของผู้อื่น ซึ่งคุณอาจช่วยพวกเขาได้ ซึ่งการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นจะสามารถช่วยลดความเครียดที่กำลังเกิดขึ้นกับคุณได้

การศึกษาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต และสมาชิกในครอบครัวที่เป็นอาสาสมัครในการสนับสนุนผู้ป่วยรายอื่น มีอารมณ์ที่ดีขึ้น ทั้งยังมีความมั่นใจในตัวเอง การรับรู้ตัวเอง และความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้น ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนโดยทั่วไปพบว่า ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก

การช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากจะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นแล้ว การแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยังช่วยให้คุณเป็นคนที่มีความสุขและมีเมตตามากขึ้น เนื่องจากมีหลายวิธีในการแสดงความบริสุทธิ์ใจ นี่จึงเป็นเส้นทางง่าย ๆ ของผู้ที่ อยากเป็นคนที่ดีขึ้น สามารถทำได้

ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในตัวคุณ

การที่คุณเสียเวลาหมกมุ่นอยู่กับการทำงานให้สำเร็จ หรือการหมกมุ่นกับการทำกิจกรรมที่คุณให้ความสนใจอื่น ๆ สิ่งนี้นักจิตวิทยาเรียกว่า “การทุ่มเท” ซึ่งถือเป็นเรื่องทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี การทุ่มเทคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในงานอดิเรก การเรียนรู้ทักษะหรือวิชาใหม่ ๆ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ท้าทายและผ่อนคลาย แต่เมื่อเรารู้สึกท้าทายเกินไปก็จะทำให้รู้สึกเครียด เมื่อสิ่งต่าง ๆ ง่ายเกินไปก็อาจทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดการหาจุดลงตัวระหว่าง 2 สิ่งนี้ จะทำให้คุณมีส่วนร่วมในการทำสิ่งต่าง ๆ ในทางที่ดีมากขึ้น

คุณสามารถสัมผัสกับความทุ่มเทได้จากหลากหลายวิธีการ เช่น การเขียน การเต้นรำ การสร้างสรรค์ การศึกษาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อนำไปสอนผู้อื่นได้ สิ่งนี้อาจทำให้คุณรู้สึกท้าทาย และในทางกลับกัน ผู้อื่นก็อาจจะรู้สึกท้าทายด้วยเช่นกัน พยายามนึกถึงช่วงเวลาที่คุณพบว่า ตัวเองอยู่ในสถานะนี้ให้บ่อยที่สุด และลองทำสิ่งนั้นให้มากขึ้น สถานะของการทุ่มเทเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่า กิจกรรมนั้น ๆ เหมาะกับคุณหรือไม่ เมื่อคุณกำลังทุ่มเทกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นคือการที่คุณกำลังใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในตัวคุณเอง ซึ่งสิ่งนี้จะดีต่อสุขภาพทางอารมณ์และความสุขของคุณเอง นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่ดีต่อคนทั่วไปบนโลกนี้อีกด้วย โดยปกติแล้วจุดแข็งในตัวคุณนั้นสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เมื่อคุณเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากพอที่จะรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งในตัวคุณ และพยายามหาวิธีใช้มันให้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เพียงเท่านี้คุณก็จะเป็นคนที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นเช่นกัน

ลองใช้ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Stages of change)

สำหรับผู้ที่ อยากเป็นคนที่ดีขึ้น ลองใช้เวลาสักครู่ในการเขียนรายการบนกระดาษหรือบนคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและเป้าหมายที่คุณต้องการ แม้บางอย่างอาจจะดูเหมือนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เช่น เพื่อนที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ แต่ก็เพิ่งกังวล ลองเขียนมันลงไปก่อน คุณอาจทำตามผู้นำธุรกิจที่คุณรู้จัก และมีแผน 1 ปี 5 ปี และ 10 ปี สำหรับชีวิตของคุณ ไม่จำเป็นต้องเป็นแผนการที่กำหนดไว้ เป็นแค่เพียงความต้องการและเป้าหมายก็พอ

การระลึกถึงสิ่งที่คุณหวังไว้ในอนาคตจะช่วยทำให้คุณรู้สึกเครียดน้อยลงในชีวิตปัจจุบัน และช่วยให้คุณเห็นตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขานำเสนอ มีหลายวิธีในการมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลง แต่ขั้นตอนของรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสามารถนำคุณไปสู่ตัวตนที่ดีที่สุดได้ง่ายกว่าเส้นทางอื่น ๆ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงนี้ สามารถปรับให้เข้ากับความคิดที่คุณมีในตอนนี้และสามารถใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ได้ด้วย สำหรับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Stages of change) มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้น ซึ่งแต่ละขั้นมีดังนี้

  • ขั้นก่อนคิด (Precontemplation) คือ การไม่สนใจกับปัญหา
  • ขั้นเริ่มคิดพิจารณา (Contemplation) คือ การตระหนักถึงปัญหา
  • ขั้นเริ่มปฏิบัติ (Preparation) คือ เตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง
  • ขั้นปฏิบัติ (Action) คือ ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยตรง เพื่อไปสู่เป้าหมาย
  • ขั้นปฏิบัติสม่ำเสมอ (Maintenance) คือ การปฏิบัติพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนใหม่อย่างสม่ำเสมอ

ส่วนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นคนที่ดีขึ้น คือ คุณต้องไม่กดดันตัวเองให้เปลี่ยนแปลงก่อนที่คุณจะพร้อม และคุณจะต้องไม่ยอมแพ้หากพบว่าตัวเองถอยหลัง

ดูแลตัวเองให้ดี

คุณอาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่คุณเผชิญได้เสมอไป แต่หากคุณ อยากเป็นคนที่ดีขึ้น คุณต้องพยายามควบคุมให้ตัวเองดูแลตัวเองให้ดี เนื่องจากการดูแลตัวเอง อาจส่งผลต่อระดับความเครียดของคุณและทำให้คุณเติบโตขึ้น เมื่อต้องเผชิญความท้าทายในชีวิต การดูแลตัวเองถือว่ามีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุดเมื่อต้องเผชิญกับความเครียดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยเหตุผลหลายประการ เมื่อคุณเหนื่อยล้า กินอาหารไม่เพียงพอ นั่นจะทำให้คุณมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดที่ต้องเผชิญในชีวิตมากขึ้น แทนที่จะกำจัดความเครียดที่มีอยู่ไปได้ อาจกลายเป็นสร้างปัญหาให้ตัวเองมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากคุณดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งร่างกายและจิตใจ คุณจะมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด และมันจะทำให้คุณเติบโตจากความท้าทายที่เผชิญมากกว่าแค่การเอาตัวรอด การดูแลร่างกาย จิตวิญญาณ และจิตใจของคุณอย่างเหมาะสม สามารถทำให้คุณมีภาวะในการจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

How to Become a Better Person. https://www.verywellmind.com/how-to-be-a-better-person-4167628. Accessed January 18, 2021

How to Become a Better Person in 12 Steps. https://www.healthline.com/health/how-to-be-a-better-person. Accessed January 18, 2021

Altruism, happiness, and health: it’s good to be good. https://link.springer.com/article/10.1207/s15327558ijbm1202_4. Accessed January 18, 2021

Six relaxation techniques to reduce stress. https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/six-relaxation-techniques-to-reduce-stress. Accessed January 18, 2021

Cool down: Anger and how to deal with it. https://www.mentalhealth.org.nz/assets/A-Z/Downloads/Cool-down-anger-and-how-to-deal-with-it-MHF-UK-2008.pdf. Accessed January 18, 2021

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย เมื่อ 03/02/2021
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x