home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

โรคหลอกตัวเอง กับอาการติดโกหกจนเป็นนิสัย ทำให้เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนอื่น

โรคหลอกตัวเอง กับอาการติดโกหกจนเป็นนิสัย ทำให้เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนอื่น

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ตัวเองไม่เคยโกหก เพราะคนเราทุกคนน่าจะเคยโกหกอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต บางครั้งคนเราก็โกหกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ผู้ฟังสบายใจ หรือเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แต่บางคนก็โกหกบ่อย หรือโกหกจนเป็นนิสัย และเชื่อว่าเรื่องที่ตัวเองพูดเป็นเรื่องจริงเสียด้วย ซึ่งนี่เป็นอาการของโรคที่เรียกว่า โรคหลอกตัวเอง ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งตัวผู้ป่วยและคนรอบข้าง ไปทำความเข้าใจโรคนี้ให้ดีขึ้นในบทความของ Hello คุณหมอ

โรคหลอกตัวเอง คืออะไร

โรคหลอกตัวเอง (Pathological Liar หรือ Mythomania หรือ Pseudologia fantastica) จัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มความผิดปกติทางบุคลิกภาพ หรือความผิดปกติทางพฤติกรรม (Personality Disorders) โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีพฤติกรรมโกหกตามแรงกดดัน หรือโกหกจนเป็นนิสัย เมื่อผู้ป่วยถูกบังคับหรือถูกกดดันให้พูดความจริง เขาจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ จนสุดท้ายก็โกหกออกมาเองโดยอัตโนมัติ

การโกหกของผู้ที่เป็นโรคหลอกตัวเอง ไม่ใช่การโกหกสีขาว (White lie) หรือการโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นครั้งคราวที่คนเรามักทำเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่จะเป็นการโกหกแบบไม่มีเหตุผลแน่ชัด ทำให้ผู้รับฟังรู้สึกหงุดหงิด หรือไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรดี

สาเหตุของ โรคหลอกตัวเอง

แม้โรคนี้จะถูกค้นพบมานานกว่าศตวรรษ แต่ผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคหลอกตัวเองเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ บ้างเชื่อว่า โรคนี้เป็นผลมาจากความเจ็บป่วยทางจิตอื่น ๆ เช่น โรคต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder) โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) โรคย้ำคิดย้ำทำ หรืออาจเป็นผลมาจากระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ การบาดเจ็บที่ศีรษะ บาดแผลทางจิตใจตั้งแต่วัยเด็ก หรือระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ไม่สมดุล แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด

โกหกแบบไหน ที่เข้าข่ายโรคหลอกตัวเอง

ลักษณะอาการของโรคหลอกตัวเองตามหลักวิทยาศาสตร์ มีดังต่อไปนี้

โกหก แบบไม่มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การโกหกของคนที่เป็นโรคหลอกตัวเองไม่ใช่การโกหกสีขาว แต่พวกเขาโกหกหรือสร้างเรื่องขึ้นมาโดยไม่มีจุดประสงค์หรือเจตนาแน่ชัด ทำให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบข้างรู้สึกหงุดหงิด เพราะไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะโกหกไปเพื่ออะไร

เรื่องที่เล่ามักจะน้ำเน่า ซับซ้อน และมีรายละเอียดเยอะ

ผู้ที่เป็นโรคหลอกตัวเองเป็นนักแต่งเรื่อง หรือนักเล่าเรื่องตัวยง เรื่องที่พวกเขาเล่าส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และน่าติดตาม ต่อให้เรื่องที่เล่าจะเกินจริงสุด ๆ แต่พวกเขาก็จะโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเชื่อให้จงได้

ชอบสวมบทฮีโร่หรือเหยื่อ

พวกเขามักจะสวมบทเป็นฮีโร่หรือเหยื่อในเรื่องโกหกหรือเรื่องที่ตัวเองเล่า เพื่อเรียกร้องความสนใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความชื่นชอบ และการยอมรับจากคนอื่น

บางครั้งก็เชื่อว่าเรื่องที่ตัวเองโกหกเป็นเรื่องจริง

เรื่องราวที่คนเป็นโรคหลอกตัวเองเล่ามักจะเป็นส่วนผสมระหว่างการโกหกแบบมีสติ หรือรู้ตัวว่าตัวเองกำลังโกหก กับการโกหกเพราะมีอาการหลงผิด และบางครั้งพวกเขาก็เชื่อด้วยว่าเรื่องที่ตัวเองเล่านั้นเป็นเรื่องจริง นั่นทำให้การรับมือกับผู้ที่เป็นโรคหลอกตัวเองกลายเป็นเรื่องยาก เพราะบางครั้งพวกเขาก็แยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนเรื่องแต่ง

ความแตกต่างระหว่างการโกหกสีขาวกับโรคหลอกตัวเอง

ข้อแตกต่างที่เราสามารถสังเกตได้ง่าย มีดังต่อไปนี้

การโกหกสีขาว (White lies)

  • เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
  • เป็นเรื่องโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ
  • เรื่องโกหกไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด
  • ไม่ได้โกหกเพราะมีเจตนาร้าย
  • โกหก เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย หรือเพราะไม่อยากมีปัญหา

ตัวอย่างการโกหกสีขาว

  • โกหกว่าปวดหัวเพราะไม่อยากเข้าร่วมประชุม
  • บอกว่าจ่ายบิลค่าโทรศัพท์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริงลืมจ่าย
  • โกหกว่ามาสายเพราะรถเสียทั้งที่จริง ๆ ตื่นสาย

