โภชนาการเพื่อสุขภาพ

"You are what you eat" อาหารที่คุณรับประทาน มีความสำคัญอย่างมาก ต่อสุขภาพร่างกายของคุณ แต่น่าเสียดายที่ยังคงมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ โภชนาการเพื่อสุขภาพ อยู่มากมาย ดังนั้น การแยกแยะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เรื่องเด่นประจำหมวด

โภชนาการเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วนกับความเสี่ยงโรคหัวใจ ทำไมการลดน้ำหนัก ถึงช่วยเซฟชีวิตคุณได้

"แค่อ้วนขึ้นนิดหน่อย คงไม่เป็นไร" หลายคนคงเคยคิดแบบนี้ เวลาที่ใส่กางเกงตัวโปรดไม่ได้ หรือเดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็รู้สึกเหนื่อยหอบ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ในขณะที่คุณกำลังมองข้ามน้ำหนักตัวที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หัวใจของคุณอาจกำลังทำงานหนักขึ้นทุกวันโดยไม่มีเสียงเตือนใด ๆ จนกระทั่งร่างกายและหัวใจของคุณเริ่มมีปัญหา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า โรคอ้วน กับ โรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไรในทางการแพทย์ และทำไมแค่ "ลดน้ำหนัก" จึงอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยปกป้องหัวใจของคุณไว้ได้ โรคอ้วน กับโรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไร? โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องรูปร่างหรือความมั่นใจเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ ไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) จากแถลงการณ์ทางวิชาการของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ระบุว่าไขมันในช่องท้องที่มากเกินไปอาจเร่งกระบวนการที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตันตั้งแต่ยังอายุน้อย ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินและการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งไขมันสะสมรอบเอวมากเท่าไหร่ หลอดเลือดและหัวใจก็ยิ่งต้องแบกรับภาระมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าตัวเลขบนตาชั่งจะบอกอะไรคุณก็ตาม เจาะกลไก ทำไมไขมันส่วนเกิน หลายคนอาจสงสัยว่า ไขมันที่สะสมอยู่ตามร่างกาย ไปทำร้ายหัวใจที่อยู่คนละตำแหน่งได้อย่างไร คำตอบคือ เซลล์ไขมันไม่ได้เป็นแค่ "ก้อนพลังงานสำรอง" อีกต่อไป แต่มันทำหน้าที่เหมือนโรงงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย ผ่าน 3 กลไกหลักดังนี้ 1. การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Chronic Inflammation) เมื่อเซลล์ไขมันขยายตัวมากเกินไป […]

หมวดหมู่ โภชนาการเพื่อสุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ โภชนาการเพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

เพิ่มการทำงานของสมองด้วย ชามะลิ ที่คุณทำกินเองได้ทุกวัน

วันนี้พวกเราเอาใจผู้ที่รักและชื่นชอบกลิ่นไอของชาจากธรรมชาติ และกลิ่นมะลิหอมๆ ไร้สารเจือปน ซึ่งคุณก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ และใช้เวลาไม่นาน วันนี้ Hello คุณหมอ ขอแนะนำวิธีการทำ ชามะลิ โดยมีคุณสมบัติในการบำรุงสมอง ในการกระตุ้นความจำให้ดียิ่งขึ้น และยังรับประทานได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย ชามะลิ กับคุณประโยชน์มากมาย ที่คุณควรรู้ไว้ ชามะลิ  (Jasmine Tea) เดิมแล้ว ดอกมะลิ เป็นพืชดอกชนิดหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมให้ความสดชื่นเมื่อเราสูดดม แต่พอนำมาทำเป็นเครื่องดื่มโดยถูกสกัดในรูปแบบของชา ที่มีรสชาติหอมหวานอ่อนๆ กำลังดี และเพิ่มการทำงานของสมองจากคาเฟอีนที่อยู่ในชามะลิ หากคุณดื่มในปริมาณที่พอเหมาะสมองจะทำการปลดปล่อยสารกระตุ้นประสาทออกมา เช่น โดพามีน (Dopamine) , เซโรโทนิน (Serotonin) ที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว ปรับปรุงด้านความจำให้มีประสิทธิภาพ ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ นอกจากการบำรุงสมองแล้ว ชามะลิยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ดังนี้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันโรคหัวใจ ชามะลิเต็มไปด้วยสารประกอบจากพืชที่มีประสิทธิภาพ เรียกว่า สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ปกป้องเซลล์ที่ได้รับความเสียหาย และยังรักษาโรคหัวใจ รวมถึงโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ สารโพลีฟีนอลยังเป็นตัวช่วยในการลดภาวะที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีความเสี่ยงของโรคหัวใจ เมื่อดื่มชามะลิทุกวันในปริมาณ 710 มล. ทำให้ความเสี่ยงนี้ลดลงได้ถึง 19 % เลยทีเดียว ช่วยในการลดน้ำหนัก ในการศึกษาหนึ่งตรวจสอบว่าดอกมะลิที่ถูกสกัดเป็นชามีสารที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน 10 […]


ข้อมูลโภชนาการ

ใบย่านาง น้ำคลอโรฟิลล์ จากธรรมชาติ

ใบย่านาง คือ สมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และอาจมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ใบย่านางอาจนำมาใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์ รักษาอาการตกขาว รักษาไทรอยด์เป็นพิษ ลดน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง นอกจากนั้น ยังอาจนำใบมาคั้นเป็นน้ำคลอโรฟิลล์สำหรับดื่มเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย ทำความรู้จักใบย่านาง ใบย่านาง หรือ ย่านาง (Yanang or Bamboo Grass) เป็นพืชตระกูลไม้เลื้อย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Limacia triandra Miers ซึ่งทางภาคอีสานเรียกชื่อทางยาของย่านางว่า ” หมื่นปี บ่ เฒ่า ” แปลเป็นภาษาภาคกลางว่า หมื่นปีไม่แก่ นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และอุดมด้วยโภชนาการเพื่อสุขภาพ เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ฟอสฟอรัส แคลเซียม โดยในปัจจุบันถูกนำมาใช้เพื่อรักษาอาการป่วยต่าง ๆ เช่น […]


ข้อมูลโภชนาการ

สารกันบูด ภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ในอาหาร

ปกติอาหารต่าง ๆ ที่เป็นอาหารแปรรูปมักจะมี สารกันบูด เป็นส่วนผสมอยู่แล้ว เพื่อช่วยเพิ่มระยะเวลาในการเก็บรักษา รวมถึงช่วยให้รสชาติยังคงเดิม ทั้ง ๆ ที่ทุกคนทราบกันดีว่าสารกันบูดนั้นมีอันตรายแต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคได้ บทความนี้ทาง Hello คุณหมอ จึงมีเรื่องนี้มานำเสนอให้ได้ทราบกัน ทำความรู้จักกับ สารกันบูด สารกันบูด หรือ สารกันเสีย (Preservative) เป็นสารเคมีที่ใช้ในการเก็บอาหารสด แม้สารกันบูดจะมีด้วยกันหลายชนิด แต่สิ่งที่มักจะพบบ่อยๆ ก็คือ  ยาต้านจุลชีพ สารต้านอนุมูลอิสระ และผลิตภัณฑ์ที่ชะลอกระบวนการทำให้สุกตามธรรมชาติ ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่สารกันบูดก็สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้เช่นกัน สารกันบูดนั้นอยู่ในผลิตภัณฑ์หลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่ม ขนมหวาน ขนมอบ ขนมปัง และอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนั้น ยังสามารถพบได้ในผัก ผลไม้ และอาหารกระป๋องอีกด้วย ความจริงแล้วการใส่สารกันบูดลงไปในอาหารก็เพื่อช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ และยังทำให้แน่ใจอีกว่า ผลิตภัณฑ์จะไม่สูญเสียรสชาติและกลิ่นไป อันตรายจากสารกันบูดที่ส่งผลต่อร่างกาย แม้สารกันบูดจะถูกผสมอยู่ในอาหารต่าง ๆ ที่เราบริโภคเข้าไปทุกวัน แต่ความจริงแล้ว สารกันบูดส่งผลอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน ซึ่งอันตรายของสารกันบูดที่ส่งผลต่อร่างกาย มีดังนี้ หนึ่งในอันตรายของสารกันบูด ก็คือ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาการหายใจ เช่น โรคหอบหืด […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

รับประทานวิตามินซีมากไป อาจได้ผลร้ายมากกว่าผลลัพธ์ที่ดี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ได้รับการกล่าวถึงในแง่ของคุณประโยชน์และความสามารถในการบำรุงร่างกาย หลายคนได้รับวิตามินทั้งจากการรับประทานอาหาร และจากอาหารเสริมต่าง ๆ จนดูเหมือนว่าในหนึ่งวันอาจจะได้รับวิตามินซีมาเยอะเกินไปเสียด้วยซ้ำ แล้วถ้าหากร่างกายของเรามีการ รับประทานวิตามินซีมากไป จริง ๆ จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกันได้กับบทความนี้จาก Hello คุณหมอ วิตามินซีกับร่างกาย วิตามินซีหรือที่เรียกว่ากรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid) เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น วิตามินซี ยังเป็นสารอาหารที่ได้รับการจัดเอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต่อร่างกายสูง วิตามินซีมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการหวัด ป้องกันโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด มีคุณสมบัติในการการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยในการรักษาบาดแผล บำรุงกระดูก กระดูกอ่อน และฟัน รวมถึงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวอีกด้วย รับประทานวิตามินซีมากไป ให้ผลเสียอย่างไรบ้าง วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ให้ประโยชน์และไม่มีโทษใด ๆ ต่อร่างกาย เพราะได้รับการจัดเอาไว้ว่าเป็นสารอาหารที่มีความปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้นการรับประทานวิตามินซีมากเกินปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันนั้น จะไม่เป็นการส่งผลให้ร่างกายเกิดโรคร้ายแรงใด ๆ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายจะไม่มีผลกระทบของโรคร้าย แต่การได้รับปริมาณวิตามินซีที่มากจนเกินไป ก็ยังคงส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนี้ ผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร เนื่องจากการมีวิตามินซีมากจนเกินไปอาจทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ไม่หมดหรือไม่ถูกดูดซึม และวิตามินซีที่ไม่ถูกดูดซึมนี้นี่เองที่ทำให้ระบบทางเดินอาหารเกิดการระคายเคือง ร่างกายมีปริมาณธาตุเหล็กมากเกินไป วิตามินซีทำหน้าที่กระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็ก เมื่อวิตามินซีมากเกินไปก็เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมเอาธาตุเหล็กมากขึ้นตามไปด้วย เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต เมื่อวิตามินซีมากเกินไป ส่วนที่เกินมาและไม่ถูกดูดซึมนั้นจะถูกขับออกมาเป็นของเสีย ซึ่งของเสียที่ว่านั้นเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดนิ่วในไต นอกจากความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว ยังมีผลเสียอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

5 สุดยอด ผลไม้ให้วิตามินเคสูง อยากสุขภาพดีต้องไม่พลาด

การรับประทานวิตามิน อาหารเสริม เป็นการเพิ่มสารอาหาร นอกเหนือจากการรับประทานอาหารชนิดต่าง ๆ ในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารนั้น ๆ ในปริมาณที่มากพอจะช่วยบำรุง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย แต่สำหรับ วิตามินเค ที่แทบจะไม่ปรากฎให้เห็นในรูปแบบอาหารเสริมเลย จะสามารถรับประทานได้จากอาหารชนิดใดบ้าง วันนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้แล้ว กับสุดยอด ผลไม้ให้วิตามินเคสูง ที่คุณควรรู้จัก [embed-health-tool-bmi] วิตามินเค คืออะไร วิตามินเค หรือ วิตามินK เป็นวิตามินที่มีหน้าที่และบทบาทสำคัญต่อลิ่มเลือด ป้องกันไม่ให้เลือดออกมากเกินไป หรือเลือดออกจนไหลไม่หยุด โดยจะมีความแตกต่างจากวิตามินชนิดอื่น ๆ เช่น วิตามินซี วิตามินบี ตรงที่วิตามินเคมักจะไม่ได้ถูกนำมาใช้รับประทานเป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงสามารถพบอาหารเสริมที่เป็นวิตามินเคได้บ้างในบางพื้นที่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา  วิตามินเคเป็นกลุ่มของสารประกอบที่ประกอบไปด้วย วิตามินเค 1 และวิตามินเค 2 เมื่อลองจำแนกความแตกต่างแล้วพบว่า วิตามินเค 1 ได้จากการรับประทานผักใบเขียว และผักชนิดต่าง ๆ ในขณะที่ วิตามินเค 2 ได้จากการรับประทานเนื้อสัตว์ ไข่ ชีส และการสังเคราะห์จากแบคทีเรียบางชนิด  วิตามินเค ดีอย่างไร หากร่างกายของเรามีวิตามินเคไม่เพียงพอ […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

สุขภาพดี ห่างไกลโรค ด้วยเคล็ดลับ กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด

การ กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด เป็นแนวคิดของ Dr. Peter J. D’Adamo ผู้ได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยม ด้วยความเชื่อที่ว่า “เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีแตกต่างกัน ดังนั้น การทานอาหารจึงแตกต่างกัน” กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ช่วยให้สุขภาพดีจริงหรือไม่ การ กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ยังมีข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์ แพทย์และนักโภชนาการจำนวนหนึ่ง เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่า จะช่วยให้สุขภาพดีจริงหรือไม่ และบางข้อมูลก็ยังขาดหลักฐานในการพิสูจน์ ดังนั้น การเลือกรับประทานอย่างเหมาะสมโดยทานให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป จะเกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นโทษต่อร่างกายน้อยที่สุด กินอาหารอาหารตามกรุ๊ปเลือด สุขภาพดี ห่างไกลโรค  เนื่องจากเลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีต่างกัน อาจจะส่งผลให้คนแต่ละกรุ๊ปเลือดมีความสามารถในการย่อยอาหารต่างกัน ถ้าสามารถย่อยได้หมด ร่างกายก็จะนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมด ก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและเน่าเสีย เมื่อถูกดูดซึมกลับไปอีกครั้งก็จะทำให้ร่างกายป่วยง่ายขึ้น ดังนั้น การกินอาหารไม่ตรงตามกรุ๊ปเลือดจะมีผลให้ป่วยง่าย และมีความเสื่อมตามเซลล์และส่วนต่างๆของร่างกายได้เร็วขึ้นนั่นเอง เมนูแนะนำสำหรับแต่ละกรุ๊ปเลือด กรุ๊ป A กินปลาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อเสริมโปรตีน หลีกเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว หรือปลาจะละเม็ด เพราะจะรบกวนระบบย่อยอาหาร หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่างๆ  อาจกินได้นิดหน่อย และควรดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ  หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ แทนนมวัว และกินไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว กรุ๊ป B ควรทานเนื้อแกะ, […]


ข้อมูลโภชนาการ

น้ำมันงาขี้ม้อน แหล่งรวมโอเมก้า 3 และคุณประโยชน์ยกกำลังสาม

น้ำมันที่ได้รับการสกัดจากพืช และจากสัตว์นั้นมีหลายชนิด ทั้งน้ำมันงา น้ำมันสน น้ำมันหมู หรือแม้แต่น้ำมันมะกอก ซึ่งน้ำมันสกัดเหล่านี้นอกจากจะนำมาใช้ประกอบอาหาร เพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อย และน่ารับประทานมากขึ้นแล้ว ก็ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ ขอพาไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งน้ำมันที่สกัดมาจากพืช นั่นคือ น้ำมันงาขี้ม้อน น้ำมันงาขี้ม้อน คืออะไร น้ำมันงาขี้ม้อนได้รับการสกัดมาจากเมล็ดของต้นงาขี้ม้อน ซึ่งเป็นพืชที่พบได้มากในแถบเอเชียและในทวีปอเมริกาเหนือในบางพื้นที่ ต้นงาขี้ม้อนนั้นเป็นพืชตระกูลล้มลุกหรือพืชตระกูลพุ่ม น้ำมันงาขี้ม้อนมักถูกใช้ในสูตรหรือตำรับอาหารเกาหลี บางแห่งอาจใช้เป็นน้ำมันหรือน้ำมันอบแห้ง ตามแต่ความนิยมของแต่ละบุคคลและแต่ละพื้นที่ โภชนาการสำคัญของ น้ำมันงาขี้ม้อน น้ำมันงาขี้ม้อนนั้น ให้ทั้งกรดไขมันแบบอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย และร่างกายจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารจากกรดไขมันทั้งสองชนิดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันงาขี้ม้อนยังเป็นที่ขึ้นชื่อกันว่าเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3ในปริมาณที่สูงมาก จากการวิจัยค้นพบว่าโอเมก้า3ในน้ำมันงาขี้ม้อนนั้น สูงกว่าปริมาณของโอเมก้า 3 ที่ได้มาจากปลาหรือปลาทะเลน้ำลึก นอกจากนี้ยังให้สารโอเมก้า 6 และ 9 อีกด้วย ผิวสวยสดใสด้วยน้ำมันงาขี้ม้อน ต้านเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันงาขี้ม้อนมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบ เนื่องจากเป็นแหล่งของกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการนำมาใช้แก้ปัญหาสุขภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย หากคุณมีริ้วรอย แล้วต้องการใช้วิธีธรรมชาติในการกำจัดริ้วรอยเหล่านี้ คุณไม่ควรพลาดการบำรุงผิวด้วยน้ำมันงาขี้ม้อน เพราะมีโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสภาพผิวหนังที่มีริ้วรอย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระเป็นตัวการที่เข้ามาทำร้ายเซลล์ผิวของเราให้หม่นหมองและหมดความมั่นใจ แต่สารฟลาโวนส์ (Flavones) ที่อยู่ในน้ำมันงาขี้ม้อน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอิสระ ช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์ผิวหนังที่จะเกิดจากอนุมูลอิสระได้ บำรุงผิวแห้ง ผิวแห้งนั้นนอกจากจะกวนใจแล้ว ก็ยังทำให้เราหมดความมั่นใจเวลาแต่งตัวออกไปข้างนอกด้วย […]


เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

วิธีการทำ ชาไหมข้าวโพด ที่มาพร้อมกับประโยชน์ด้านสุขภาพ

สังเกตกันไหมว่าทำไมชาวเกาหลีถึงมีผิวพรรณที่ขาวผ่องใส ผิวเนียนนุ่มดูสุขภาพดี จนทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่ค้นหาความลับนี้ บางคนก็เลือกวิธีการใช้สกินแคร์ตามรีวิวที่โด่งดัง แต่จริงๆ แล้วยังมีความลับอีกอย่างที่คุณไม่ต้องเสียเงินเยอะมากมายขนาดนั้น วันนี้ Hello คุณหมอ ขอแนะนำการทำ ชาไหมข้าวโพด สุดดังที่กำลังฮิตไม่แพ้กัน มาให้ทุกคนได้ลอง ทำความรู้จักกับ ไหมข้าวโพด ก่อนจะไปเป็น ชา กัน ไหมข้าวโพด (Corn silk) คือ เส้นใยที่เกาะอยู่บนฝักข้าวโพดสีเหลืองนวลที่เรานิยมนำมาต้ม หรือนำมาประกอบอาหารเพื่อรับรับประทาน ซึ่งมีสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นคุณค่าด้านโภชนาการมีประสิทธิภาพสูง ป้องกันโรคหัวใจ และควบคุมระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีกรดในตัวที่ช่วยในการปรับปรุงสภาพของสุขภาพช่องปาก บำรุงผิวหนัง ลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบของต่อมลูกหมาก รักษานิ่วในไต ได้เป็นอย่างดีเมื่อรับประทานอย่างถูกวิธี และเหมาะสม ก่อนการดื่ม ชาไหมข้าวโพด สิ่งที่คุณควรรู้ไว้ คือ ประโยชน์ของชาไหมข้าวโพดที่ชวนให้คุณต้องอึ้ง แทบไม่น่าเชื่อว่าเส้นใยที่เรามองข้ามจะมีสารที่ทำให้สุขภาพร่างกายเราแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกได้เพียงนี้ ได้รับวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ : ชาไหมข้าวโพดประกอบไปด้วยวิตามินซีจำนวนมาก ในการรักษาประสิทธิภาพแก่อวัยวะภายใน ลดความเครียดจากการเกิดออกซิเดทีฟ (Oxidative stress) ที่ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดี ให้คุณมีพลังในการทำกิจกรรมต่างๆได้ อย่างคล่องแคล่ว ลดระดับน้ำตาลในเลือด : ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเหมาะกับการดื่มชาไหมข้าวโพดเป็นที่สุด […]


ข้อมูลโภชนาการ

Decaf Coffee ดีต่อสุขภาพจริงหรือ

Decaf Coffee คือ กาแฟไม่มีคาเฟอีน แต่ยังมีสารประกอบอื่น ๆ เช่น โพลีฟีนอล (Polyphenols) คลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid) และลิกแนน (Lignans) ซึ่งสารเหล่านี้อาจมีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคบางชนิด ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ [embed-health-tool-bmi] Decaf Coffee คืออะไร Decaf Coffee คือ กาแฟไม่มีคาเฟอีน หรือที่เรียกกันว่า กาแฟดีแคฟ (Decaffeinated Coffee) เป็นกาแฟที่มาจากเมล็ดกาแฟที่นำคาเฟอีนออกอย่างน้อย 97% ซึ่งวิธีการเอาคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟนั้นมีด้วยกันหลายวิธีแต่ที่นิยมคือ การสกัดคาเฟอีนออกโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์หรือตัวกรองถ่าน ซึ่งเรียกว่า กระบวนการน้ำของสวิส (Swiss Water Process) โดยเมล็ดกาแฟจะถูกสกัดเอาคาเฟอีนออกก่อนที่จะนำไปคั่วและบด คุณค่าของกาแฟไม่มีคาเฟอีนจะใกล้เคียงกับกาแฟทั่วไป ต่างกันเพียงปริมาณคาเฟอีนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รสชาติและกลิ่นอาจจะรุนแรงขึ้นเล็กน้อย รวมถึงสีอาจจะเปลี่ยนไปด้วย โดยปกติแล้ว Decaf Coffee มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ไม่ค่อยชอบรสขมและไม่ชอบกลิ่นของกาแฟปกติ ข้อแตกต่างระหว่าง Decaf Coffee กับ กาแฟปกติ Decaf Coffee มีความคล้ายคลึงกับกาแฟปกติ แต่อาจจะมีคาเฟอีนอยู่น้อยหรือไม่มีเลย ในการนำคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ […]


ข้อมูลโภชนาการ

เม็ดแมงลัก

เม็ดแมงลัก เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของคนไทยที่นิยมกินกันมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะสาว ๆ ในปัจจุบันที่ใส่ใจดูแลรูปร่างของตัวเอง มักใช้เม็ดแมงลักเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก นอกจากนั้นยังดีต่อสุขภาพและเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เม็ดแมงลักกับการรักษาโรค ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย เพราะเม็ดแมงลักมีเส้นไยที่ช่วยดูดซับไขมันได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากไยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดีจึงถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นไยของเม็ดแมงลัก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ด้วย ปรับสมดุลระบบขับถ่าย ช่วยในการขับถ่าย เนื่องด้วยเม็ดแมงลักเมื่อแช่น้ำแล้วมีลักษณะเป็นเจลาติน นิ่ม ลื่น กลืนง่าย มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ขับถ่ายง่าย ควบคุมการลดน้ำหนัก เม็ดแมงลักเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า และให้พลังงานน้อยมาก แทบจะไม่มีพลังงานเลย ดังนั้นเมื่อรับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้เร็วขึ้น ลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย ในอาหารที่เราทานเข้าไปมีทั้งคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แต่เม็ดแมงลักมีส่วนช่วยขับคอเลสเตอรอลตัวร้ายออกจากร่างกายได้ เพราะเส้นใยของแมงลักสามารถดูดซับไขมันไว้ได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดีก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อไขมันดี ดีท็อกซ์ล้างลำไส้ ช่วยดีท็อกซ์แก้ปัญหาอุจจาระตกค้าง ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย มีพยาธิ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ระบบดูดซึมไม่ดี และขับถ่ายไม่เป็นเวลาช่วยทำความสะอาดผนังลำไส้ อุจจาระไม่เกาะลำไส้ เคล็ดลับในการกินเม็ดแมงลัก ใช้เม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้วใหญ่ แช่ให้เม็ดพองเต็มที่ ถ้าจะกินเพื่อลดน้ำหนัก ให้กินก่อนอาหาร แนะนำให้กินในมื้อเย็น แต่ถ้าใช้เป็นยาระบายให้กินก่อนนอน จะทำให้การขับถ่ายดีในตอนเช้า ข้อแนะนำในการกินเม็ดแมงลัก ไม่ควรกินเม็ดแมงลักในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้แน่นท้องจนรู้สึกไม่สบายตัว ในการเลือกซื้อเม็ดแมงลัก ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ปิดมิดชิด ได้รับมาตรฐาน ผ่านการตรวจรับรองว่าสะอาด ไม่มีสารเจือปน […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน