โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานและสุขภาพโดยรวมของร่างกายได้อย่างมาก อีกทั้งในปัจจุบัน อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานประเภทต่าง ๆ ปัจจัยเสี่ยง และรักษาโรคเบาหวาน จึงมีความสำคัญเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานให้ดียิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคเบาหวาน

เบาหวาน อาการ และวิธีการป้องกัน

เบาหวานเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ที่เกิดจากร่างกายจัดการอินซูลินและน้ำตาลได้ไม่ดีพอ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยอินซูลินมีหน้าที่นำพาน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดที่ได้จากการรับประทานอาหาร เข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินไม่เพียงพอจึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป และเมื่อป่วยเป็นโรค เบาหวาน อาการ ที่พบอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค อย่างไรก็ตาม หากไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไตเสียหาย จอประสาทตาเสื่อมได้ [embed-health-tool-bmi] เบาหวาน คืออะไร เบาหวาน คือ โรคเรื้อรังที่จะวินิจฉัยเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ซึ่งเป็นผลจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน เช่น โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ระบบประสาทเสื่อม   เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 พบได้บ่อยในวัยเด็ก เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง ทำให้ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นำไปสู่ภาวะน้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้บ่อยในวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปี ขึ้นไป เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือเซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย และน้ำหนักลดได้ ข้อมูลจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานร้อยละ […]

หมวดหมู่ โรคเบาหวาน เพิ่มเติม

สำรวจ โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

แนวทางการปฏิบัติตนเมื่อคนในครอบครัวป่วยเป็นเบาหวาน

เมื่อคนในครอบครัวป่วยเป็นเบาหวาน จำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน แนวทางการรักษา วิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้องต่อผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งนี้ เพราะเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงแต่ประคองอาการ ด้วยการรับประทานยาหรือฉีดยา ปรับแผนโภชนาการและพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ และไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน นอกเหนือจากการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยเบาหวานก็สำคัญเช่นเดียวกัน [embed-health-tool-bmi] ทำความรู้จักเบาหวาน เบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้เมื่อฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายทำงานผิดปกติ หรือเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ หรือไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย โดยปกติอินซูลินมีหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เมื่ออินซูลินไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้น้ำตาลกลูโคสจึงสะสมอยู่ในเลือดและไม่ถูกส่งต่อไปยังเซลล์ของร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป น้ำตาลที่สะสมอยู่ในเลือดเป็นจำนวนมากจึงสร้างปัญหาสุขภาพ เกิดเป็นโรคร้ายและเรื้อรังที่เรียกว่า เบาหวาน นั่นเอง อาการผู้ป่วยเบาหวานชนิดต่าง ๆ อาการในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดขึ้นและแสดงอาการอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาการจะค่อยๆ แสดงให้เห็นชัดเจนขึ้นอย่างช้า ๆ อาจใช้เวลาหลายปี แต่มีลักษณะของอาการเบาหวานร่วมกันดังนี้ กระหายน้ำและหิวบ่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ตาพร่า มองไม่ค่อยชัด ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน เป็นแผลแล้วหายช้า อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนั้นแล้ว ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่ออาการเริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนและรุนแรงขึ้น อาจมีอาการเหล่านี้ ผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น ผิวแห้งง่าย มองไม่เห็น ปวดเท้าหรือเท้าบวม แขนขามีอาการชาหรือเป็นเหน็บ การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อทราบว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นเบาหวาน อาจทำให้สมาชิกที่เหลือรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน […]


โรคเบาหวาน

การควบคุมอาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การควบคุมอาหาร สำหรับผู้เป็น เบาหวาน ขณะ ตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงขึ้น และยังอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ [embed-health-tool-heart-rate] เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คืออะไร เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ เบาหวานที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มักถูกวินิจฉัยในช่วงสัปดาห์ที่ 24-32 ของการตั้งครรภ์และอาจหายไปเองหลังคลอด หรืออาจพัฒนาไปเป็นเบาหวานตลอดชีวิต ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จึงต้องได้รับการดูแลในเรื่องการกินอาหารเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ เบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของทารก เช่น ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ โรคดีซ่าน น้ำตาลในเลือดต่ำแต่กำเนิด ทารกมีขนาดตัวใหญ่ซึ่งอาจทำให้คลอดยากและได้รับบาดเจ็บขณะคลอดได้ สิ่งสำคัญเพื่อช่วยจัดการกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ การตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำในตอนเช้าหลังตื่นนอน หลังกินอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน เพื่อให้แน่ใจว่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในการควบคุมที่เหมาะสม หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนการดูแลรักษา เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ เป้าหมายของการรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ดังนี้ 95 มิลลิกรัม/เดซิลิตร. หรือน้อยกว่า ก่อนรับประทานอาหาร 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือน้อยกว่า หลังรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง 120 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือน้อยกว่า หลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง การควบคุมอาหาร ของผู้ป่วย เบาหวาน ขณะ ตั้งครรภ์ การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจทำได้ด้วยการเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ […]


โรคเบาหวาน

น้ำตาลในเลือด สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

น้ำตาลในเลือด หมายถึง น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ซึ่งได้จากการบริโภคอาหารและผ่านกระบวนการย่อยกลายเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย โดยมีฮอร์โมนอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อน ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะหากสูงหรือต่ำเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อปัญหา สุขภาพได้ เช่น โรคเบาหวาน [embed-health-tool-bmi] น้ำตาลในเลือด หมายถึงอะไร น้ำตาลในเลือด หมายถึง น้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็นชนิดของน้ำตาลที่พบได้มากที่สุดในเลือด ได้มาจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง มันฝรั่ง เมื่อร่างกายรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเข้าไป คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลายและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดกลายเป็นพลังงานให้แก่อวัยวะและเซลล์ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีฮอร์โมนอินซูลินซึ่งผลิตจากตับอ่อนทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลไปยังเซลล์หรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ และลำเลียงน้ำตาลซึ่งเกินจากที่ร่างกายต้องการไปยังตับ เพื่อสำรองไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) ซึ่งผลิตจากตับอ่อนเช่นกัน จะทำหน้าที่ตรงข้ามกับอินซูลิน คือช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ โดยการกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนไกลโคเจนกลับเป็นกลูโคส แล้วส่งกลับเข้าสู่กระแสเลือด น้ำตาลในเลือดสูง คืออะไร น้ำตาลในเลือดสูง เป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดของคนปกติ จะอยู่ระหว่าง 70-99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อตรวจเลือดหลังอดอาหารแล้ว 8 ชั่วโมง ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่านั้น หรือระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะหมายถึงมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน หากมีระดับน้ำตาลตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร […]


โรคเบาหวาน

ตับอ่อน หน้าที่ มีอะไรบ้าง และเกี่ยวข้องอย่างไรกับระดับน้ำตาลในเลือด

ตับอ่อน หน้าที่ มีอะไรบ้าง ตับอ่อนคืออวัยวะภายในร่างกายที่มีรูปร่างยาวรีคล้ายใบไม้ โดยมีหน้าที่หลักคือสร้างน้ำย่อยเพื่อย่อยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และผลิตฮอร์โมนสำหรับใช้ลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ แต่หากตับอ่อนมีความผิดปกติไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มักก่อให้เกิดโรคได้ เช่น เบาหวาน มะเร็ง [embed-health-tool-bmi] ตำแหน่งและลักษณะของตับอ่อน ตับอ่อนมีความยาวประมาณ 6-10 นิ้ว และรูปร่างยาวรีคล้ายปลาหรือใบไม้ค่อนข้างแบนอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร บริเวณส่วนบนซ้ายของช่องท้อง รอบ ๆ ตับอ่อน คืออวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น ตับ ม้าม หลอดเลือดแดงซีลิแอก (Celiac Artery) ถุงน้ำดี ลำไส้เล็กส่วนต้น ตับอ่อนประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งเรียกว่า เนื้อเยื่อมีท่อ (Exocrine Tissue) อยู่ราว 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์สำหรับช่วยในการย่อยสารอาหารต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะเดียวกัน ส่วนที่เหลือของตับอ่อนอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า ไอส์เลตออฟลังเกอร์ฮันส์ (Islets of Langerhans) ประกอบด้วยเซลล์ไร้ท่อจำนวนมาก (Endocrine […]