การโกหกของ โรคหลอกตัวเอง

  • โกหกบ่อย และมักเกิดจากแรงกดดัน
  • โกหก โดยไม่มีเหตุผล หรือจุดประสงค์ที่แน่ชัด
  • โกหกไปเรื่อยจนเป็นนิสัย
  • มักสวมบทบาทเป็นฮีโร่หรือเหยื่อในเรื่องโกหกที่ตัวเองเล่า
  • โกหกโดยไม่รู้สึกผิด หรือไม่กลัวว่าจะถูกจับได้

ตัวอย่างการ โกหก ของโรคหลอกตัวเอง

  • อ้างว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือป่วยหนักใกล้ตาย ทั้งที่ความจริงไม่ใช่
  • โกหกเพื่อให้คนอื่นประทับใจ เช่น บอกว่าเป็นญาติกับดาราชื่อดัง
  • ปั้นเรื่อง หรือสร้างประสบการณ์ชีวิตตัวเองขึ้นมาใหม่ เช่น บอกว่าเคยได้รับรางวัลทั้งที่ไม่เคยได้ บอกว่าเคยไปเที่ยวเมืองนอกทั้งที่ไม่เคยไป

เจอคนชอบหลอกตัวเอง ควรทำอย่างไรดี

การปฏิสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหลอกตัวเองอาจทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดหรือหัวเสียได้ค่อนข้างง่าย เพราะพวกเขาชอบโกหกแบบไร้เหตุผล เราจึงมีวิธีรับมือกับคนเป็นโรคหลอกตัวเองมาฝากคุณ ดังนี้

อย่าสติแตก

แม้เรื่องโกหกของพวกเขาจะทำให้คุณหัวเสียแค่ไหน แต่คุณก็ต้องตั้งสติให้ดี พยายามอย่าสติแตก หรือระเบิดอารมณ์ใส่พวกเขา คุณควรอ่อนโยน และคอยเป็นกำลังใจให้พวกเขา แต่ก็ต้องหนักแน่น อย่าโอนอ่อนผ่อนตามเขาไปเสียทุกอย่าง

อย่าหวังให้พวกเขาจะไม่ โกหก

เวลาที่คุณถามเรื่องอะไร ผู้ที่เป็นโรคหลอกตัวเองมักตอบคำถามด้วยการโกหก แล้วถ้าคุณพูดออกไปว่าพวกเขาโกหกคุณ พวกเขาก็จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ฉะนั้น แทนที่คุณจะคาดหวังให้เขาไม่โกหก ลองเปลี่ยนความคิดเป็น ทำใจให้สงบนิ่ง และหาวิธีรับมือที่เหมาะสมกับเรื่องที่เขาเล่าจะดีกว่า

อย่าให้ท้ายพวกเขา

หากคุณรู้ว่าพวกเขา โกหก อย่าให้ท้ายหรือแสดงท่าทีเห็นดีเห็นงาม แต่ควรถามอย่างสุภาพว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกันแน่ เพราะวิธีนี้อาจช่วยให้พวกเขาเลิกโกหกได้ และคุณอาจแสดงออกให้ชัดเจนไปเลยก็ได้ว่า หากพวกเขายังโกหก หรือไม่ซื่อสัตย์แบบนี้ต่อไป คุณจะไม่คุยกับเขาอีก

เป็นผู้สนับสนุนที่ดี

คุณต้องทำให้พวกเขารู้ว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นประทับใจ ทำให้เขารู้ว่า คุณเห็นคุณค่าในตัวเขา ชอบเขาในแบบที่เขาเป็นจริง ๆ และจะคอยเป็นผู้สนับสนุนที่ดีให้เขาอยู่เสมอ

ให้ความช่วยเหลือด้านการรักษา

คุณอาจแนะนำพวกเขาทางอ้อมว่าพวกเขาสามารถไปรักษาโรคหลอกตัวเองได้ที่ไหนบ้าง แต่ต้องใช้คำพูดหรือกิริยาที่ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองถูกคุณทำให้อับอาย หรือทำให้เขาดูเป็นคนขี้โกหก คุณอาจเริ่มจากการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษาให้พวกเขาอ่าน เมื่อเขาพร้อม และทำให้เขารู้ว่า คุณเป็นห่วงจริง ๆ ว่าอาการของพวกเขาจะเป็นเพราะปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

How Do I Cope with Someone Being a Pathological Liar?. https://www.healthline.com/health/pathological-liar#treatment. Accessed November 5, 2020

Pathological Lying: A Sign of Several Health Conditions . https://thedawnrehab.com/blog/pathological-lying-a-sign-of-several-health-conditions/. Accessed November 5, 2020

What to know about pathological liars. https://www.medicalnewstoday.com/articles/pathological-liars. Accessed November 5, 2020

Pathological Lying: Symptom or Disease?. https://www.psychiatrictimes.com/view/pathological-lying-symptom-or-disease. Accessed November 5, 2020

What Is Pathological Lying?. https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-nature-deception/202009/what-is-pathological-lying. Accessed November 5, 2020

What to Do When Your Client is a Pathological Liar. https://www.amhca.org/blogs/marie-miguel/2018/12/17/what-to-do-when-your-client-is-a-pathological-liar. Accessed November 5, 2020

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง เมื่อ 13/11/2020
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x