โรคทางเดินหายใจ

ระบบทางเดินหายใจ มีส่วนสำคัญในการทำงานตามปกติของร่างกาย ดังนั้น คุณจึงควรเรียนรู้วิธีการรักษาสุขภาพของระบบทางเดินหายใจของคุณให้แข็งแรง ห่างไกลจากความเจ็บป่วย เรียนรู้เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รวมถึง โรคทางเดินหายใจ ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคทางเดินหายใจ

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มาป้องกันตัวเองจาก ไข้หวัดช่วงหน้าฝน กันเถอะ

พอเข้าสู่หน้าฝน หลายคนมักเริ่มมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หรือเจ็บคอได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกบ่อย อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว ร่างกายเปียกชื้นจากการโดนฝน หรืออยู่ในพื้นที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ไข้หวัด ซึ่งเป็นหนึ่งใน โรคที่มากับหน้าฝน ที่พบได้บ่อย แม้ว่าโดยทั่วไป อาการของไข้หวัดมักจะไม่รุนแรง และดีขึ้นได้เอง แต่หากดูแลอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจส่งผลให้ป่วยนานขึ้น หรือแพร่เชื้อให้คนรอบตัวได้ ดังนั้น บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการดูแลและป้องกันตัวเองจากไข้หวัด ไข้หวัดคืออะไร ทำไมพบบ่อยช่วงหน้าฝน ไข้หวัด หรือไข้หวัดธรรมดา เป็นการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ และโพรงจมูก โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู แต่ในช่วงหน้าฝนมักพบได้บ่อยขึ้น เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ความชื้นสูง และหลายคนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ปิดหรือพื้นที่คนหนาแน่นมากขึ้น ทำให้มีโอกาสสัมผัสเชื้อจากคนรอบตัวได้ง่ายกว่าเดิม แม้ว่าการโดนฝนอาจจะไม่ได้ทำให้เป็นไข้หวัดโดยตรง แต่หากเราเปียกฝนจนร่างกายเย็น ก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และเปิดรับเชื้อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพออย่างคนวัยทำงาน ก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น  อาการไข้หวัดที่พบบ่อย อาการของไข้หวัดมักจะเกิดขึ้นภายใน 1-3 วันหลังได้รับเชื้อ โดยจะเริ่มจากอาการเล็ก ๆ เช่น เจ็บคอ คัดจมูก แล้วจึงค่อยมีอาการอื่นตามมา อาการที่ควรสังเกต คัดจมูก น้ำมูกไหล มักเป็นน้ำมูกใสในช่วงแรก ไอ จาม เจ็บคอ หรือคอแห้ง […]

หมวดหมู่ โรคทางเดินหายใจ เพิ่มเติม

สำรวจ โรคทางเดินหายใจ

ไข้หวัด

หวัดแดด VS หวัดฝน

ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอากาศร้อนชื้นเกือบตลอดปี ทั้งยังมีฝนตกบ่อย ๆ อีกด้วย จึงทำให้หลายท่านมีโอกาสเป็นหวัดกันได้ง่ายๆ หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าการเป็นหวัดนั้นจะเกิดช่วงหน้าฝนได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่โดนฝนบ่อ ยๆ แต่จริง ๆ แล้วยังมีหวัดอีกประเภทคือ หวัดแดด หรือหวัดหน้าร้อนก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีโอกาสเป็นกันได้ง่าย [embed-health-tool-heart-rate] หวัดแดด เกิดจากอะไร? ไข้หวัดแดด (Summer Flu) เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่มีปัจจัยทางด้านอากาศและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการหวัดแดด โดยร่างกายจะสะสมความร้อนเอาไว้ภายใน จนทำให้ล้มป่วยลง คนที่ต้องเข้า ๆ ออก ๆ ระหว่างห้องแอร์เย็นฉ่ำ กับนอกห้องที่ร้อนจัดบ่อยครั้ง ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็น ไข้หวัดแดด ได้ง่าย เพราะร่างกายปรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ทันนั่นเอง โดยผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่สามารถป่วยเป็น ไข้หวัดแดด ได้มากกว่าปกติ คือ ผู้ที่ต้องเข้าออกไปมาบ่อย ๆ ระหว่างห้องที่อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศ กับภายนอกที่อากาศร้อนกว่ามาก ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือทำงานท่ามกลางอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ผู้ที่กำลังป่วย หรือมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงพอ ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีความแออัดเป็นเวลานาน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่คุ้นกับอากาศร้อนจัด อาการของไข้หวัดแดด ปกติแล้วอุณหภูมิในร่างกายของคนเราจะอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส แต่หากเจออากาศร้อนมาก ๆ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นได้ โดยอุณหภูมิร่างกายจะไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส […]


ไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดนก ทำไมเกิดในคน กับข้อเท็จจริงที่ควรรู้

โรคไข้หวัดนก (Bird Flu) จัดเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่ง ที่แพร่ระบาดในกลุ่มสัตว์ปีก และสามารถคุกคามมนุษย์ได้ในหลายกรณี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ไข้หวัดนกเกิดการระบาดไปทั่วโลก และเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ทำไมโรคไข้หวัดนกเกิดขึ้นในคน และมีข้อเท็จจริงอะไรบ้างที่ควรรู้เกี่ยวกับไข้หวัดนก [embed-health-tool-bmi] โรคไข้หวัดนก คืออะไร ไข้หวัดนก มีอยู่หลายสายพันธุ์ และถือเป็นโรคระบาดชนิดหนึ่ง ถึงแม้ว่าสายพันธุ์ส่วนใหญ่จะไม่มีผลต่อมนุษย์ แต่ก็มีไข้หวัดนกอยู่ 2 สายพันธุ์ ที่สามารถสร้างปัญหาร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ ซึ่งนั่นก็คือ ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 และ ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 นอกจากนี้ ยังมีไข้หวัดนกสายพันธุ์อื่น ๆ อีก เช่น ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N7 และไข้หวัดนกสายพันธุ์ H9N2 หรือที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ อย่างสายพันธุ์ H6N1 H10N8 และ H5N6 แม้มนุษย์จะสามารถติดเชื้อได้ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพหรือนำไปสู่การเสียชีวิตแต่อย่างใด สาเหตุของการติดเชื้อ ไข้หวัดนก ไข้หวัดนก มักจะแพร่ระบาดในกลุ่มสัตว์ปีกทุกชนิด ได้แก่ ไก่ เป็ด และนกป่า มนุษย์ที่สัมผัสกับนกที่ติดเชื้อ มีโอกาสสูงที่จะได้รับเชื้ออันตรายนี้ การสัมผัสที่กล่าวถึงนี้ ประกอบด้วยการสัมผัสกับตัวนกที่ติดเชื้อ การสูดดมมูล หรือสารคัดหลั่งของนก รวมถึงการนำนกหรือไก่ที่ติดเชื้อมาปรุงเป็นอาหาร เป็นต้น อาการของไข้หวัดนก อาการของ […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

อะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) หรือ เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-Acetylcysteine) กับคุณสมบัติน่าทึ่งในการต้านพิษในร่างกาย

อะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) หรือ เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-Acetylcysteine) มักเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในตัวยาทรงประสิทธิภาพ สำหรับบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในการช่วยละลายเสมหะ แต่นอกเหนือจากคุณสมบัติในฐานะยาละลายเสมหะแล้ว ยาตัวนี้ยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพในอีกหลายด้านที่เราไม่เคยรู้มาก่อน บทความนี้จะทำให้คุณรู้จักประโยชน์ของตัวยานี้ดียิ่งขึ้น อะเซทิลซิสเทอีน หรือ เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน คืออะไร อะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) หรือเอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-Acetylcysteine) หรือเรียกโดยย่อว่า NAC จัดเป็นอนุพันธ์หนึ่งของกรดอะมิโนชนิด แอล-ซิสเทอีน (L-cysteine) ลักษณะเป็นผลึกสีขาวละลายน้ำและแอลกอฮอล์ได้ดี ในระยะแรก ถูกนำมาใช้เป็นยาละลายเสมหะในผู้ป่วยโรคซีสติกไฟโบรซีส (cystic fibrosis) เนื่องจากมีคุณสมบัติในการทำให้โมเลกุลเสมหะแตกตัว ลดความข้นเหนียวของเสมหะ ทำให้ร่างกายสามารถขับออกมาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อะเซทิลซิสเทอีน (เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน) ต้านพิษในร่างกายอย่างไร ภายหลังมีการศึกษาวิจัยและค้นพบว่า NAC มีคุณสมบัติในการต้านพิษในร่างกาย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้กระบวนการควบคุมสารอนุมูลอิสระในร่างกายมีความสมดุลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีคุณสมบัติด้านต่างๆ ดังนี้ คุณสมบัติการช่วยสร้างกลูตาไธโอน กลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกายถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในเซลล์โดยใช้กรดอะมิโนซิสเทอีนเป็นสารตั้งต้น ในร่างกายจะพบกลูตาไธโอนได้ในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ปอด เลนส์ตา เซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์เม็ดเลือดขาว แต่มักพบในเซลล์ตับมากที่สุด ความสำคัญของกลูตาไธโอน คือ เป็นช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยการทำงานของตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไป ถ้าในเซลล์มีปริมาณกลูตาไธโอนต่ำกว่าร้อยละ 80 จะทำให้เซลล์ตายได้ อย่างไรก็ตาม ร่างกายอาจมีปริมาณกลูตาไธโอนต่ำลงได้อันเนื่องจากมาหลายสาเหตุ เช่น […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

เสมหะในคอ เคลียร์ได้! ด้วยการใช้ อะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) หรือ เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-Acetylcysteine)

อะเซทิลซิสเทอีน  (Acetylcysteine) หรือ เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-acetylcysteine) หรือที่เรียกโดยย่อว่า NAC คือ ตัวยาสำคัญที่มักนำมาเป็นส่วนประกอบของกลุ่มยาละลายเสมหะ โดยมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยคลายความข้นเหนียวของ เสมหะในคอ ช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น เป็นโอกาสดีที่เราจะมาทำความรู้จักกับสารตัวนี้ให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังกังวลหรืออึดอัดกับอาการไอมีเสมหะอยู่ในขณะนี้ [embed-health-tool-bmi] รู้จัก…รู้จริงเกี่ยวกับ อะเซทิลซิสเทอีน อะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) หรือ เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-Acetylcysteine) จัดเป็นอนุพันธ์หนึ่งของกรดอะมิโนชนิด แอล-ซิสเทอีน (L-cysteine) ลักษณะเป็นผลึกสีขาวละลายน้ำและแอลกอฮอล์ได้ดี ถูกนำมาใช้เป็นยาละลายเสมหะเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1960 ในผู้ป่วยโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) ซึ่งเป็นโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ทำให้มีการสร้างเสมหะอุดกั้นปอด และเกิดเมือกในตับอ่อนและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย อะเซทิลซิสเทอีน (เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน) จัดการกับ เสมหะในคอ อย่างไร คุณสมบัติที่โดดเด่นของ อะเซทิลซิสเทอีน (เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน) คือ ความสามารถในการทำลายการยึดเกาะของโมเลกุลเสมหะ ทำให้เสมหะแตกตัวและมีความข้นเหนียวลดลง ส่งผลให้ร่างกายสามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น ตัวยานี้จึงมักนำไปใช้ในการรักษากับผู้ที่มีอาการไอแบบมีเสมหะทั่วไป รวมทั้งผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบ โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมโป่งพองหรือโรคมองคร่อ (Bronchiectasis) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเสมหะ ลดการสะสมของเสมหะ […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