โรคเบาหวาน

การนอนดึก ส่งผลเสียต่อผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร

การนอนดึก การนอนน้อย การนอนหลับไม่สนิท ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากร่างกายจะตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยลง ทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถลำเลียงน้ำตาลไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ได้อย่างที่ควรเป็น รวมทั้งเมื่อร่างกายนอนไม่เพียงพอจะส่งผลให้กระเพาะอาหารหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความหิว รวมทั้งเกิดความอยากอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาลสูงขึ้น [embed-health-tool-bmi] โรคเบาหวานและน้ำตาลในเลือด มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากตับอ่อนมีความผิดปกติในการผลิตฮอร์โมนอินซูลินซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลจากกระแสเลือดไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน หรือหากมีน้ำตาลหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด อินซูลินจะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นสารอาหารที่เปลี่ยนรูปกลับไปเป็นกลูโคสได้ทันที เก็บสำรองไว้ที่ตับหรือกล้ามเนื้อ สำหรับดึงมาใช้เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน อินซูลินซึ่งผลิตได้น้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เกิดการตกค้างและสะสมของน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งในระยะยาวนำไปสู่ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ อันเป็นสาเหตุของอาการป่วยต่าง ๆ เช่น ตาพร่ามัว ปวดหัว ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อย่าง โรคไต เบาหวานขึ้นตา ภาวะหลอดเลือดแข็ง การติดเชื้อที่ผิวหนังหรือติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการนอนดึกหรือนอนน้อย เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง การนอนดึกส่งผลอย่างไรต่อระดับน้ำตาลในเลือด นอกเหนือจากภาวะน้ำหนักเกิน รวมทั้งพฤติกรรมในการรับประทานอาหารจะเป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดโรคเบาหวานแล้ว พฤติกรรมการนอนหลับก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานด้วยเช่นเดียวกัน โดยปกติ ในแต่ละวัน น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นช่วงเช้าเวลาประมาณ 04.00-08.00 น. ตับอ่อนจะทำหน้าที่หลั่งอินซูลินออกมาเพื่อลดระดับน้ำตาลในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ให้สูงเกินไป อย่างไรก็ตาม หากนอนดึกหรือนอนน้อย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามากกว่าปกติ […]


