น้ำนมดิบ สดจากเต้า ปลอดภัยแค่ไหนหากจะรับประทาน

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

นมเป็นหนึ่งแหล่งของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่ทั้งหาได้ง่ายและมีราคาถูก เราจะได้รับคุณค่าทางสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดไขมันต่างๆ ได้จากการดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมแพะ หรือนมที่ได้จากสัตว์หรือจากพืชอื่นๆ หลายคนนั้นอาจจะมีความเชื่อที่ว่า นมยิ่งสดก็ยิ่งดี จึงทำให้อยากรับประทานน้ำนมดิบสดจากเต้าที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ โดยหารู้ไม่ว่าการดื่ม นมดิบ อาจให้โทษมากกว่าประโยชน์

นมดิบ (Raw Milk or Unpasteurized Milk) คืออะไร

นมดิบ (Raw Milk or Unpasteurized Milk) หมายถึงน้ำนมสดที่ได้จากสัตว์ เช่น วัว แพะ หรือสัตว์อื่นๆ ที่ยังไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เพื่อทำการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายต่างๆ ในน้ำนมดิบนั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์ให้น้ำนมเหล่านี้อาจจะไม่สะอาดมากเพียงพอและเพิ่มความเสี่ยงในการปนเปื้อนของน้ำนมได้ เราไม่สามารถการันตีได้ว่าฟาร์มที่ใช้เลี้ยงสัตว์ของเรานั้นสะอาดปราศจากเชื้ออย่างแน่นอน แม้ว่าเจ้าของฟาร์มจะพยายามดูแลรักษาความสะอาดขนาดไหนก็ตาม นอกจากนี้ โรคที่อยู่ในตัวของสัตว์ เช่น โรคเต้านมอักเสบ (Mastitis) ก็สามารถทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนในน้ำนมดิบได้เช่นกัน

น้ำนมดิบสามารถปนเปื้อนเชื้อโรคได้ในระหว่างกระบวนการรีดนม ขนส่ง บรรจุภัณฑ์ และกักเก็บน้ำนม และในปัจจุบันนั้นยังไม่มีวิธีการไหนเลยที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ในน้ำนมดิบ นอกจากการพาสเจอร์ไรส์ ซึ่งคือการนำน้ำนมไปผ่านความร้อนสูงเพื่อทำการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อราต่างๆ ที่อยู่ในน้ำนมดิบและพาชนะที่บรรจุน้ำนม กระบวนการนี้จะสามารถช่วยยืดอายุของน้ำนมให้อยู่ได้นานขึ้น ไม่เสียเร็ว และยังปลอดภัยต่อการรับประทาน วิธีการพาสเจอร์ไรส์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือการต้มน้ำนมให้ถึงอุณหภูมิ 72 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15-45 วินาที จะช่วยยืดอายุน้ำนมไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือแบบ UHT ที่ใช้ความร้อนสูงถึง 138 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 2 วินาที จะช่วยยืดอายุน้ำนมไปได้นานถึง 9 เดิอน

ทำไมคนจึงเลือกรับประทานน้ำนมดิบ

หลายคนเลือกรับประทานน้ำนมดิบ เนื่องจากมีความเชื่อว่า น้ำนมดิบสดๆ จากธรรมชาติ และไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์นั้น จะมีคุณค่าทางสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุ และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากกว่านมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์แล้ว นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าน้ำนมดิบนั้นจะเหมาะสมกับผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณของสารอาหารที่พบในน้ำนมพาสเจอร์ไรส์นั้นแทบจะไม่แตกต่างจากสารอาหารที่พบในน้ำนมดิบ และปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีต่อน้ำนมพาสเจอร์ไรส์นั้นไม่แตกต่างอะไรกับปฏิกิริยาตอบสนองต่อน้ำนมดิบ

การปนเปื้อนของเชื้อโรคและแบคทีเรียในน้ำนมดิบ

น้ำนมดิบที่ยังไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์นั้นจะเต็มไปด้วยแบคทีเรียและเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายหรือทำให้คุณป่วย หรืออาจทำให้เสียชีวิตได้ น้ำนมดิบนั้นจัดได้ว่าเป็นอาหารที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่ทำให้คุณเกิดโรคที่มาจากอาหาร สาเหตุที่น้ำนมดิบนั้นมีปริมาณเชื้อโรคอยู่มากนั้นเนื่องมาจากค่า pH และสารอาหารที่อยู่ในน้ำนมดิบนั้นเป็นแหล่งชั้นยอดในการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียนี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมักจะยากต่อการตรวจจับเชื้อโรคในช่วงแรกๆ เพราะเชื้อโรคยังไม่เจริญเติบโตมากพอ

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาเตือนเรื่องการรับประทานน้ำนมดิบว่าเป็นอันตราย เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น

  • บรูเซลล่า (Brucella)
  • แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter)
  • คริปโตสปอริเดียม (Cryptosporidium)
  • อีโคไล (E. coli)
  • ลิสทีเรีย (Listeria)
  • ซาลโมเนลลา (Salmonella)

เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้รับประทานน้ำนมดิบได้

อันตรายที่ได้จากการรับประทานน้ำนมดิบ

การรับประทานน้ำนมดิบสามารถทำให้คุณเกิดอาการป่วยได้ ทั้งอาการท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน หรืออาหารเป็นพิษ แต่บางคนอาจจะเกิดอาการที่คุนแรงกว่าหรือถึงแก่ชีวิตได้ เช่น โรคที่ทำให้เกิดอาการอัมพาตอย่าง Guillain-Barré syndrome หรือ Hemolytic uremic syndrome ที่ทำให้เกิดภาวะไตล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง และเสียชีวิต

อาการป่วยเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แม้ว่าจะรับประทานนมในร้านเดียวกันก็ตาม เนื่องจากร่างกายของเราแต่ละคนอาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำนมดิบแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน มีรายงานตั้งแต่ปี 1993 ไปจนถึงปี 2012 พบผู้ป่วยจากการรับประทานน้ำนมดิบกว่า 1,909 ราย โดยพบได้มากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังมีรายงานพบเด็กอายุต่ำกว่า 1 ถึง 4 ปีที่ป่วยด้วยเชื้อซาลโมเนลลาจากการรับประทานน้ำนมดิบมากถึง 38% จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: พฤศจิกายน 15, 2019 | Last Modified: พฤศจิกายน 22, 2019

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน