home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease, CAD): โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease, CAD): โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้น ๆ ของโลก แพทย์และผู้ป่วยต่างตระหนักว่า โรคเบาหวาน สามารถนำไปสู่ โรคแทรกซ้อนที่หัวใจ ไต ตา และสมองได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคนี้สูง การตรวจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อหาแนวทางในการป้องกัน หรือลดความเสี่ยงในการเกิด โรคแทรกซ้อนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของทั้งผู้ชาย และผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

อัตราการเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และสาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน เป็นได้ทั้งจากกรรมพันธุ์ และจากสภาพแวดล้อม ผลสรุปจากงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หากมีพ่อหรือแม่เป็นโรคเบาหวาน และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคเบาหวาน ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานตามกรรมพันธุ์ ปัจจัยตามสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน ดังนั้น บุคคลในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ป้า ลุง พี่ พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง หรือผู้ดูแล มีส่วนช่วยในการควบคุม และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้เนื่องด้วยเทคโนโลยีในการรักษาโรคเบาหวานที่มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก

ในหลายปีที่ผ่านมาผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถปรับการรักษาให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น และแทบจะใช้ชีวิตใกล้เคียงเหมือนคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน

ภาวะก่อนโรคเบาหวานและวิธีสังเกตอาการของโรคเบาหวาน

ภาวะก่อนโรคเบาหวาน คือ การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน

ภาวะก่อนโรคเบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่างก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะก่อนโรคเบาหวาน ให้พึงสังเกตบุคคลในครอบครัวหากมีอาการดังกล่าวนี้

  • มีอาการกระหายและอยากอาหารมากเกินปกติ
  • ปัสสาวะบ่อย (ทั้งที่ไม่มีโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ) โดยเฉพาะการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่ม
  • อ่อนเพลีย
  • หงุดหงิด
  • มองไม่ชัด
  • บาดแผลหายช้า
  • คลื่นไส้
  • ผิวหนังติดเชื้อง่ายและหายช้า
  • ผิวคล้ำขึ้นตามรอยพับของร่างกาย (Acanthosis nigricans)
  • ลมหายใจมีกลิ่นหวานเหมือนผลไม้
  • รู้สึกชาที่มือหรือเท้า

ป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้อย่างไร

ยิ่งผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับมาตรฐานได้นานเท่าไร สุขภาพก็จะยิ่งดีขึ้น และโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะลดลง นอกจากนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจเหล่านี้ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง คือ การตรวจค่า HbA1c การตรวจระดับคอเลสเตอรอล ค่าไต ค่าสายตาและการตรวจสุขภาพเท้า ซึ่งการตรวจเหล่านี้ จะทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนลดน้อยลงมาก

การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ สามารถป้องกันหรือลดโอกาสของการเกิดโรคนี้ได้ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจจะมีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นตามจำนวนปัจจัยเสี่ยง สำหรับบางคนการเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต เช่น การวางแผนมื้ออาหารที่ดีต่อหัวใจ การออกกำลังกายเป็นประจำ การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในระดับปกติ การเลิกสูบบุหรี่ และการจัดการกับความเครียดก็เพียงพอที่จะควบคุมความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ถ้าหากการเปลี่ยน แนวทางการดำเนินชีวิตยังไม่เพียงพอการใช้ยาก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะควบคุมปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในกรณีที่มีการตรวจพบว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา โดยปฏิบัติตามขั้นตอนการรักษาและรับประทานยาที่ได้รับมาอย่างเคร่งครัดและมีระเบียบวินัย ไม่ปรับยาหรือหยุดยาเอง หากมีอาการไม่พึงประสงค์จากยา หรือทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหวควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาเพื่อปรับยา

ครอบครัวจะสามารถช่วยได้อย่างไรเกี่ยวกับด้านพฤติกรรมและด้านจิตใจ

การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะเริ่มต้น นอกจากการได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจากแพทย์แล้ว การดูแลตนเองและความช่วยเหลือจากครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้ป่วยเบาหวานและครอบครัวควรร่วมมือกันเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจด้วย 5 วิธี ดังนี้

  1. ศึกษาหาความรู้ไปพร้อมกัน เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น การสูบบุหรี่ การมีน้ำหนักเกิน การขาดการออกกำลังกายหรือนั่งเป็นระยะเวลานาน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง เป็นต้น
  2. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงในการเกิดโรคของผู้ป่วยและให้กำลังใจผู้ป่วยหากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ตลอดจนกระตุ้น สนับสนุน และให้กำลังใจกับผู้ป่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น สนับสนุนว่าการตรวจหัวใจก็สำคัญไม่แพ้การควบคุมระดับน้ำตาล การตรวจตา ผิว และเท้าในผู้ป่วยสูงอายุที่มักมีอาการหลงลืมเป็นประจำ รวมไปถึง การทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ป่วยอาจได้รับ รวมถึงศึกษาวิธีในการลดความเสี่ยงต่าง ๆ สอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับความชอบส่วนตัวและช่วยเหลือผลักดัน ผู้ป่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายในการลดปัจจัยเสี่ยง
  3. มีส่วนร่วมในการสร้างแผนส่วนบุคคลในการจัดการปัจจัยเสี่ยงเพื่อให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นและร่วมทบทวนแผนกับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ
  4. ตรวจดูว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาโรคเบาหวานอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยเบาหวานกว่าครึ่งไม่สามารถควบคุมการใช้อินซูลินให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้น แพทย์ควรร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวในการปรึกษาเพื่อวางแผนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และพิจารณาแนวทางการบำบัดประเภทอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยอ้างอิงจากเป้าหมายของผู้ป่วยและแพทย์ร่วมกัน เช่น การฝึกโยคะ เป็นต้น
    การเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิต เป็นรากฐานสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวานและส่งผลต่อการลดปัจจัยเสี่ยง ในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมไปถึงการสังเกตพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยและร่วมกันตั้งเป้าหมาย ที่เป็น ไปได้ที่สามารถวัดค่าได้ เช่น ผู้ป่วยควรออกกำลังกายระดับปานกลางถึงระดับสูงเป็นเวลา 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ ถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักตัวลง 5 เปอร์เซ็นต์ก็จะส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมัน ความดันโลหิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ป่วยต้องการความเข้าใจ กำลังใจ และการสนับสนุนช่วยเหลือจากครอบครัว เช่น คนในครอบครัว ร่วมกัน ออกกำลังกายพร้อมกับผู้ป่วย หรือ ร่วมใจกันรับประทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำ อาหารเค็มน้อย วันละ 1 มื้อ เป็นต้น
  5. ประเมินความตั้งใจและระบุอุปสรรค ผู้ป่วยอาจไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาจึงทำให้ไม่ทำตามคำแนะนำของหมอ ค่ารักษาแพงเกินไป มีผลข้างเคียงของการรักษา การรักษายุ่งยากเกินไป และไม่สะดวกสบาย หรือแม้แต่การรักษาไม่เข้ากับความชอบหรือสิ่งสำคัญที่ต้องทำ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจจะไม่บอกสิ่งที่เขาคิดบ่อยครั้งนัก แต่ผู้ดูแลต้องคอยซักถาม และช่วยหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของผู้ป่วย

PP-LIP-THA-0215

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย ทีม Hello คุณหมอ
แก้ไขล่าสุด 11/11/2020
x