home

หู คอ จมูก

หู จมูก และคอ เป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติ การรักษาสุขภาพของหู จมูก และคอ ให้มีสุขภาพดี จะช่วยให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้มากยิ่งขึ้น Hello คุณหมอ จึงขอรวบรวมเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของ หู คอ จมูก ไว้ที่นี่

ความรู้ทั่วไป

หมวดหมู่ หู คอ จมูก เพิ่มเติ่ม

หัวข้อ หู คอ จมูก เพิ่มเติม

โรคคอ

อาการเจ็บคอ เป็นอาการทางสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หรืออากาศเย็น ซึ่งมักจะก่อให้เกิดไข้หวัดจนมีอาการไอและเจ็บคอตามมา แต่…ถ้าอาการเจ็บคอที่คุณเป็นอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะหายไปสักที แถมยัง เจ็บคอ จนกระทบต่อการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำ คุณอาจเป็นมากกว่าไข้หวัดทั่วไปที่ทำให้มีอาการเจ็บคอ เพราะคุณอาจจะกำลังเป็น คออักเสบ อยู่ก็ได้ แต่คออักเสบคืออะไร และรับมือได้อย่างไร บทความนี้ของ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาฝากแล้วค่ะ คออักเสบ คืออะไร คออักเสบ คือ อาการ เจ็บคอ ระคายเคืองคอ ซึ่งโดยมากแล้วมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส จนทำให้เกิดการอักเสบขึ้นที่บริเวณคอหอย อย่างไรก็ตาม คออักเสบยังสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย ดังนี้ โรคหัด ไข้หวัด โรคอีสุกอีใส โรคซาง โรคไอกรน โรคภูมิแพ้ต่าง ๆ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน เอชไอวี เนื้องอก มลพิษทางอากาศ โดยอาการโดยทั่วไปของคออักเสบ มีดังนี้ ปวดหรือแสบในลำคอ รู้สึก เจ็บคอ เวลากลืนอาหาร หรือดื่มน้ำ กลืนอาหารลำบาก เจ็บและบวมที่คอหรือกราม ต่อมทอนซิลมีอาการบวมและแดง มีคราบสีขาวหรือหนองที่ต่อมทอนซิล เสียงแหบ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มักจะมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย มีไข้สูง ไอ น้ำมูกไหล จาม ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศีรษะ คลื่นไส้หรืออาเจียน ทำอย่างไรหากมีอาการ คออักเสบ หากมีอาการคออักเสบ หรือ เจ็บคอ ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ดังนี้ พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากคออักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวัรส ผู้ป่วยจึงมักจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย และอ่อนล้า จึงควรพักการทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้บ่อย ๆ เพื่อให้ลำคอมีความชุ่มชื้น และลดความเสี่ยงของภาวะขาดน้ำ  รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่สามารถกลืนได้ง่าย เพื่อให้สะดวกต่อการกลืน เปิดเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศหรือเครื่องเพิ่มไอน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นภายในบ้าน […]

โรคหู

อาการวิงเวียนศีรษะ เป็นอาการทางสุขภาพที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา และมักมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่ามีอาการวิงเวียนศีรษะเป็นประจำและรุนแรง หรือมีอาการบ้านหมุนเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน คุณอาจเสี่ยงที่จะเป็น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน Hello คุณหมอ มีวิธีรับมือเมื่อเกิดอาการ น้ำในหูไม่เท่ากัน และวิธีลดความเสี่ยงของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมาฝากค่ะ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากอะไร น้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) เป็นอาการทางสุขภาพเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติในหูชั้นใน ทำให้มีของเหลวสะสมอยู่ในหูมากกว่าปกติอย่างไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส อาการแพ้ โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง ไมเกรน หรือระบบพันธุกรรม โดยน้ำในหูไม่เท่ากันส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หรืออาจสูญเสียการได้ยิน และมักจะเกิดขึ้นกับหูข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม น้ำในหูไม่เท่ากันถือเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และมักจะกลับมาเป็นได้ซ้ำ ๆ  สัญญาณและอาการทั่วไปของ น้ำในหูไม่เท่ากัน ที่เห็นได้ชัด มีดังนี้ มีอาการวิงเวียนศีรษะ โดยอาจเป็นเพียงครั้งคราวแค่ไม่กี่นาที แต่อาจจะเป็นทุกชั่วโมง คลื่นไส้และอาเจียนขณะมีอาการวิงเวียนศีรษะ  รู้สึกถึงความดันและแรงดันอัดแน่นในหู มีอาการหูอื้อ และมีเสียงหึ่ง ๆ ทุ้มต่ำอยู่ในหู สูญเสียการได้ยิน (ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินมากขึ้นเท่านั้น) รับมือกับอาการของ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ได้อย่างไร หากมีอาการของโรค น้ำในหูไม่เท่ากัน สามารถรับมือได้ดังนี้ เมื่อเกิดอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน เมื่อเกิดอาการ น้ำในหูไม่เท่ากัน ขึ้นมา ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้ เมื่อเกิดอาการวิงเวียนศีรษะควรนั่งหรือนอนลง ไม่ควรฝืนยืนหรือทำการเคลื่อนไหวใด ๆ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว การอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า พักการดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ และพยายามมองไปที่วัตถุที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เมื่อเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ไม่ควรรีบเร่งกลับไปทำกิจกรรมตามปกติ […]

โรคคอ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยมีอาการตื่นเช้ามาแล้ว เสียงแหบ เสียงหาย อย่างแน่นอน โดยเฉพาะนักร้อง ที่มักประสบกับปัญหานี้บ่อย ๆ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจแรงร้ายถึงขั้นกล่องเสียงอักเสบ  วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมากทำความรู้จักกับ อาการเสียงแหบ เสียงหาย ให้มากขึ้นกันค่ะ จะมีสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันอย่างไร ติดตามอ่านได้ในบทความนี้เลย ทำความรู้จัก อาการเสียงแหบ เสียงหาย  (Hoarseness) อาการเสียงแหบ เสียงหาย  (Hoarseness) โดยทั่วไปเกิดจากการที่เส้นเสียงเกิดการระคายเคืองหรือเกิดการอักเสบที่กล่องเสียง ส่งผลให้สายเส้นเสียงบวม เมื่อมีการเปล่งเสียงออกมากระทบกับอากาศ เสียงจึงแหบไปจากปกติ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการเสียงแหบเป็นระยะเวลานานกว่า 10 วัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวินิจฉัยและทำการรักษา อยู่ ๆ เสียงแหบ เสียงหาย เกิดจากสาเหตุอะไรกันนะ อาการเสียงแหบ เสียงหายนั้น โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการอักเสบของกล่องเสียง รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ดังต่อไปนี้  สูบบุหรี่ การติดเชื้อแบคทีเรีย มีการใช้เสียงมากจนเกินไป ใช้เสียงอย่างหนัก ไข้หวัด กรดไหลย้อนในกระเพาะอาหาร โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์  ภาวะทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น โรคไขข้ออักเสบ มะเร็งกล่องเสียง เคล็ดลับป้องกันอาการเสียงแหบ เสียงหายด้วยตัวคุณเอง อาการเสียงแหบ เสียงหาย สามารถรักษาได้โดยการพักเสียงหรือปรับเปลี่ยนวิธีใช้เสียง โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือสัมผัสกับควันบุหรี่ รวมถึงวิธีการป้องกันดังต่อไปนี้  ดื่มน้ำมาก ๆ น้ำจะช่วยเจือจางเมือกในลำคอและเพิ่มความชุ่มชื่น พักเสียง […]

โรคคอ

ในบางครั้งเวลาที่รู้สึกคันคอ เหมือนมีเสมหะอยู่ในลำคอ เพียงแค่การกระแอมเบา ๆ ก็สามารถช่วยทำให้อาการคันเหล่านั้นหายไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องไอดัง ๆ รบกวนคนรอบข้าง แต่รู้กันไหมคะว่า การ กระแอมบ่อย ๆ อาจทำร้ายกล่องเสียงของเราได้อย่างไม่รู้ตัว วันนี้ Hello คุณหมอ เลยอยากจะพาทุกคนมารู้จักกับ อาการกระแอมกันให้มากขึ้น ว่าอาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นอันตรายอะไรกับร่างกายของเราค่ะ อาการกระแอม คืออะไร อาการกระแอม (Throat clearing) เป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของร่างกาย โดยการสั่นกล้ามเนื้อในลำคอเพื่อช่วยกำจัดสิ่งที่ระคายเคืองในลำคอ เช่น เสมหะ ให้หลุดออกไป ทำให้คอโล่งขึ้น นอกจากนี้ การกระแอมก็อาจจะใช้ส่งสัญญาณให้คนรอบข้างรู้โดยไม่ต้องพูดก็ได้เช่นกัน อาการกระแอมนี้เป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในนาน ๆ ครั้ง แต่หากมีอาการกระแอมบ่อย ๆ ไม่ยอมหายไป หรือรู้สึกเจ็บคอเมื่อกระแอม นั่นอาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เรากระแอม อาการกระแอม อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ การระคายเคืองในลำคอ เช่น ในบริเวณหลอดลม กล่องเสียง หรือต่อมทอนซิล เป็นต้น เสมหะอุดตันในลำคอ หากอาการกระแอมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือไม่ยอมหายไป ก็อาจจะมีสาเหตุมาจากโรคแฝงต่าง ๆ เช่น กรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้อากาศที่ทำให้เกิดน้ำมูกและเสมหะ หรือภูมิแพ้อาหารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในลำคอ โรคทูเร็ตต์ (Tourette’s disorder) […]

โรคคอ

ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป หากคุณกำลังประสบกับ ติ่งเนื้อในกล่องเสียง เพราะติ่งเนื้อนี้ เป็นเพียงติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่นูนขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เซลล์มะเร็งแต่อย่างไร และอาจประสบได้มากกับบุคคลที่มีการใช้เสียงเป็นหลัก เช่น นักร้อง นักแสดง เป็นต้น วันนี้ บทความของ Hello คุณหมอ จึงขอนำวิธีการรักษาติ่งเนื้อในกล่องเสียง  เพื่อรักษาเส้นเสียงให้อยู่คู่กับคุณไปอย่างยาวนาน มาฝากทุกคนให้ได้ทราบกันค่ะ ติ่งเนื้อในกล่องเสียง คืออะไร ติ่งเนื้อในกล่องเสียง หรือ ติ่งเนื้อในเส้นเสียง (Vocal cord polyp) สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่คุณมีการใช้เสียงตะเบ็ง ตะโกน หรือมีการสูบบุหรี่มากเกินไป จนทำให้เส้นเลือดบริเวณเส้นเสียงนั้นเกิดการแตกตัวขึ้น ซึ่งตามปกติเมื่ออวัยวะคุณรับรู้ความเสียหาย ร่างกายของคุณจะรีบเร่งทำการซ่อมแซมส่วนนั้นในทันที โดยเป็นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา จึงส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีการเจริญเติบโตทับถมกันเป็นก้อนเนื้อนูนออกมาบริเวณเส้นเสียงที่ได้รับความเสียหาย และอาจมีขนาด สี ที่แตกต่างกันออกไปตามอาการของแต่บุคคล อาการของติ่งเนื้อในกล่องเสียง ที่ควรสังเกต เมื่อติ่งเนื้อเริ่มมีการก่อตัวขึ้น อาการแรกเริ่มที่อาจทำให้คุณรู้สึกได้นั้น มีดังต่อไปนี้ หายใจไม่ออก เสียงแหบ สูญเสียเสียง ปวดช่องหู รู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างขวางลำคอ ไอ เจ็บคอ ลดระดับประสิทธิภาพในการเปลี่ยนโทนเสียง ร่างกายอ่อนล้า ซึ่งหากคุณกำลังสังเกตตนว่าเริ่มมีอาการข้างต้น โปรดรีบเข้ารับการตรวจสอบจากแพทย์อย่างละเอียดทันที เพราะนอกจากจะสามารถเป็นติ่งเนื้อในกล่องเสียงได้แล้ว ยังอาจทำให้คุณประสบกับภาวะอื่น ๆ ภายในเส้นเสียงได้อีกด้วย เช่น ถุงซีสต์เส้นเสียง ก้อนเนื้อตรงรอยพับเส้นเสียง เป็นต้น วิธีการรักษา และ กำจัดติ่งเนื้อในกล่องเสียง ขั้นตอนแรกของการรักษาแพทย์อาจจำเป็นต้องมีการพิจารณาขนาดของ ติ่งเนื้อในเส้นเสียง ของคุณก่อน ว่ามีความเหมาะสมกับการรักษาด้วยเทคนิคใด […]

โรคหู

หูของคนเราจะมีแก้วหูหรือเยื่อแก้วหูบาง ๆ ทำหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวกลางคอยรับแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาในรูหู แต่ถ้าเยื่อแก้วหูได้รับแรงสั่นสะเทือนหรือได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนักหรือรุนแรงก็จะก่อให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า เยื่อแก้วหูทะลุ ซึ่งเป็นอาการทางสุขภาพที่เกิดขึ้นได้หากไม่ระวังหรือได้รับอุบัติเหตุแบบไม่ทันตั้งตัว Hello คุณหมอ ขอพาคุณผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับ อาการเยื่อแก้วหูทะลุ ให้มากขึ้นค่ะ เยื่อแก้วหูทะลุ เกิดจากอะไร อาการเยื่อแก้วหูทะลุ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกันไป ดังนี้ การติดเชื้อในหู การติดเชื้อในหูเป็นสาเหตุสุดคลาสสิคของ อาการเยื่อแก้วหูทะลุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อวัยวะต่าง ๆ มีความบอบบาง จึงเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย และเมื่อเกิดการติดเชื้อภายในช่องหู ก็จะส่งผลให้มีของเหลวสะสมอยู่ในหูชั้นกลางเป็นจำนวนมาก และแรงดันจากของเหลวเหล่านี้นี่แหละที่เสี่ยงจะทำให้เยื่อแก้วหูทะลุได้ การบาดเจ็บจากแรงกดดัน อาการบาดเจ็บเนื่องจากแรงกดดัน (Barotrauma) เกิดขึ้นเมื่อความดันของอากาศภายในหูกับความดันของกาศภายนอกไม่สมดุลกัน มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่สภาพแวดล้อมรอบตัวมีแรงดันหรือแรงกดอากาศสูงอย่างกะทันหัน เช่น เวลาดำน้ำ เวลาที่มีคนมาเป่าลมโดยตรงที่หู การขึ้นเครื่องบิน การบาดเจ็บบริเวณหู อุบัติเหตุใดก็ตามที่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บรุนแรงที่บริเวณหูหรือข้างศีรษะ สามารถก่อให้เกิด อาการเยื่อแก้วหูทะลุ ได้ เช่น การตบหู การพลัดตก หกล้ม การเดินชน หรือการถูกตีแรง ๆ ที่ข้างศีรษะ เสียงดัง เสียงดังจากเครื่องเสียง เสียงดังจากการตะโกน เสียงดังจากหูฟัง เสียงดังจากการยิงปืน หรือเสียงของระเบิด เสียงใด ๆ ก็ตาม ที่ดังมากและดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน แรงสั่นสะเทือนจากเสียงนั้นเสี่ยงที่จะทำให้เยื่อแก้วหูทะลุได้ การนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เรานำเข้าหู ไม่ว่าจะเป็น สำลีก้าน ที่แคะหู […]

โรคหู

คันหูไม่รู้เป็นอะไร แต่ถ้าขี้หูเยอะไป อาจถึงเวลาที่จะต้อง แคะหู ได้แล้ว แต่การแคะหูที่ดูเป็นเรื่องทั่วไปนี้ ก็จำเป็นจะต้องทำให้ถูกวิธีเหมือนกัน เพราะอาจเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่จะเป็นอันตรายต่อหูได้หากไม่ระวัง หรือทำไม่ถูกวิธี วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาบอกวิธีแคะหูที่ถูกต้องกันค่ะ  ทำไมถึงต้อง แคะหู ขี้หู เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นจากการสะสมเอาทั้งสิ่งสกปรก แบคทีเรีย หรือเศษซากเล็กน้อยต่างๆ หมักหมมกันจนมีลักษณะคล้ายกับขี้ผึ้งหรือที่เราเรียกว่าขี้หูนั่นเอง ตามปกติแล้วขี้หูสามารถกำจัดออกไปได้ผ่านกลไกธรรมชาติของร่างกายที่เรียกว่าการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของอวัยวะช่วงกราม เช่น การเคี้ยวอาหาร การดูดน้ำ การเป่า หรือแม้แต่การสนทนากัน แต่กระบวนการนี้อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าที่ขี้หูจะออกมาจากหูได้หมด ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดเอาขี้หูออกไปก็คือการแคะหูนั่นเอง เพราะถ้าปล่อยให้ขี้หูหมักหมมเป็นจำนวนมากต่อไปเรื่อยๆ จะมีผลต่อการสะสมสิ่งสกปรกเอาไว้กับตัว อาจมีผลต่อการได้ยิน และทำให้เสียบุคลิกภาพได้ด้วย แคะหูอย่างไรให้ถูกวิธี การแคะหูก็จำเป็นต้องใช้ศิลปะในการแคะหูเหมือนกับการแกะสลักหรือการทำงานประดิษฐ์อื่นๆ เพราะถ้าแคะแรงไปก็เสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บ แต่ถ้าแคะเบาไปก็อาจจะไม่สามารถกำจัดขี้หูออกไปได้หมด ดังนั้นเพื่อให้การแคะหูเป็นไปด้วยความปลอดภัยและถูกต้องตามหลักของการทำความสะอาดหู วิธีที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหู เพื่อที่จะได้รับการดูแลและทำความสะอาดหูอย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถไปพบคุณหมอได้ ก็ยังสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ที่บ้านแบบง่ายๆ  เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดหูภายนอก บริเวณใบหูทั้งหน้าและหลัง ใช้ดรอปเปอร์หรือที่หยดน้ำ หยดเบบี้ออยล์ หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ลงไปในรูหูเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ขี้หูมีความชื้นและอ่อนตัวลง สามารถแคะออกได้โดยง่าย เอียงศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่ง ค่อยๆ แหย่ก้านสำลีหรืออุปกรณ์แคะหูเข้าไปทีละนิดด้วยความเบามือ เมื่อแคะขี้หูออกมาได้มากที่สุดแล้ว ทำความสะอาดหูด้วยน้ำสะอาดหรือเบบี้ออยล์อีกครั้ง แล้วเช็ดให้แห้ง ข้อควรระวังเมื่อต้องแคะหูด้วยตนเอง ใส่ใจเรื่องของอุปกรณ์ หากเลือกใช้สำลีก้านในการแคะหู ควรเช็กความแน่นของสำลีเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้สำลีเกิดการหลุดออกจากก้านขณะที่กำลังแคะหู […]

x