ไอมีเสมหะ ไม่หายซะที! วิธีไหนทำให้หายไวที่สุด

แม้ว่าดูเหมือนเป็นอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งอาการไอก็เป็นสิ่งที่สร้างความทรมาน น่าอึดอัด และความรำคาญใจให้แก่ผู้ป่วย และบางครั้งก็รบกวนคนรอบข้างอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีอาการ ไอมีเสมหะ ที่บางครั้งทำให้รู้สึกหายใจลำบากและรบกวนการทำกิจกรรมตามปกติในชีวิตประจำวัน หากปล่อยให้ไอต่อไปเรื่อย ๆ คงไม่ดีแน่ ดังนั้น เราจึงขอนำเสนอวิธีการกำจัดเสมหะ ซึ่งจะช่วยให้อาการไอหายไปโดยเร็วที่สุด [embed-health-tool-bmr] วิธีจัดการกับอาการ ไอมีเสมหะ แบบเร่งด่วน 1. พยายามขจัดเสมหะในลำคอออกมา เมื่อรู้สึกว่ามีเสมหะติดอยู่ในลำคอให้พยายามไอหรือขากเสลดออกมา ไม่ควรกลืนกลับเข้าไป เพราะนั่นคือเชื้อโรคที่ร่างกายพยายามกำจัดทิ้ง การกลืนเข้าไปก็เท่ากับกลืนเชื้อโรคกลับเข้าไปใหม่นั่นเอง และควรบ้วนเสมหะทิ้งในที่ที่เหมาะสมด้วย 2. ดื่มน้ำมาก ๆ ภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งได้แก่ โรคหวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่ มักส่งผลให้มีปริมาณเมือกหรือเสมหะมากขึ้นจนทำให้เสมหะไหลลงคอ ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นให้เกิดการไอ การดื่มน้ำปริมาณมากจะช่วยให้เสมหะไม่จับตัวจนข้นเหนียวมากเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถขับเสมหะออกมาได้โดยง่าย และยังช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจไม่ให้แห้งเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน 3. เลือกเครื่องดื่มร้อน เลี่ยงเครื่องดื่มเย็น เมื่อเกิดอาการไอแบบมีเสมหะควรเลือกเครื่องดื่มร้อน หรือน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง หรืออาจเป็นน้ำซุปหรือแกงจืดร้อน ๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ และช่วยบรรเทาการระคายคอได้ 4. หายใจผ่านผ้าชุบน้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแล้วปิดหน้าไว้ พร้อมกับหายใจผ่านผ้าเปียก ซึ่งนี่เป็นวิธีสร้างความชุ่มชื้นให้แก่โพรงจมูกและลำคอแบบรวดเร็ว โดยความร้อนจากผ้าจะนำพาความชุ่มชื้นเข้าไปในระบบทางเดินหายใจและช่วยบรรเทาความเจ็บปวด รวมทั้ง ลดความดันภายในทางเดินหายใจได้ นอกจากนี้ วิธีนี้ยังช่วยลดอาการปวดหัวจากไซนัสอักเสบอย่างได้ผลอีกด้วย 5. ใช้น้ำเกลือสำหรับล้างจมูก การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือถือเป็นวิธีขจัดเสมหะที่ได้ผลดี เนื่องจากเป็นการทำความสะอาดชำระล้างเอาสิ่งสกปรกที่ทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัสออกไป อย่างไรก็ตาม ควรมองหาน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของโซเดียมคลอไรด์และเป็นแบบ Sterile คือ ชนิดที่ทำให้ปราศจากเชื้อด้วยความร้อน และต้องมีฉลากระบุข้างขวดด้วยว่า “For irrigation” […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