โรคเบาหวาน

ลักษณะฉี่ของคนเป็นเบาหวาน กลิ่นและสีแตกต่างจากคนปกติอย่างไร

ลักษณะฉี่ของคนเป็นเบาหวาน มักมีกลิ่นคล้ายผลไม้รสหวาน สีขุ่น และฉี่บ่อย เนื่องจากในกระแสเลือดมีปริมาณน้ำตาลกลูโคสปนอยู่มากกว่าปกติ เมื่อร่างกายขับของเสียออกมาทำให้มีน้ำตาลปนออกมาด้วย นอกจากนั้นแล้ว ในฉี่ของผู้ป่วยเบาหวานยังมีการปะปนของสารคีโตน (Ketone) รวมทั้งการมีระดับอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในเลือดอยู่น้อย แต่ปนออกมาอยู่ในฉี่จำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงภาวะเลือดเป็นกรด เนื่องจากการทำงานของไตที่บกพร่องทำให้การกรองของเสียผิดปกติ [embed-health-tool-bmi] โรคเบาหวานกับระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานมักผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าความต้องการของร่างกายหรือไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย โดยอินซูลินมีหน้าที่ในการลำเลียงน้ำตาลในเลือดไปยังเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน  เมื่อมีอินซูลินน้อย และน้ำตาลไม่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน ก็จะทำให้เกิดการตกค้างของน้ำตาลในกระแสเลือด เกิดเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวาน จะมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในขณะที่คนปกติจะมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ส่วนระดับน้ำตาลระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อาจหมายถึงบุคคลนั้นมีความเสี่ยงโรคเบาหวานหรือมีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) เกณฑ์ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวาน ควรอยู่ระหว่าง 80-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนมื้ออาหาร และน้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังมื้ออาหาร ลักษณะฉี่ของคนเป็นเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะฉี่บ่อยแล้ว ฉี่ยังมีลักษณะที่สะท้อนถึงอาการของโรคเบาหวานซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ มีกลิ่นคล้ายผลไม้รสหวานหรือรสเปรี้ยวเนื่องจากมีน้ำตาลปนอยู่ มีสีขุ่นไม่ใส และในบางครั้งอาจจะมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีฉี่ขุ่นด้วย นอกจากนี้ ฉี่ของคนเป็นเบาหวานมักมีการเจือปนของสารอื่น ๆ ดังนี้ กลูโคส ในฉี่ของคนเป็นเบาหวาน มักพบระดับน้ำตาลกลูโคสปนอยู่มากกว่าปกติ หรือเกินกว่า […]


โรคเบาหวาน

ค่าน้ำตาลปกติในผู้ป่วยเบาหวาน คือเท่าไร เช็คอย่างไร

ค่าน้ำตาลปกติในผู้ป่วยเบาหวาน หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งโดยปกติมักอยู่ที่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือสูงกว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานเพื่อใช้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมค่าน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป เพราะเมื่อระดับน้ำตาลยิ่งสูงก็จะยิ่งเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อันส่งผลร้ายต่อร่างกายมากยิ่งขึ้นไปอีก [embed-health-tool-bmi] ผู้ป่วยเบาหวานกับค่าน้ำตาลในเลือด โดยปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นหลังรับประทานอาหาร และอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อลำเลียงน้ำตาลไปยังเซลล์ต่าง ๆ สำหรับใช้เป็นพลังงาน และทำให้ค่าน้ำตาลลดลงสู่ระดับปกติ ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำตาลถูกลำเลียงออกไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมากขึ้น การสะสมของน้ำตาลในเลือด ทำให้ค่าน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป และยังเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ หากไม่ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักหากเป็นโรคอ้วน รับประทานยาหรือฉีดอินซูลินตามแผนการรักษาของคุณหมอ วิธีการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด ค่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน สามารถตรวจได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ ตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร การตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร (Fasting Blood Sugar Test) เป็นการตรวจค่าน้ำตาลในเลือดจากตัวอย่างเลือด ซึ่งจำเป็นต้องอดอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และผลตรวจที่ได้คือค่าน้ำตาลขณะเจาะเลือด ซึ่งในแต่ละช่วงมีความหมายดังนี้ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป หมายถึง เป็นโรคเบาหวาน ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หมายถึง มีความเสี่ยงโรคเบาหวาน หรือมีภาวะก่อนเบาหวาน […]


โรคเบาหวาน

น้ำตาลในเลือด 140 หมายถึงอะไร อันตรายต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

น้ำตาลในเลือด 140 คือ ค่าระดับน้ำตาลในเลือด 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งถือว่าเป็นระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ และยังเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคเบาหวาน ปกติแล้ว น้ำตาลในเลือดนับเป็นแหล่งพลังงานอย่างหนึ่งของร่างกายซึ่งได้จากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือจากการที่ร่างกายแปรรูปสารอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรต ไปเป็นพลังงานในร่างกาย การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารโดยเลือกบริโภคแป้งและน้ำตาลในปริมาณจำกัด [embed-health-tool-bmi] ระดับน้ำตาลเท่าไรจึงเรียกว่าปกติ ระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือระหว่าง 70-99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารแล้ว 8 ชั่วโมง ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หมายถึง เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่านั้น หรือตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป หมายถึงกำลังเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้น หากมีน้ำตาลในเลือด 140 จึงหมายความว่า มีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งนับว่าเข้าข่ายเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือด 140 อันตรายไหม? ระดับน้ำตาลในเลือด 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แม้จะสูงกว่าระดับปกติพอสมควร โดยปกติภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพหรือความเสี่ยงต่าง ๆ ในการเกิดโรคอื่น ๆ จะเริ่มแสดงเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ระหว่าง 180-200 […]


โรคเบาหวาน

เบาหวานขึ้น 300 อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างไรบ้าง

เบาหวานขึ้น 300 อันตรายไหม อาจเป็นคำถามที่ผู้ป่วยเบาหวานสงสัยและเป็นกังวล โดยปกติผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าคนปกติ โดยมักอยู่ที่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป หากค่าน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ระดับ 300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์อันตรายมาก โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หรือเป็นเวลาหลายเดือนติดต่อกัน เพราะสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ดวงตา ไต หรือหลอดเลือดได้ การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เหมาะสม และรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินตามคำแนะนำของคุณหมอ จะทำให้สามารถควบคุมค่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ได้ดี [embed-health-tool-bmr] เบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือด มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ที่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป ดังนั้นระดับน้ำตาลในเลือด 300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จึงถือว่าสูงมาก ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพปกติจะมีค่าน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) จะมีระดับน้ำตาลในเลือดระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินซึ่งทำหน้าที่คอยลำเลียงน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้มีน้ำตาลสะสมอยู่ในเลือดมาก อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนของผู้ป่วยบางรายอาจผลิตอินซูลินได้ในระดับปกติ แต่เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินลดลงหรือดื้ออินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้นถึงแม้จะมีอินซูลินเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เบาหวานขึ้น 300 อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร หากผู้ป่วยเบาหวานไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจนร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ที่ 300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งถือว่าอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง และหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี […]


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

DKA (ภาวะเลือดเป็นกรด) อาการ ความเสี่ยง การรักษา

DKA (Diabetic Ketoacidosis) หรือ ภาวะเลือดเป็นกรด เป็นภาวะแทรกซ้อนหนึ่งของโรคเบาหวาน เกิดขึ้นจากร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนแปลงน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้ อาจเกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน ทำให้มีน้ำตาลสะสมในเลือดมากเกินไปเป็นเวลานาน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาทันเวลาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  ทั้งนี้ DKA มักเกิดกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มากกว่าชนิดที่ 2 และสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพและรักษาระดับน้ำตาลในเลือด [embed-health-tool-heart-rate] คำจำกัดความ DKA คืออะไร DKA คือ ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากร่างกายผู้ป่วยผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ โดยอินซูลินมีหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกาย เมื่ออินซูลินผลิตได้น้อย พลังงานจากน้ำตาลที่ได้จึงลดลงตามไปด้วย ร่างกายผู้ป่วยจะสร้างพลังงานทดแทนด้วยการย่อยสลายไขมัน ซึ่งทำให้เกิดสารที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ในเลือด หากมีคีโตนสะสมอยู่ในเลือดมากจะส่งผลให้เลือดเป็นกรด อาการ อาการของ DKA หากผู้ป่วยเบาหวานเกิดภาวะ DKA มักแสดงอาการภายใน 24 ชั่วโมง ดังนี้ ปวดศีรษะ กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย หายใจติดขัด ลมหายใจเปรี้ยว ผิวแห้ง ปากแห้ง ระดับคีโตนในเลือดสูง ภาวะแทรกซ้อนของ DKA ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาภาวะ DKA ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ […]

ad iconโฆษณา
คำถามที่พบบ่อย
ad iconโฆษณา

คุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่ใช่หรือไม่?

คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เข้าร่วมชุมชนเบาหวานและแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ของคุณ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน