สุขภาพจิต

เมื่อพูดถึงสุขภาพโดยรวมของคน ๆ หนึ่ง จิตใจ ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าร่างกาย ปัญหาสุขภาพจิต เป็นปัญหาที่มักจะถูกมองข้าม ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษา สุขภาพจิต ให้สมบูรณ์แข็งแรง และตระหนักถึงความผิดปกติเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพจิต จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพจิต

โรคแพนิค หรือโรคตื่นตระหนก คือ โรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยมีภาวะตื่นตระหนกหรือตกใจกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งอย่างกะทันหันโดยไม่มีสาเหตุ อาการแพนิคสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจนบางครั้งอาจส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หากพบว่ามีอาการที่อาจเป็นสัญญาณของโรคแพนิคควรไปพบคุณหมอเพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาตามดุลยพินิจของคุณหมอ โรคแพนิค คืออะไร โรคแพนิค (Panic Disorder) คือ โรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “โรคตื่นตระหนก” ซึ่งโรคแพนิคจะแตกต่างจากอาการหวาดกลัวหรือวิตกกังวลทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดอาการวิตกกังวลหรือตกใจกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาอย่างฉับพลันโดยไม่สมเหตุสมผล อาการแพนิคอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและอาจส่งผลทำให้ผู้ป่วยเป็นกังวล ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก จนไม่กล้าออกไปไหน และอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตในประจำวันได้  โรคแพนิคพบได้บ่อยแค่ไหน โรคแพนิคมักพบในช่วงอายุ 15-25 ปี หรือในช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการป่วยที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก รวมถึงภาวะโรคร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคกลัวการเข้าสังคม นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่อาจเคยมีอาการแพนิค 1-2 ครั้งในชีวิต โดยความถี่ในการเกิดอาการแพนิคอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล  อาการโรคแพนิค อาการของโรคแพนิคอาจใช้เวลาประมาณ 5-20 นาที หรืออาจนานเป็นชั่วโมงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยอาการที่พบได้ทั่วไปของโรคแพนิค อาจมีดังนี้  หัวใจเต้นเร็ว  หายใจลำบาก หรือหายใจถี่  เหงื่อออกมากผิดปกติ  วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย  ชาบริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า  คลื่นไส้  ปวดท้อง ท้องไส้แปรปรวน  หวาดกลัว วิตกกังวล ควรไปพบคุณหมอเมื่อไหร่  หากมีอาการข้างต้น หรือมีอาการบ่อยขึ้น และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเป็นปกติ […]

หัวข้อ สุขภาพจิต เพิ่มเติม

การจัดการความเครียด

การ สวดมนต์ ถือว่าเป็นพิธีกรรมทางศาสนาพุทธที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาหลักธรรมในรูปแบบของการสวดมนต์ นอกจากนี้เสียงที่เปล่งออกมาขณะนั่งสวดมนต์ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย แต่จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้างนั้น ติดตามอ่านได้ในบทความ Hello คุณหมอ ค่ะ สวดมนต์ พุทธคุณบำบัดจิตใจ  การ สวดมนต์ ในทางศาสนพุทธ  หรือทางภาษาธรรมที่เรียกว่า พุทธวจนะ คือการสวดมนต์เพื่อถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า หากเราสวดมนต์เป็นประจำทุกวันเช้า-เย็น ไม่เพียงแต่ส่งผลดีทางด้านสุขภาพจิตใจ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายอีกด้วย  อย่างไรก็ตาม การสวดมนต์ของทุกศาสนา ถือได้ว่าเป็นการประกอบพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่ในสมัยบรรพบุรุษสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน  โดยอานิสงส์ของการสวดมนต์นั้นไม่ว่าจะในศาสนาไหนก็ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ เช่น ฝึกสมาธิ บำรุงสุขภาพหัวใจ ปรับสมดุลระบบการหายใจ  ช่วยบรรเทาความวิตกกังวล ความเศร้า ช่วยส่งเสริมสภาพจิตใจ เป็นต้น  สวดมนต์บำบัดสุขภาพกาย-สุขภาพใจ ดร.นพ.ธวัชชัย อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การสวดมนต์นั้น ถือเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่จะบำบัดโรคได้  ซึ่งการสวดมนต์นั้นไม่ได้เพียงแต่จะช่วยบำบัดทางด้านสุขภาพใจแต่ยังบำบัดทางด้านสุขภาพกายได้เป็นอย่างดี   การสวดมนต์บำบัด คือหลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy เป็นการใช้คุณสมบัติของคลื่นเสียงบางคลื่นที่มีความสม่ำเสมอมาบำบัดความเจ็บป่วย หากสวดมนต์ 10-15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายหลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่มีคุณสมบัติ ช่วยควบคุมความหิว ควบคุมอารมณ์   อย่างไรก็ตาม ได้มีผลการศึกษา การวิจัยที่ระบุว่า หลักการของ Vibrational Therapy ในการสวดมนต์ สามารถช่วยบำบัดสุขภาพได้เป็นที่น่าพอใจ เช่น […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

การอยู่คนเดียว มีข้อดีมากมายอาจส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เนื่องจากอาจช่วยเพิ่มสมาธิ ทำให้จดจ่อกับสิ่งที่ทำมากขึ้น รวมถึงได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ อย่างอิสระ และอาจทำให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ควรรักษาไว้ การใช้ชีวิตคนเดียวบ้างจึงอาจช่วยเพิ่มความสุขให้กับชีวิตมากขึ้น อยู่คนเดียว คืออะไร การอยู่คนเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้สึกเหงาเสมอไป มีผลการศึกษาวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ระบุว่า การใช้เวลาคุณภาพ (Quality Time) ตามลำพังในระยะเวลาที่เหมาะสม จัดเป็นการมีสุขภาวะที่ดีเช่นกัน ซึ่งคำว่า สุขภาวะ (Well-Being) ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) หมายถึง ไม่ใช่เฉพาะความไม่พิการและไม่เป็นโรคเท่านั้น ยังหมายถึงสภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต และทางสังคม อีกทั้งนักวิจัยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยิ่งทำกิจกรรมนั้น ๆ ตามลำพัง โดยปราศจากสิ่งรบกวน ความคิดเห็น หรืออิทธิพลจากบุคคลอื่น ก็ยิ่งจะดีต่อสุขภาพของมากขึ้นไปอีก ในทางตรงกันข้าม คนที่มีโลกส่วนตัวสูง ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา แต่ควรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือเข้าสังคมบ้าง สิ่งสำคัญคือ การอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับความเหงา เนื่องจากความเหงา หมายถึง การต้องอยู่โดดเดี่ยว หรือแยกตัวออกไปอยู่ลำพัง ทั้งที่ใจจริงอยากมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ส่วนการอยู่คนเดียว หมายถึง การใช้เวลาอยู่กับตัวเองตามลำพัง แต่ก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย ไม่ได้ตัดขาดจากสังคม ข้อดีของการอยู่คนเดียว งานวิจัยหลายชิ้นเผยว่า การตัดขาดจากสังคม หรืออยู่สันโดษนานเกินไปสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ แต่หากใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามลำพังบ้างเป็นครั้งคราว […]

โรควิตกกังวล

เมื่ออาการแพนิคกำเริบ ทั้งความกลัว ความวิตกกังวล และความเครียดต่าง ๆ มักจะถาโถมเข้ามาพร้อมกัน จนทำให้ผู้ที่อาการแพนิคกำเริบทำอะไรไม่ถูก ซึ่งมีวิธีช่วยเหลือผู้ที่ อาการแพนิค กำเริบนั้นมีมากมาย วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนไปรู้จักกับวิธีช่วยคนใกล้ตัวเมื่อมี อาการแพนิคกำเริบ  อาการแพนิค (Panic) คืออะไร อาการแพนิค (Panic) เป็นความรู้สึกตื่นตระหนก ความหวาดกลัวที่มักจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ แต่อาจจะมีความรุนแรง เมื่ออาการแพนิคกำเริบมักจะทำให้มีอาการ รู้สึกกลัว เหงื่อออก หนาวสั่น หัวใจเต้นแรง ตัวสั่น เวียนหัว หายใจลำบาก รู้สึกปวดหัวและเจ็บที่หน้าอก อาการเหล่าที่แสดงออกมาเหล่านี้ เป็นการตอบสนองของร่างกายเมื่อรู้สึกกลัว ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายใจและทุกข์ใจเป็นอย่างมาก บางครั้งอาจไม่มีการดูแลอย่างถูกต้อง หรือผู้ที่อาการแพนิคกำเริบที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ อาจทำให้เกิดอาการหัวใจวายหรือเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ ได้ เมื่อคนใกล้ตัว อาการแพนิคกำเริบ ช่วยอย่างไรดี เมื่ออาการแพนิคกำเริบมักจะทำให้ผู้ที่อาการกำเริบรู้สึกกระวนกระวายใจ กลัว ตื่นตระหนก จนบางครั้งทำอะไรไม่ถูก สำหรับผู้ที่มีคนใกล้ตัวมีอาการแพนิคกำเริบคุณสามารถช่วยบรรเทาอาการตื่นตระหนกและช่วยทำให้เขาดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเหล่านี้ ช่วยให้เขาใจเย็นลง ส่วนใหญ่แล้วอาการแพนิคมักจะกำเริบภายในเวลา 5-10 นาที ในช่วงเวลานั้นพวกเขามักจะรู้สึกหวาดกลัว สิ่งที่คุณทำได้คือพยายามทำให้เขาใจเย็นลง โดยการพูดอย่างใจเย็น และควรใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วช่วยให้เขาสบายใจขึ้น ที่สำคัญต้องพูดให้เขามั่นใจว่าคุณจะยังอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหนและคอยปลอบว่าเขาจะปลอดภัยดี ไม่ต้องกังวล พูดในเชิงบวก การพูดคุยกับผู้ที่มีอาการแพนิคกำเริบ ควรใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ป่วยจากอาการแพนิคและช่วยให้เขาควบคุมการหายใจได้ดีขึ้น โดยจะต้องพูดคุยในเชิงบวก ทำให้เขาสบายใจ ไม่ตัดสิน พูดให้เขาเข้าใจว่าคุณพูดเพื่อช่วยเหลือและทำให้เขานั้นปลอดภัย พาออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ บางครั้งอาการแพนิคก็กำเริบจากสถานการณ์แย่ ๆ […]

ปัญหาสุขภาพจิตแบบอื่น

กลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder /Social Phobia)  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความผิดปกติทางสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้ป่วยมักมีอาการประหม่า เหงื่ออกตามมือ วิตกกังวล เมื่อต้องเข้าสังคม คำจำกัดความกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder หรือ Social Phobia) คืออะไร โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder หรือ Social Phobia)  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความผิดปกติทางสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้ป่วยมักมีอาการประหม่า เหงื่อออกตามมือ เกิดอาการวิตกกังวล เมื่อต้องเข้าสังคม เช่น พูดคุยกับคนแปลกหน้า พูดในที่สาธารณะ รับประทานอาหารต่อหน้าคนอื่น พบบ่อยแค่ไหน                                                   สมาคมโรควิตกกังวลและซึมเศร้าแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Anxiety and Depression Association of America : ADDA) พบว่า อาการของโรคกลัวการเข้าสังคมอาจเริ่มตั้งแต่อายุ 13 ปี อาการอาการของ โรคการกลัวการเข้าสังคม อาการทั่วไปของ โรคกลัวการเข้าสังคม แบ่งออกเป็นทางด้านร่างกาย และทางด้านอารมณ์ โดยมีอาการแสดงออก ดังต่อไปนี้ อาการแสดงออกทางร่างกาย หน้าแดง หัวใจเต้นเร็ว ตัวสั่น […]

การจัดการความเครียด

ความสัมพันธ์กับอาหาร ก็เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความแบบเพื่อน ความสัมพันธ์แบบคนรัก ที่จะต้องใช้เวลาจึงจะดีขึ้นได้ หลาย ๆ คนอาจจะงงว่าความสัมพันธ์กับอาหารคืออะไร วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับอาหารมาให้อ่านกัน ความสัมพันธ์กับอาหาร คืออะไร ความสัมพันธ์กับอาหารเป็นเรื่องของการรับประทานอาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งความสัมพันธ์กับอาหารที่ดีนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เราไม่กำหนดหรือบังคับการรับประทานอาหารของตนเองมากจนเกินไป และเป็นรูปแบบการรับประทานอาหารที่นอกจากดีต่อใจแล้วยังต้องดีต่อสุขภาพอีกด้วย ที่สำคัญคุณจะต้องไม่รู้สึกผิดเมื่อรับประทานอาหารเหล่านั้นเข้าไปแล้ว ความสัมพันธ์กับอาหารนั้นไม่ได้แตกต่างจากความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ เลย เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลาจึงจะดีขึ้นได้ ความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพหรือประเภทของอาหารที่รับประทาน แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารอย่างไร และเหตุผลที่เลือกรับประทานมากกว่า ดังนั้น หากคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกไม่เครียด ไม่กังวลเมื่อรับประทานอาหาร สัญญาณที่บ่งบอกว่า ความสัมพันธ์กับอาหาร ของคุณไม่ดี การจะเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารได้ อันดับแรกคุณจะต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับอาหาร เพื่อที่จะได้เริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารได้อย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับอาหาร รู้สึกผิดเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารที่ไม่รู้สึกว่า ‘ไม่ดีต่อสุขภาพ’ มีกฎในการรับประทานอาหาร เช่น รายการที่ห้ามกินเด็ดขาด กังวลกับแคลอรี่ที่รับประทานมากเกินไป ปล่อยให้ร่างกายหิว โดยที่ไม่รับประทานอาหาร กังวลหรือมีความกลัวการถูกตัดสินจากผู้อื่น เกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหาร สร้างความสัมพันธ์กับอาหาร ให้ดีขึ้นด้วยวิธีเหล่านี้ อนุญาตให้ตัวเองรับประทานอาหารโดยไม่มีเงื่อนไข สำหรับบางคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก อาจสร้างเงื่อนไขในการรับประทานอาหารให้ตัวเอง เช่น เมื่อรับประทานมื้อกลางวันมาก ก็เลือกที่จะงดมื้อเย็น แม้ว่าร่างกายจะหิวขนาดไหนก็ตาม ซึ่งการสร้างเงื่อนไขในรูปแบบเช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกต้องนัก หากร่างกายหิวก็ควรรับประทาน เพราะอาหารแต่ละมื้อมีความสำคัญในแบบที่แตกต่างกันออกไป หยุดโทษตัวเอง บางครั้งหมูกระทะ ไอศกรีม หรือขนมหวาน ก็ยั่วยวนใจจนเราไม่สามารถอดใจที่จะไม่กินได้ แต่พอกินเข้าไปก็โทษตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่ควรรับประทานอาหารเหล่านี้ เพราะมันจะทำให้อ้วนและไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งการโทษตัวเองจะยิ่งทำให้เกิดความเครียด และวิตกกังวล ที่สำคัญจะยิ่งทำให้เราไม่มีความสุข รับประทานเมื่อหิว โดยธรรมชาติแล้วร่างกายจะบ่งบอกเมื่อเรารู้สึกหิว […]

สุขภาพจิต

การเป็นมะเร็ง อาจจะเป็นฝันร้ายของใครหลาย ๆ คน ยิ่งในช่วงเวลาแห่งความกังวล ที่จะต้องรอฟังผลตรวจจากคุณหมอว่าเราเป็นมะเร็งหรือไม่นั้น อาจจะทำให้หลายคนวิตกกังวล จิตตก กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนทำให้สุขภาพย่ำแย่ลงไปมากกว่าเดิม วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาแนะนำวิธีการรับมือกับความกังวล ก่อนการ ฟังผลตรวจมะเร็ง เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถรับมือกับความรู้สึกของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นกันค่ะ ผลของความกังวล ก่อน ฟังผลตรวจมะเร็ง ความรู้สึกเป็นกังวลก่อนการฟังผลตรวจโรคนั้นเป็นเรื่องปกติ ยิ่งโดยเฉพาะหากโรคที่ว่านั้นหมายถึงโรคมะเร็ง ไม่ว่าใครก็คงจะต้องรู้สึกกลัวไม่ต่างกัน เพราะเราต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า โรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งนั้น อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งต่อสุขภาพทางกาย และสุขภาพทางการเงินกันเลยทีเดียว ความรู้สึกกังวลก่อนการฟังผลตรวจมะเร็งเหล่านี้ บางครั้งอาจจะเรียกว่า Scanxiety (Scan + Anxiety) คำนี้มักจะใช้เพื่ออธิบายถึงอาการความวิตกจริตที่เกิดขึ้นขณะกำลังรอฟังผลตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ซึ่งอาการของความวิตกจริตนี้อาจจะแสดงออกมาให้เห็นได้ทั้งทางจิตใจและทางร่างกาย อาการทางจิตใจ อาการทางจิตใจที่พบได้บ่อยสำหรับผู้ที่ต้องรอฟังผลมะเร็ง มีดังต่อไปนี้ วิตกกังวล เครียด โศกเศร้า โกรธ หวาดกลัว ตื่นตระหนก รู้สึกเหนื่อยล้า หมดอาลัยตายอยาก อาการทางร่างกาย ในบางครั้ง ผลจากความวิตกกังวลเมื่อรอฟังผลตรวจมะเร็ง อาจแสดงออกมาในรูปแบบของอาการทางกาย เช่น นอนไม่หลับ เนื่องจากร่างกายอาจจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมามากเพราะความรู้สึกเครียด ทำให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ เหงื่อออกมาก รู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากความเครียดสูง อาการเหล่านี้ หากไม่มีการรับมือที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ทำให้ร่างกายทรุดโทรม และอ่อนแอลงมากขึ้น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย แนวทางในการรับมือกับความกังวล ยอมรับว่าตัวเองกลัว บ่อยครั้งที่คนเราอาจจะไม่ทันสังเกตว่าตัวเองกำลังรู้สึกหวาดกลัว หรือกำลังโศกเศร้า จุดเริ่มต้นที่ดีที่จะหาทางรับมือกับความรู้สึกกังวลเมื่อรอฟังผลตรวจมะเร็งนั้น คือการตระหนักรู้และยอมรับว่าตัวเองกำลังกลัว และเมื่อเรารับรู้ได้ว่าเรากลัวแล้ว เราก็จะสามารถหาหนทางในการจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ไม่จมอยู่กับความกลัว อย่าปล่อยให้ความรู้สึกกังวลครอบงำเรา จนทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือทำให้ร่างกายของเรามีอาการทรุดโทรมลงไปได้ การกังวลต่ออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้นไม่มีประโยชน์อะไร […]

ความผิดปกติทางอารมณ์

การใช้คลื่นเสียงบำบัด เป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน เพื่อเชื่อกันว่าคลื่นเสียงเหล่านี้จะสามารถช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสงบได้มากขึ้น วันนี้ Hello คุณหมอ เลยนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ขันทิเบต หนึ่งในอุปกรณ์สำหรับการทำคลื่นเสียงบำบัด มาฝากทุกคนกันค่ะ ขันทิเบต คืออะไร ขันทิเบต (Tibetan Singing Bowls) หมายถึงขันที่ทำขึ้นจากเหล็กผสมทองเหลือง มีเสียงก้องกังวาล เมื่อใช้ไม้ถูวนรอบ ๆ เป็นขันที่พระสงฆ์ในทิเบตใช้เพื่อทำสมาธิประกอบพิธีการสวดมนต์ เพราะเชื่อว่าคลื่นเสียงของขันทิเบตนี้จะช่วยทำให้ผู้ฟังรู้สึกสงบใจได้เร็วขึ้น ในปัจจุบันขันทิเบตได้ถูกนำมาใช้ในแพทย์ทางเลือก อย่าง คลื่นเสียงบำบัดจากขันทิเบต (Singing Bowl Therapy) เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยในการนอนหลับ ช่วยบรรเทาความรู้สึกโศกเศร้า ช่วยปรับอารมณ์ ทำให้รู้สึกสงบ ช่วยปรับจังหวะการหายใจ ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น การใช้เสียงบำบัดนั้นเป็นการแพทย์ทางเลือกที่มีมาตั้งแต่โบราณ และใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในพิธีกรรมทางศาสนา หรืองานประเพณีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังอาจนำมาใช้ร่วมกับการออกกำลังกายบางชนิด เช่น การใช้ขันทิเบตเพื่อช่วยกำหนดลมหายใจในระหว่างการเล่นโยคะ เป็นต้น งานวิจัยพบอะไรเกี่ยวกับการใช้ขันทิเบต แม้ว่าจะมีการใช้ขันทิเบตกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่โบราณ แต่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลทางวิทยาศาสตร์ของการใช้ขันทิเบตนั้นยังคงมีค่อนข้างน้อย มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสาร Research in Complementary Medicine จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาการปวดเรื้อรังเนื่องจากกระดูกสันหลังกว่า 54 ราย โดยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่าง ให้กลุ่มหนึ่งเข้ารับการทำคลื่นบำบัดโดยใช้ขันทิเบต กลุ่มหนึ่งทำการรักษาด้วยยาหลอก และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับการรักษาใด ๆ เลย งานวิจัยนั้นพบว่า กลุ่มที่เข้ารับการรักษาด้วยการใช้ขันทิเบตนั้น รู้สึกว่าอาการปวดของตัวเองลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาใด […]

สุขภาพจิต

ขย้อนอาหาร เป็นอาการที่มักสำรอกอาหารที่กลืนเข้าไปแล้ว โดยอาจเกิดจากโรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออกมา อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มไวกว่าปกติ และน้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ หากไม่ได้รับการรักษาอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะทุพพลภาพ หรือขาดสารอาหารตามมาได้ ขย้อนอาหาร คืออะไร โรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออก (Rumination Syndrome) หรือ โรคขย้อนอาหาร กลุ่มอาการสำรอก กลุ่มอาการเคี้ยวเอื้อง เป็นโรคที่มักจะสำรอกหรือ ขย้อนอาหาร ที่ยังไม่ย่อย หรืออาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนออกมาเคี้ยวซ้ำ จากนั้นจึงกลืนอาหารเข้าไปอีกรอบ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจเคี้ยวอาหารที่ขย้อนออกมาซ้ำ แล้วคายทิ้งโดยไม่พบความผิดปกติของทางเดินอาหาร และมีอาการนี้เป็นระยะเวลานานเกิน 1 เดือน สาเหตุของโรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออก ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออก แต่สันนิษฐานว่า ภาวะนี้เป็นผลมาจากอาหารที่กินเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัว ทำให้มีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น และกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารตอนล่างคลายตัว อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมา หรือทำให้ผู้ป่วยสำรอกหรือขย้อนอาหาร ในผู้ป่วยบางราย อาการของโรคมักเริ่มมาจากปัจจัยกระตุ้น เช่น การติดเชื้อไวรัส โรคระบบทางเดินอาหาร ความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ที่บกพร่องทางสติปัญญา และความเครียดสะสม หรือความวิตกกังวลเป็นประจำ อาการของโรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออก อาการของโรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออก มีดังนี้ คลื่นไส้ อาเจียน ขย้อนอาหาร หรือสำรอก อาหารไม่ย่อย เรอบ่อย และอาจมีอาการขย้อนอาหาร ปวดท้องเมื่อรับประทานอาหาร รู้สึกอิ่มไวกว่าปกติ มีกลิ่นปาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยโรคเคี้ยวกลืนแล้วขย้อนอาหารออกมักจะมีอาการเหล่านี้เป็นประจำหลังรับประทานอาหาร บางรายอาจมีอาการทันทีหลังรับประทานอาหารคำแรก ในขณะที่บางรายอาจมีอาการหลังรับประทานอาหาร และอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าเป็นอาการของโรคบูลิเมียหรือโรคล้วงคอ (Bulimia) โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux […]

โรควิตกกังวล

ความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม และด้านความรักความสัมพันธ์ ยิ่งหากใครเป็นคน วิตกกังวลง่าย ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดปัญหาในการใช้ชีวิตเพราะอาการนี้มากขึ้นไปอีก และไม่ใช่แค่นั้น เพราะหากคุณวิตกกังวลบ่อย ยังส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณได้ด้วย แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอาการนี้เองได้ เพียงแค่หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลเหล่านี้ ร่วมกับการดูแลตัวเองด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การรักษาด้วยยา การทำจิตบำบัด วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาแนะนำ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หากคุณเป็นบุคคลที่วิตกกังวลได้ง่าย อาหารที่คน วิตกกังวลง่าย ควรเลี่ยง กาแฟ และเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน หลายคนชอบดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน (Caffeine) เช่น ชา น้ำอัดลม เพื่อเพิ่มพลังงาน กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และกระปรี้กระเปร่า แต่คุณรู้ไหมว่า คาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้ อาจทำให้คุณรู้สึกเครียด หรือวิตกกังวลได้ด้วย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ คาเฟอีนมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก ในขณะที่น้ำตาลในเครื่องดื่มเหล่านี้กลับเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเซโรโทนินมากขึ้นชั่วขณะ เมื่อคาเฟอีนและน้ำตาลทำให้ระดับเซโรโทนินในร่างกายขึ้น ๆ ลง ๆ จึงส่งผลให้คุณรู้สึกซึมเศร้า […]

การจัดการความเครียด

หลายคนชอบจุด เทียนหอมเพื่อผ่อนคลาย เนื่องจากมีกลิ่นหอม ช่วยทำให้จิตใจของคุณสงบ และรู้สึกผ่อนคลาย แต่บางคนอาจสงสัยว่า การดมควันของเทียนหอม อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้หรือไม่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเทียนนั้นล้วนมีสารเคมีผสมอยู่ แต่ความจริงแล้วเป็นอย่างไร ติดตามกันได้ในบทความของ Hello คุณหมอ เลยค่ะ การจุดเทียนเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ มีบทความมากมายบนอินเทอร์เน็ตที่อธิบายถึงอันตรายของการสูดดมควันเทียนหอม แต่บทความส่วนใหญ่ที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตจำนวนมากนั้น ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถสรุปได้ว่า ความจริงแล้วการจุดเทียนหอมเพื่อผ่อนคลายนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ในปี ค.ศ. 2003 คณะกรรมาธิการความปลอดภัยสินค้าอุปโภคบริโภคของประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Consumer Product Safety Commission; CPSC) ได้ลงมติห้ามขายและผลิตเทียนที่มีไส้ตะกั่ว พวกเขายังห้ามนำเข้าเทียนที่มีส่วนผสมของตะกั่วจากประเทศอื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้น ผู้ผลิตเทียนส่วนใหญ่เลิกใช้ตะกั่วในการผลิตเทียนตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1970 เนื่องจากมีความกังวลว่า ควันที่เกิดจากการจุดเทียน อาจทำให้เกิดพิษจากสารตะกั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เทียนในยุคปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะทำจากขี้ผึ้งพาราฟิน หรือพาราฟิน แว็กซ์ (Paraffin wax) โดยขี้ผึ้งประเภทนี้ผลิตจากปิโตรเลียม ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำน้ำมันเบนซิน การศึกษาในปี ค.ศ. 2009 พบว่า ขี้ผึ้งพาราฟินที่ถูกเผาไหม้จะปล่อยสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย เช่น โทลูอีน (Toluene) ออกมา อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ไม่เคยถูกตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่านการตรวจสอบโดย The National […]