ลักษณะการไอ ของคุณเป็นแบบไหน ลองเช็คอาการไอ 5 รูปแบบต่อไปนี้

แน่นอนว่าทุกคนต้องเคยเกิดอาการไอ แต่เคยสังเกตหรือไม่ว่าการไอแต่ละครั้งของคุณมีความแตกต่างกันอย่างไร มาทำความรู้จักกับ ลักษณะการไอ แต่ละชนิดที่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน [embed-health-tool-heart-rate] ชนิดการ ไอ แบ่งตามระยะเวลา หากแบ่งการไอตามระยะเวลา ลักษณะการไอ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ไอ ฉับพลัน มีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ อาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือการสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ กลิ่นสเปรย์ แก๊ส และมลพิษทางอากาศ ไอ เรื้อรัง มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่า 3 สัปดาห์ ถึง 8 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitor (ACE-I) เป็นระยะเวลานาน โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหอบหืด โรคกรดไหลย้อน การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม โรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ วัณโรคปอด ผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรังบางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ อาการไอแบ่งตาม ลักษณะการไอ มีอะไรบ้าง […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

เสมหะ บอกอะไร เรียนรู้การถอดรหัสสุขภาพจากสีของเสมหะด้วยตนเอง

หากคุณกำลังมีอาการไอแบบมี เสมหะ นั่นเป็นสัญญาณบอกความผิดปกติบางอย่างของระบบทางเดินหายใจ เพราะร่างกายกำลังทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่หลุดรอดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจของคุณออกมาพร้อมกับเสมหะ นอกจากนี้ สีของเสมหะ ยังมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพของคุณซ่อนอยู่ ต่อไปนี้คือวิธีไขรหัสจากสีของเสมหะง่าย ๆ ด้วยตนเอง เสมหะ คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย เสมหะ คือสารคัดหลั่งที่ร่างกายสร้างออกมา จากต่อมสร้างสารคัดหลั่งที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื้นให้แก่อวัยวะสำคัญ ทั้งยังเป็นตัวช่วยดักจับสารก่อความระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควัน เชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ภายในเสมหะประกอบด้วยสารแอนติบอดี้และเอนไซม์ชนิดที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แม้ว่าไม่ได้มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ร่างกายก็ยังสร้างเสมหะออกมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโดยปกติ ร่างกายเราสามารถสร้างเสมหะปริมาณ 1 – 1.5 ลิตรต่อวันเลยทีเดียว หากคุณมีอาการไอมาพร้อมกับเสมหะจำนวนหนึ่ง นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าระบบทางเดินหายใจอาจติดเชื้อโรคหรือเกิดอาการแพ้อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าให้แล้ว ตามกลไกทางธรรมชาติของร่างกาย เมื่อมีสิ่งที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจระคายเคือง ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้สร้างเสมหะหรือเมือกในระบบทางเดินหายใจในปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพื่อดักจับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม และกระตุ้นให้ร่างกายขับเสมหะออกมาโดยการไอ นี่คือที่มาของอาการ ไอมีเสมหะ นั่นเอง สีของเสมหะ บ่งบอกสุขภาพ ในคนที่มีสุขภาพดีปกติ ลักษณะเสมหะ ที่ถูกผลิตออกมามักมีสีใส แต่หากมีการติดเชื้อหรือการอักเสบ สีของเสมหะอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงตามประเภทของการติดเชื้อหรือสาเหตุอื่น ๆ ที่พอจะสรุปได้ดังนี้ ลักษณะเสมหะ สีขาวขุ่นหรือเทา เสมหะสีขาวขุ่นหรือเทาเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรืออาจเกิดการอักเสบของไซนัสซึ่งเป็นโพรงอากาศบริเวณข้างโพรงจมูก  โดยเสมหะประเภทนี้ไหลมาจากไซนัสที่เกิดติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้เสมหะมีปริมาณมากขึ้นและไหลลงสู่ลำคอ เคยมีข้อมูลหนึ่งที่ระบุว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมสามารถทำให้เกิดเสมหะขาวขุ่นได้ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม การบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมสามารถทำให้เสมหะจับตัวหนาขึ้นและทำให้ร่างกายขับออกมาได้ยากขึ้น ส่งผลให้เสมหะติดค้างและแห้งกรัง เมื่อถูกขับออกมาจึงมีสีขาวขุ่น ในขณะที่เสมหะสีเทา […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

ยาแก้ไอ รูปแบบ ไหนกันแน่ ที่จัดการกับอาการไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการแบ่งประเภทของ ยาแก้ไอ ตามคุณสมบัติการออกฤทธิ์ เพื่อรักษาอาการไอในลักษณะต่าง ๆ แล้ว รูปแบบของยาแก้ไอก็มีส่วนสำคัญ ในการพิจารณาเลือกใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับอาการ รวมทั้งความสะดวกในการใช้อีกด้วย ดังนั้น เราจึงขอแนะนำ ยาแก้ไอ รูปแบบ ต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาอม ยาผง หรือยาเม็ดฟู่ โดยเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติในการรักษา รวมทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อการเลือกใช้ตามความเหมาะสม และเพื่อรักษาอาการไอได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด [embed-health-tool-bmr] ทำไมยาต้องมีรูปแบบต่างกัน รูปแบบของยาที่แตกต่างกันนั้น ส่งผลถึงการช่วยให้ตัวยาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุดตามอาการต่าง ๆ โดยยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันและมีผลต่อร่างกายต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้ยาสามารถทำงานได้ตามคุณสมบัติอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมยาในรูปแบบต่างกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ เพื่อปกป้องตัวยาไม่ให้สลายง่ายโดยสิ่งแวดล้อม เช่น ความชื้น เพื่อป้องกันการสลายตัวโดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อกลบรสหรือทำให้ได้รสที่น่ารับประทาน เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมกับตัวยา เช่น ถ้าละลายน้ำได้ดีก็ทำเป็นยาน้ำใส ถ้าไม่ละลายก็ทำเป็นยาแขวนตะกอน ให้ตัวยาอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ เช่น ยาน้ำใสปราศจากเชื้อเพื่อใช้ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เป็นต้น ให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมกับการนำติดตัวไปใช้ และการขนส่ง เช่น การทำเป็นยาเม็ดแทนยาน้ำ ให้ได้รูปแบบของยาที่ได้ขนาดที่ถูกต้องและปลอดภัย เกิดอันตรายกับผู้ใช้น้อยที่สุดและถ้าเกิดอันตรายขึ้นสามารถแก้ได้ไม่ยาก ให้ได้รูปแบบของยาที่จะให้ประโยชน์ในการรักษามากที่สุด ยาแก้ไอ รูปแบบ […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

ยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ ยาละลายเสมหะ สงสัยมั้ย ต่างกันอย่างไร

เรามักหันมาพึ่ง ยาแก้ไอ เมื่อมีอาการไอเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรง จนอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ทั้งผู้มีอาการและคนรอบข้าง หรืออาจรบกวนการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั่วไปก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยาแก้ไอ ที่มีขายกันอยู่ตามท้องตลาดก็มีอยู่หลายประเภท ทั้งยาแก้ไอสำหรับอาการไอแบบไม่มีเสมหะ และยาสำหรับอาการไอแบบมีเสมหะที่เรียกว่า ยาขับเสมหะ หรือ ยาละลายเสมหะ จึงทำให้เกิดความสับสนอยู่บ่อย ๆ ยาแก้ไอแต่ละประเภทนั้นก็มีตัวยาสำคัญ คุณสมบัติ และข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน บางชนิดอาจใช้ร่วมกันได้ และบางชนิดก็ใช้ทดแทนกันไม่ได้ ดังนั้น การเข้าใจสาเหตุ และการเลือกประเภทยาแก้ไอที่เหมาะสมกับอาการไอของคุณ ย่อมหมายถึงการรักษาอาการไอที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง  บทความนี้จึงขอนำคุณมาทำความเข้าใจกับยาแก้ไอแต่ละประเภท เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้รักษาอาการไอของคุณได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด ประเภทของ ยาแก้ไอ มีอะไรบ้าง ยาแก้ไอสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ 1. ยาระงับอาการไอ หรือ บรรเทาอาการไอ ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ตามชื่อ คือการกดไม่ให้เกิดอาการไอ การทำงานของยาชนิดนี้คือการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับกลไกการไอ ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อกลไกการไอน้อยลง ทำให้ผู้ป่วยไอน้อยลง ส่วนใหญ่ ยาแก้ไอประเภทนี้มักเหมาะกับการ บรรเทาอาการไอ ในระยะสั้น ๆ สำหรับผู้ป่วยที่ไอแห้งแบบไม่มีเสมหะ และยาชนิดนี้ไม่สามารถรักษา หรือจัดการกับสาเหตุของอาการไอ ที่เกิดจากโรคหรือภาวะสุขภาพอื่น ๆ ส่วนใหญ่ยาระงับอาการไอมักมาในรูปแบบของยาน้ำ ยาเม็ดรับประทาน หรือ ยาอม ซึ่งสามารถเลือกรับประทานได้ตามความสะดวก 2. ยาขับเสมหะ ยาขับเสมหะมีฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มปริมาณของเหลว และสารหล่อลื่นที่ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นและหล่อลื่นระบบทางเดินหายใจ เพื่อให้เสมหะคลายความข้นเหนียว และหลุดอออกจากเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจ […]


ปัญหาระบบทางเดินหายใจแบบอื่น

หายใจไม่อิ่ม สัญญาณความผิดปกติระบบทางเดินหายใจและหัวใจของคุณ

ลมหายใจ ก็เหมือนกับระบบที่หล่อเลี้ยงร่างกายส่วนอื่นๆ ที่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอดวัน จากข้อเท็จจริงที่ว่า เราหายใจอากาศเข้าไปในร่างกายประมาณ 6 ลิตรต่อนาที จึงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ที่กระบวนการนี้ดำเนินไปโดยที่เราแทบจะไม่สังเกตเลย จนกระทั่งเมื่อเราเริ่มมีภาวะหายใจลำบาก หรือ หายใจไม่อิ่ม เราจึงเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการที่สำคัญต่อร่างกายนี้ และยังอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ถึงความผิดปกติบางอย่างของร่างกายเราอีกด้วย ทำความเข้าใจภาวะ หายใจไม่อิ่ม โดยทั่วไปผู้ป่วยมักอธิบายอาการนี้ว่า “ได้รับอากาศไม่เพียงพอ” หรือ “ต้องใช้ความพยายามในการหายใจมากขึ้น” “แน่นหน้าอก” หรือ “หายใจไม่อิ่ม” โดยในทางการแพทย์นั้นเรียกอาการนี้ว่า อาการหายใจลำบาก (dysnea) ซึ่งเป็นคำเรียกโดยทั่วไป และไม่ได้เฉพาะเจาะจงอาการแต่เป็นภาวะที่น่าวิตกมากสำหรับผู้ที่มีอาการ และมีแต่ผู้ป่วยเท่านั้นที่จะสามารถอธิบายอาการได้ชัดเจนที่สุด เมื่อมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ภาวะหายใจไม่อิ่มอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง โดยอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันนั้นมักมีอาการรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน เช่น มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปเป็นอุปสรรคต่อการหายใจ หรือมีอาการหอบหืด ในขณะที่อาการแบบเรื้อรังนั้น จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีอาการแย่ลงตามลำดับ อย่างที่เกิดกับภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคหอบหืด สาเหตุของการหายใจไม่อิ่ม ภาวะหายใจไม่อิ่มสามารถแบ่งออกได้ทั้งแบบเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง หรือแบ่งตามต้นตอของสาเหตุ ได้แก่ ปอด หัวใจ ระบบหายใจส่วนบน ระบบประสาทส่วนกลาง สภาพจิตใจ กล้ามเนื้อและกระดูก หรือ ต่อมไร้ท่อ แต่โดยทั่วไปภาวะหายใจไม่อิ่ม มักเกิดจากสาเหตุที่ปอดหรือระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ในบางกรณีอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคแพนิค (อาการทางจิตเวช) โรคทางระบบประสาท […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน